ก้อนที่คอแบบไหนอันตราย
มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องมีก้อนเกิดขึ้นที่คอ (ลำคอส่วนนอก) จากการบังเอิญคลำได้เอง หรือมีคนทักเอาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้มาก่อน ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติอะไร กินอาหารได้ตามปกติ หายใจได้ไม่มีหอบเหนื่อย แต่สิ่งที่กลัวมากที่สุดก็คือกลัวว่าจะเป็นมะเร็ง ดังนั้น บทความในวันนี้จะมาดูกันนะครับว่า เมื่อมีก้อนที่คอเกิดขึ้น ก้อนนั้นเป็นอะไรได้บ้าง ก้อนแบบไหนที่มีความสำคัญ ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ หู คอ จมูก
เมื่อมีก้อนที่คอเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ
1. ตำแหน่งของก้อน ว่าอยู่บริเวณใดของลำคอ
2. ขนาดของก้อน ที่วัดเป็นความยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง
3. จำนวนก้อน
4. ลักษณะก้อนว่านุ่มหรือแข็ง จับเคลื่อนที่ได้หรือติดแน่น
5. เป็นมานานเท่าไร คือระยะเวลาตั้งแต่พบก้อนจนมาพบแพทย์
6. มีอาการอะไรบ้าง เช่น กดเจ็บ เป็นหนอง เหนื่อย ใจสั่น ผอมลง เป็นต้น
ตำแหน่งของก้อน
จะเป็นตัวบอกว่า ก้อนนั้นคืออะไร เช่น ก้อนที่อยู่ด้านหน้าของคอส่วนล่าง มักจะเป็นก้อนของต่อมไทรอยด์ ก้อนที่คอส่วนบนด้านข้างจะเป็นข้างซ้ายหรือขวาก็ตามมักจะเป็นต่อมน้ำเหลือง ก้อนที่อยู่ตรงกลางของคอมักจะเป็นก้อนซีสต์ (Cyst) ก้อนที่อยู่ใต้คางอาจจะเป็นต่อมน้ำลาย หรือต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
ขนาดของก้อน
มีความสำคัญมาก กล่าวคือ ถ้าก้อนที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 3 ซม. จะถือว่าเป็นก้อนที่มีการพยากรณ์โรคดี มักเป็นเพียงการอักเสบ แต่ถ้าก้อนขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. มักจะต้องหาสาเหตุ และติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิดว่าจะโตขึ้นช้าหรือเร็วมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าโตเร็วการพยากรณ์โรคมักจะไม่ค่อยดี
จำนวนของก้อน
ถ้าเป็นก้อนเดี่ยวมักจะเป็นเรื่องของโรคในอวัยวะเดียว เช่น ไทรอยด์ ต่อมน้ำลาย เส้นประสาท ฯลฯ แต่ถ้ามีจำนวนหลายก้อน และเป็นหลายแห่งของลำคอ จะเป็นก้อนต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
ลักษณะของก้อน
เช่น ถ้าก้อนนุ่ม เป็นเหมือนน้ำอยู่ข้างใน มักจะเป็นก้อนซีสต์ (Cyst) ซึ่งไม่มีอันตราย แต่ถ้าเป็นก้อนแข็ง เคลื่อนที่ไม่ได้ มีลักษณะติดแน่น จะมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี
การโตของก้อนมีความสำคัญ
ถ้าก้อนโตช้า ใช้เวลาเป็นหลายเดือนหรือเป็นปี ก็มักจะไม่มีอันตราย แต่ถ้าก้อนโตเร็ว ภายใน 2-3 เดือน โตจาก 1-2 ซม. กลายเป็นเท่าลูกมะนาว หรือไข่ไก่มักจะมีแนวโน้มเป็นเนื้องอกร้าย
ส่วนอาการอื่นๆ ที่ร่วมประกอบด้วย
เช่น ก้อนกดเจ็บ แต่ไม่มาก มักจะคิดถึง เรื่องการอักเสบติดเชื้อ คลำก้อนแล้วรู้สึกก้อนมีการเต้นตามจังหวะของชีพจร หรือหัวใจให้สงสัยก้อนเนื้องอกเของเส้นเลือด หรือก้อนที่มีเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ถ้ามีก้อนที่คอร่วมกับอาการเหนื่อย ใจสั่น ผอมลง ทั้งที่รับประทานอาหารได้เป็นปกติ ต้องสงสัยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น
โดยสรุปแล้ว ก้อนผิดปกติที่คอสงสัยว่าจะเป็นเนื้อร้าย มักจะเป็นก้อนขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร มีลักษณะแข็ง ติดแน่น โตเร็วมาก อยู่บริเวณด้านข้างของลำคอข้างใดข้างหนึ่ง หรือ ทั้ง 2 ข้าง อาการไม่เจ็บปวดมาก แต่จะรู้สึกเพียงตึงๆ ขัดๆ เมื่อหันศีรษะหรือบิดลำคอ ถ้าคุณสงสัยเมื่อมีก้อนที่ลำคอไม่แน่ใจโปรดมาพบแพทย์หู คอ จมูกนะครับ
*****************************************************************************************
นพ.ชัยยศ เด่นอริยะกูล หัวหน้ากลุ่มงานโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลกลาง สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
*****************************************************************************************
... ระเบียงความรู้ อ่านเพื่อเพิ่มพูน ... ... สัพเพเหระ สารพันเรื่องราว ในห้วงหนึ่งของชีวิตแต่ละช่วงวัย
วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ไทรอยด์ขึ้นตา โรคนี้มีจริงหรือ
ไทรอยด์ขึ้นตา โรคนี้มีจริงหรือ
ถ้าพูดถึงไทรอยด์ทุกคนมักนึกถึงก้อนบริเวณคอ
ในอดีตคนไทยขาดไอโอดีนกันมาก ก็เลยเกิดโรคคอพอก หรือต่อมไทรอยด์บริเวณคอนั่นเอง
แล้วเจ้าต่อมไทรอยด์นี้มันขึ้นไปตาได้อย่างไรกัน
โรคไทรอยด์ขึ้นตานั้น ตัวไทรอยด์ไม่ได้กระโดดขึ้นไปที่ตาหรอกครับ
แต่มันเป็นภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่มีการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป
ส่งผลให้มีอาการหลายอย่างรวมถึงอาการทางตาซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ด้วยครับ
แล้วเจ้าไทรอยด์เป็นพิษมันเกิดจากอะไร และส่งผลถึงตาอย่างไร คงต้องคุยกันยาวหน่อยครับ
โรคไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากการควบคุมในสมองผิดปกติ
หรือถูกกระตุ้นโดยภูมิคุ้มกันที่มีผลต่อต่อมไทรอยด์
การที่มีไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลด เหงื่อออกมาก มือสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ในบางรายจะมีอาการทางตาด้วยที่เรียกว่าไทรอยด์ขึ้นตานั่นเองครับ
โดยปกติไทรอยด์ขึ้นตามักเกิดในอายุ 30 ถึง 50 ปีมักเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายครับ
แต่ถ้าเกิดในผู้ชายหรือเกิดตอนอายุมาก มักเป็นรุนแรงครับ
อาการไทรอยด์ขึ้นตาอาจจะมาก่อนหรือมาหลังไทรอยด์เป็นพิษก็ได้
อาการหลักๆ ของไทรอยด์ขึ้นตาได้แก่ ตาแห้ง ตาโปน เปลือกตาบนยกสูงขึ้นดูคล้ายคนโกรธจัดหรือคนตกใจ เปลือกตาบวม
ในกรณีรุนแรงขึ้นจะมีภาพซ้อนกลอกตาบางทิศทางไม่ได้ ถ้ารุนแรงมากอาจส่งผลให้การมองเห็นแย่ลงหรือสูญเสียการมองเห็นจากเส้นประสาทตาโดนกดทับครับ
สาเหตุของไทรอยด์ขึ้นตาไม่ได้สัมพันธ์กับต่อมไทรอยด์โดยตรง แต่สัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันที่ทำลายต่อมไทรอยด์ กล้ามเนื้อตารวมถึงผิวหนังบริเวณหน้าแข้ง
นอกจากนี้มีผลการวิจัยหลายรายยืนยันว่าการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับโรคนี้ครับ และยังสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคนี้ด้วย
โรคนี้ดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วโรคนี้สามารถหยุดได้เองเพียงแต่ต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปีครับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ควรงดสูบบุหรี่เพื่อลดความรุนแรงของโรคลงด้วย
การรักษาหลักๆ ของโรคนี้คือการให้ยากดภูมิคุ้มกัน ประเภทสเตียรอยด์ครับ ยานี้จะช่วยลดการอักเสบและลดภาวะความรุนแรงของโรคได้แต่ต้องให้ด้วยความระมัดระวังเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากยาสเตียรอยด์ด้วยครับ
การฉายรังสีก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคนี้ที่มีการอักเสบรุนแรงและกดทับเส้นประสาทตา ข้อเสียของวิธีนี้คือกว่าจะเห็นผลต้องใช้ระยะเวลาหลายสัปดาห์ครับ
นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะแทรกซ้อนบางประการเช่น การผ่าตัดแก้ไขเปลือกตาเพื่อลดภาวะตาแห้ง การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาเพื่อช่วยให้ตากลอกได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดแก้ไขภาวะกดทับเส้นประสาทตา การแก้ไขส่วนใหญ่ต้องทำหลายครั้งและควรทำเมื่อมีภาวะอักเสบสงบลงแล้วครับ
ภาวะไทรอยด์ขึ้นตาแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีการป้องกัน แต่การตรวจพบเจออาการของโรคแต่ระยะเริ่มต้นอาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากตัวโรคไม่ให้รุนแรงได้ครับ
ถึงตอนนี้ คุณลองหันไปดูหน้าเจ้านาย แล้วพบว่าเจ้านายคุณกำลังทำท่าทางโกรธเกรี้ยว ตาโปนใส่คุณ คุณลองแนะนำเจ้านายให้ตรวจโรคนี้ดูด้วยคงจะดีไม่น้อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าลูกน้องไม่เตือน
******************************************************************
นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ศูนย์จักษุและต้อกระจก รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)
******************************************************************
ถ้าพูดถึงไทรอยด์ทุกคนมักนึกถึงก้อนบริเวณคอ
ในอดีตคนไทยขาดไอโอดีนกันมาก ก็เลยเกิดโรคคอพอก หรือต่อมไทรอยด์บริเวณคอนั่นเอง
แล้วเจ้าต่อมไทรอยด์นี้มันขึ้นไปตาได้อย่างไรกัน
โรคไทรอยด์ขึ้นตานั้น ตัวไทรอยด์ไม่ได้กระโดดขึ้นไปที่ตาหรอกครับ
แต่มันเป็นภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่มีการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป
ส่งผลให้มีอาการหลายอย่างรวมถึงอาการทางตาซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ด้วยครับ
แล้วเจ้าไทรอยด์เป็นพิษมันเกิดจากอะไร และส่งผลถึงตาอย่างไร คงต้องคุยกันยาวหน่อยครับ
โรคไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากการควบคุมในสมองผิดปกติ
หรือถูกกระตุ้นโดยภูมิคุ้มกันที่มีผลต่อต่อมไทรอยด์
การที่มีไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลด เหงื่อออกมาก มือสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ในบางรายจะมีอาการทางตาด้วยที่เรียกว่าไทรอยด์ขึ้นตานั่นเองครับ
โดยปกติไทรอยด์ขึ้นตามักเกิดในอายุ 30 ถึง 50 ปีมักเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายครับ
แต่ถ้าเกิดในผู้ชายหรือเกิดตอนอายุมาก มักเป็นรุนแรงครับ
อาการไทรอยด์ขึ้นตาอาจจะมาก่อนหรือมาหลังไทรอยด์เป็นพิษก็ได้
อาการหลักๆ ของไทรอยด์ขึ้นตาได้แก่ ตาแห้ง ตาโปน เปลือกตาบนยกสูงขึ้นดูคล้ายคนโกรธจัดหรือคนตกใจ เปลือกตาบวม
ในกรณีรุนแรงขึ้นจะมีภาพซ้อนกลอกตาบางทิศทางไม่ได้ ถ้ารุนแรงมากอาจส่งผลให้การมองเห็นแย่ลงหรือสูญเสียการมองเห็นจากเส้นประสาทตาโดนกดทับครับ
สาเหตุของไทรอยด์ขึ้นตาไม่ได้สัมพันธ์กับต่อมไทรอยด์โดยตรง แต่สัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันที่ทำลายต่อมไทรอยด์ กล้ามเนื้อตารวมถึงผิวหนังบริเวณหน้าแข้ง
นอกจากนี้มีผลการวิจัยหลายรายยืนยันว่าการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับโรคนี้ครับ และยังสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคนี้ด้วย
โรคนี้ดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วโรคนี้สามารถหยุดได้เองเพียงแต่ต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปีครับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ควรงดสูบบุหรี่เพื่อลดความรุนแรงของโรคลงด้วย
การรักษาหลักๆ ของโรคนี้คือการให้ยากดภูมิคุ้มกัน ประเภทสเตียรอยด์ครับ ยานี้จะช่วยลดการอักเสบและลดภาวะความรุนแรงของโรคได้แต่ต้องให้ด้วยความระมัดระวังเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากยาสเตียรอยด์ด้วยครับ
การฉายรังสีก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคนี้ที่มีการอักเสบรุนแรงและกดทับเส้นประสาทตา ข้อเสียของวิธีนี้คือกว่าจะเห็นผลต้องใช้ระยะเวลาหลายสัปดาห์ครับ
นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะแทรกซ้อนบางประการเช่น การผ่าตัดแก้ไขเปลือกตาเพื่อลดภาวะตาแห้ง การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาเพื่อช่วยให้ตากลอกได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดแก้ไขภาวะกดทับเส้นประสาทตา การแก้ไขส่วนใหญ่ต้องทำหลายครั้งและควรทำเมื่อมีภาวะอักเสบสงบลงแล้วครับ
ภาวะไทรอยด์ขึ้นตาแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีการป้องกัน แต่การตรวจพบเจออาการของโรคแต่ระยะเริ่มต้นอาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากตัวโรคไม่ให้รุนแรงได้ครับ
ถึงตอนนี้ คุณลองหันไปดูหน้าเจ้านาย แล้วพบว่าเจ้านายคุณกำลังทำท่าทางโกรธเกรี้ยว ตาโปนใส่คุณ คุณลองแนะนำเจ้านายให้ตรวจโรคนี้ดูด้วยคงจะดีไม่น้อยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าลูกน้องไม่เตือน
******************************************************************
นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ศูนย์จักษุและต้อกระจก รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)
******************************************************************
เบาหวาน กับ โรคแทรกซ้อนทางตา
เบาหวาน กับ โรคแทรกซ้อนทางตา
อาการเบาหวานขึ้นตา คือ เส้นเลือดของจอรับภาพของตาจะโป่งพองหรือมีเส้นเลือดแตก แต่อาจไม่มีอาการแสดงออก ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวยกเว้นความผิดปกตินั้น เกิดขึ้นในตำแหน่งที่สำคัญของจอรับภาพ คือ บริเวณจุดศูนย์กลางของการมองเห็น (Macula) หรือบางครั้งอาจจะมีการแตกของเส้นเลือดอย่างมากจนบังจอรับภาพหมดก็จะทำให้มองไม่เห็นหรือเกิดตาบอดกะทันหันได้
เบาหวานขึ้นตามีความสัมพันธ์โดยตรงกับระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวาน ตามสถิติพบว่าหากผู้ป่วยเป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลินมา 10 ปี จะมีโอกาสเกิดเบาหวานขึ้นตาได้ 50 คน ใน 100 คน หรือหากเป็นเบาหวานมานาน 20 ปี โอกาสที่จะเกิดสูงถึง 90 คน ใน 100 คน
ความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเป็นเบาหวาน และการควบคุมเบาหวานว่าทำได้ดีเพียงใด และสุดท้ายคือกรรมพันธุ์
ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตาบอดได้มากที่สุด ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสตาบอดสูงเป็น 20 เท่า ของคนปกติ
การป้องกันมิให้ตาบอดสามารถทำได้โดยการตรวจตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แต่จะบ่อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาวะตาของผู้ป่วยแต่ละคน หากจักษุแพทย์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดใกล้กับประสาทตา (optic disc) หรือบริเวณใกล้จุดศูนย์กลางของการมองเห็นการรักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์จะป้องกันมิให้ตาบอดได้ อย่างไรก็ตามการยิงแสงเลเซอร์อาจทำให้ผู้ป่วยมีลานสายตาแคบลงหรือความสามารถในการมองเห็นภาพตอนกลางคืนลดลง นอกจากนี้ การยิงแสงเลเซอร์ไม่สามารถทำให้ตาที่มองไม่เห็นหรือมัวอยู่แล้วตั้งแต่ต้นกลับชัดขึ้นได้ แต่เป็นการป้องกันมิให้รุนแรงขึ้น หรือตาบอดเท่านั้น
ในกรณีที่เบาหวานขึ้นตารุนแรงจนมีเลือดออกในน้ำวุ้นของลูกตา (vitreous hemorrhage) เกิดการลอกหลุดของจอภาพทำให้ตาบอด การผ่าตัดตาเพื่อเปลี่ยนน้ำวุ้นลูกตาและซ่อมจอภาพอาจช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นได้ แต่จะไม่เหมือนปกติ
ต้อกระจกต้อกระจกเป็นภาวะที่เลนส์ของลูกตาขุ่นมัวลงทำให้การมองเห็นลดลงหรือมองไม่เห็นเลยก็ได้ พบในคนสูงอายุทุกคน ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมโรคไม่ดีจะทำให้เกิดต้อกระจกได้เร็วขึ้น การรักษาทำได้โดยการผ่าตัดลอกเอาเลนส์ที่เสื่อมออกและเอาเลนส์เทียมใส่แทนก็จะช่วยทำให้การมองเห็นดีขึ้น
อาการเบาหวานขึ้นตา คือ เส้นเลือดของจอรับภาพของตาจะโป่งพองหรือมีเส้นเลือดแตก แต่อาจไม่มีอาการแสดงออก ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวยกเว้นความผิดปกตินั้น เกิดขึ้นในตำแหน่งที่สำคัญของจอรับภาพ คือ บริเวณจุดศูนย์กลางของการมองเห็น (Macula) หรือบางครั้งอาจจะมีการแตกของเส้นเลือดอย่างมากจนบังจอรับภาพหมดก็จะทำให้มองไม่เห็นหรือเกิดตาบอดกะทันหันได้
เบาหวานขึ้นตามีความสัมพันธ์โดยตรงกับระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวาน ตามสถิติพบว่าหากผู้ป่วยเป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลินมา 10 ปี จะมีโอกาสเกิดเบาหวานขึ้นตาได้ 50 คน ใน 100 คน หรือหากเป็นเบาหวานมานาน 20 ปี โอกาสที่จะเกิดสูงถึง 90 คน ใน 100 คน
ความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเป็นเบาหวาน และการควบคุมเบาหวานว่าทำได้ดีเพียงใด และสุดท้ายคือกรรมพันธุ์
ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตาบอดได้มากที่สุด ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสตาบอดสูงเป็น 20 เท่า ของคนปกติ
การป้องกันมิให้ตาบอดสามารถทำได้โดยการตรวจตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แต่จะบ่อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาวะตาของผู้ป่วยแต่ละคน หากจักษุแพทย์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดใกล้กับประสาทตา (optic disc) หรือบริเวณใกล้จุดศูนย์กลางของการมองเห็นการรักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์จะป้องกันมิให้ตาบอดได้ อย่างไรก็ตามการยิงแสงเลเซอร์อาจทำให้ผู้ป่วยมีลานสายตาแคบลงหรือความสามารถในการมองเห็นภาพตอนกลางคืนลดลง นอกจากนี้ การยิงแสงเลเซอร์ไม่สามารถทำให้ตาที่มองไม่เห็นหรือมัวอยู่แล้วตั้งแต่ต้นกลับชัดขึ้นได้ แต่เป็นการป้องกันมิให้รุนแรงขึ้น หรือตาบอดเท่านั้น
ในกรณีที่เบาหวานขึ้นตารุนแรงจนมีเลือดออกในน้ำวุ้นของลูกตา (vitreous hemorrhage) เกิดการลอกหลุดของจอภาพทำให้ตาบอด การผ่าตัดตาเพื่อเปลี่ยนน้ำวุ้นลูกตาและซ่อมจอภาพอาจช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นได้ แต่จะไม่เหมือนปกติ
ต้อกระจกต้อกระจกเป็นภาวะที่เลนส์ของลูกตาขุ่นมัวลงทำให้การมองเห็นลดลงหรือมองไม่เห็นเลยก็ได้ พบในคนสูงอายุทุกคน ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมโรคไม่ดีจะทำให้เกิดต้อกระจกได้เร็วขึ้น การรักษาทำได้โดยการผ่าตัดลอกเอาเลนส์ที่เสื่อมออกและเอาเลนส์เทียมใส่แทนก็จะช่วยทำให้การมองเห็นดีขึ้น
เป็นโรคปริทันต์จะจัดฟันได้มั้ย
เป็นโรคปริทันต์จะจัดฟันได้มั้ย
******** มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับฟัน และการจัดฟันที่กำลังฮอตฮิตกันในขณะนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนรักฟันจำนวนมากสงสัยว่าเมื่อเป็นโรคปริทันต์แล้วจะสามารถจัดฟันได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบครับ
******** อวัยวะปริทันต์ คือ กลุ่มของเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบฟัน ทำหน้าที่ยึดและพยุงฟัน ทำให้ฟันสามารถอยู่ในกระดูกขากรรไกรได้ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 4 ชนิด คือ เหงือก เอ็นยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน
โรคปริทันต์ (Periodontal disease) คือ โรคที่มีการอักเสบของอวัยวะปริทันต์ ลักษณะอาการที่พบคือ เหงือกอักเสบ บวม มีเลือดออก ร่องเหงือกลึกกว่าปกติมาก ในคนที่มีอาการอักเสบรุนแรงจะมีการละลายของกระดูกหุ้มรากฟัน ซึ่งมีผลให้ฟันโยกและต้องถูกถอนฟันไปในที่สุด โดยมีสาเหตุมาจากคราบจุลินทรีย์ที่เกาะบริเวณรอยต่อระหว่างขอบเหงือกและฟัน หรือที่เรียกว่าคอฟัน ซึ่งจะกลายเป็นหินน้ำลาย หรือหินปูนในเวลาต่อมา
การจัดฟันมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคปริทันต์อย่างไรจัดเรียงฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดด้วยตนเองได้ ลดความจำเป็นในการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการของกระดูกรองรับรากฟันที่เกิดจากการทำลายของโรคปริทันต์ ปิดหรือลดช่องว่างระหว่างฟันซึ่งเกิดจากภาวะของโรคปริทันต์ แก้ไขฟันที่ยื่นยาวออกมาทางด้านริมฝีปากซึ่งเกิดจากการทำลายกระดูกรองรับรากฟันของโรคปริทันต์
แล้วถ้าหากเป็นโรคปริทันต์แต่จะจัดฟันต้องทำอย่างไรเริ่มจากผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจอวัยวะปริทันต์อย่างละเอียดเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคปริทันต์ ต่อมาจะต้องได้รับการรักษาโดยการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟันให้สะอาดเรียบร้อย หรืออาจได้รับการทำศัลยกรรมตกแต่งแผ่นเหงือก
กรณีที่เหงือกร่นรวมถึงทำการศัลยกรรมตกแต่งกระดูก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์ผู้ดูแลโรคปริทันต์อยู่ สำหรับฟันที่เป็นโรคปริทันต์มากๆ จนคิดว่าควรได้รับการถอน อาจพิจารณาเก็บฟันซี่นั้นไว้ก่อน เพื่อใช้เป็นฟันหลักยึดชั่วคราว สำหรับติดเครื่องมือจัดฟัน ทั้งนี้ผู้ป่วยจะต้องสามารถดูแลความสะอาดช่องปากได้เป็นอย่างดีก่อนจัดฟัน เพราะเมื่อติดเครื่องมือจัดฟันแล้ว การทำความสะอาดจะทำได้ค่อนข้างยุ่งยากกว่ามาก
หลังจากรักษาโรคปริทันต์แล้วเป็นเวลา 4-6 เดือน ก่อนที่จะเริ่มการจัดฟัน เพื่อให้เกิดการหายของแผลที่เกิดจากการรักษาโรคปริทันต์ และทันตแพทย์เล็งเห็นว่าผู้ป่วยสามารถดูแลสุขอนามัยช่องปากของตนเองได้
หลังจากรักษาโรคปริทันต์แล้วจะมีโอกาสสูญเสียอวัยวะปริทันต์มากขึ้นจากการจัดฟันหรือไม่?ขึ้นอยู่กับสภาพของอวัยวะปริทันต์ ถ้าหากมีสภาพสมบูรณ์ดีก็จะไม่มีการสูญเสียอวัยวะปริทันต์เพิ่มขึ้น แต่หากยังมีการลุกลามของโรคอยู่ การจัดฟันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทำลายอวัยวะปริทันต์เพิ่มมากขึ้นได้
*************************************************************************************
อ.ทพ.พงศธร พู่ทองคำ อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยามหิดล
*************************************************************************************
******** มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับฟัน และการจัดฟันที่กำลังฮอตฮิตกันในขณะนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนรักฟันจำนวนมากสงสัยว่าเมื่อเป็นโรคปริทันต์แล้วจะสามารถจัดฟันได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบครับ
******** อวัยวะปริทันต์ คือ กลุ่มของเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบฟัน ทำหน้าที่ยึดและพยุงฟัน ทำให้ฟันสามารถอยู่ในกระดูกขากรรไกรได้ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 4 ชนิด คือ เหงือก เอ็นยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน
โรคปริทันต์ (Periodontal disease) คือ โรคที่มีการอักเสบของอวัยวะปริทันต์ ลักษณะอาการที่พบคือ เหงือกอักเสบ บวม มีเลือดออก ร่องเหงือกลึกกว่าปกติมาก ในคนที่มีอาการอักเสบรุนแรงจะมีการละลายของกระดูกหุ้มรากฟัน ซึ่งมีผลให้ฟันโยกและต้องถูกถอนฟันไปในที่สุด โดยมีสาเหตุมาจากคราบจุลินทรีย์ที่เกาะบริเวณรอยต่อระหว่างขอบเหงือกและฟัน หรือที่เรียกว่าคอฟัน ซึ่งจะกลายเป็นหินน้ำลาย หรือหินปูนในเวลาต่อมา
การจัดฟันมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคปริทันต์อย่างไรจัดเรียงฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดด้วยตนเองได้ ลดความจำเป็นในการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการของกระดูกรองรับรากฟันที่เกิดจากการทำลายของโรคปริทันต์ ปิดหรือลดช่องว่างระหว่างฟันซึ่งเกิดจากภาวะของโรคปริทันต์ แก้ไขฟันที่ยื่นยาวออกมาทางด้านริมฝีปากซึ่งเกิดจากการทำลายกระดูกรองรับรากฟันของโรคปริทันต์
แล้วถ้าหากเป็นโรคปริทันต์แต่จะจัดฟันต้องทำอย่างไรเริ่มจากผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจอวัยวะปริทันต์อย่างละเอียดเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคปริทันต์ ต่อมาจะต้องได้รับการรักษาโดยการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟันให้สะอาดเรียบร้อย หรืออาจได้รับการทำศัลยกรรมตกแต่งแผ่นเหงือก
กรณีที่เหงือกร่นรวมถึงทำการศัลยกรรมตกแต่งกระดูก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์ผู้ดูแลโรคปริทันต์อยู่ สำหรับฟันที่เป็นโรคปริทันต์มากๆ จนคิดว่าควรได้รับการถอน อาจพิจารณาเก็บฟันซี่นั้นไว้ก่อน เพื่อใช้เป็นฟันหลักยึดชั่วคราว สำหรับติดเครื่องมือจัดฟัน ทั้งนี้ผู้ป่วยจะต้องสามารถดูแลความสะอาดช่องปากได้เป็นอย่างดีก่อนจัดฟัน เพราะเมื่อติดเครื่องมือจัดฟันแล้ว การทำความสะอาดจะทำได้ค่อนข้างยุ่งยากกว่ามาก
หลังจากรักษาโรคปริทันต์แล้วเป็นเวลา 4-6 เดือน ก่อนที่จะเริ่มการจัดฟัน เพื่อให้เกิดการหายของแผลที่เกิดจากการรักษาโรคปริทันต์ และทันตแพทย์เล็งเห็นว่าผู้ป่วยสามารถดูแลสุขอนามัยช่องปากของตนเองได้
หลังจากรักษาโรคปริทันต์แล้วจะมีโอกาสสูญเสียอวัยวะปริทันต์มากขึ้นจากการจัดฟันหรือไม่?ขึ้นอยู่กับสภาพของอวัยวะปริทันต์ ถ้าหากมีสภาพสมบูรณ์ดีก็จะไม่มีการสูญเสียอวัยวะปริทันต์เพิ่มขึ้น แต่หากยังมีการลุกลามของโรคอยู่ การจัดฟันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทำลายอวัยวะปริทันต์เพิ่มมากขึ้นได้
*************************************************************************************
อ.ทพ.พงศธร พู่ทองคำ อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยามหิดล
*************************************************************************************
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นประจำเดือน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นประจำเดือน
ประจำเดือนเป็นเรื่องที่การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญมาก เพราะประจำเดือนสามารถสะท้อนความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย และในช่วงที่เป็นประจำเดือน ไม่ว่าสาวๆ จะมีอาการไม่สบายตัวหรือไม่ แพทย์จีนก็ยังคงเน้นให้ใส่ใจดูแลตัวเองเสมอ
ในช่วงที่เป็นประจำเดือน
สาวๆ หลายท่านอาจมีอาการปวดประจำเดือน ปวดศีรษะ เพลีย ตัวบวม สิวขึ้น อารมณ์แปรปรวน.... อาการต่างๆ เหล่านี้แพทย์จีนมีวิธีแก้อย่างไร
วันนี้เราจะแนะนำวิธีปฏิบัติตัวให้ประจำเดือนเป็นไปอย่างราบรื่นตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนมาให้ทุกท่านทราบกัน
พักผ่อนให้เพียงพอ
การทำงานมากเกินไปจะทำให้ชี่พร่อง มีผลทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ
หลีกเลี่ยงความเย็น
เช่น ตากฝน อาบน้ำเย็น ว่ายน้ำ เพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี
รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและรสอ่อน
ลดอาหารรสเผ็ด เปรี้ยว เพราะอาจทำให้ประจำเดือนมามาก ปวดประจำเดือน
ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด
เพราะจะทำให้โซเดียมและน้ำตกค้างในร่างกายมากขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ โกรธง่าย
รับประทานอาหารธัญพืช
ทานอาหารที่มีกากใยอาหาร ป้องกันท้องผูก ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ลดดื่มชาหรือกาแฟ ลดอาหารหวาน งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
รับประทานอาหารที่ปรุงร้อน
ไม่ควรรับประทานของเย็นๆ เช่น แตงโม มะระ ฟัก น้ำเย็น น้ำแข็ง เพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ประจำเดือนน้อยลง หรือ ปวดประจำเดือน
งดการออกกำลังกายที่หักโหม
เลือกออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน กายบริหารเบาๆ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ทำจิตใจเบิกบาน อารมณ์ดี อาจฟังเพลงเบาๆ หรือเดินเล่น งดการมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ง่าย
ไม่ควรตะโกน หรือใช้เสียงมากเกินไป
เพราะในช่วงนี้มีเลือดคั่งที่กล่องเสียง จึงง่ายต่อการเกิดเสียงหายหรือเสียงแหบ
ไม่ถอนฟัน
เพราะอาจมีเลือดออกมาก และแผลหายช้า
หากปวดประจำเดือน สามารถทำชาสมุนไพรดื่มได้ เช่น
ชาดอกกุหลาบ ใช้ดอกกุหลาบ 15 กรัม น้ำร้อนชงดื่ม ช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น คลายอาการเครียด
หรือใช้ขิง 3 แว่น พุทราจีน 5 เม็ด น้ำร้อนชงดื่ม
เนื่องจากช่วงเป็นประจำเดือน ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง ง่ายต่อการเจ็บไข้ ดังนั้น การดูแลตัวเองในช่วงนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง วิธีปฏิบัติตัวข้างต้นเป็นการดูแลเบื้องต้น หากมีอาการไม่สบายรุนแรง ปวดประจำเดือนมาก ปวดศีรษะมาก หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการปรับสมดุลร่างกาย และป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ด้วย
****************************************************************************
แพทย์จีนโสรัจ นิโรธสมาบัติ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
****************************************************************************
ประจำเดือนเป็นเรื่องที่การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญมาก เพราะประจำเดือนสามารถสะท้อนความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย และในช่วงที่เป็นประจำเดือน ไม่ว่าสาวๆ จะมีอาการไม่สบายตัวหรือไม่ แพทย์จีนก็ยังคงเน้นให้ใส่ใจดูแลตัวเองเสมอ
ในช่วงที่เป็นประจำเดือน
สาวๆ หลายท่านอาจมีอาการปวดประจำเดือน ปวดศีรษะ เพลีย ตัวบวม สิวขึ้น อารมณ์แปรปรวน.... อาการต่างๆ เหล่านี้แพทย์จีนมีวิธีแก้อย่างไร
วันนี้เราจะแนะนำวิธีปฏิบัติตัวให้ประจำเดือนเป็นไปอย่างราบรื่นตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนมาให้ทุกท่านทราบกัน
พักผ่อนให้เพียงพอ
การทำงานมากเกินไปจะทำให้ชี่พร่อง มีผลทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ
หลีกเลี่ยงความเย็น
เช่น ตากฝน อาบน้ำเย็น ว่ายน้ำ เพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี
รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและรสอ่อน
ลดอาหารรสเผ็ด เปรี้ยว เพราะอาจทำให้ประจำเดือนมามาก ปวดประจำเดือน
ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด
เพราะจะทำให้โซเดียมและน้ำตกค้างในร่างกายมากขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ โกรธง่าย
รับประทานอาหารธัญพืช
ทานอาหารที่มีกากใยอาหาร ป้องกันท้องผูก ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ลดดื่มชาหรือกาแฟ ลดอาหารหวาน งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
รับประทานอาหารที่ปรุงร้อน
ไม่ควรรับประทานของเย็นๆ เช่น แตงโม มะระ ฟัก น้ำเย็น น้ำแข็ง เพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ประจำเดือนน้อยลง หรือ ปวดประจำเดือน
งดการออกกำลังกายที่หักโหม
เลือกออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน กายบริหารเบาๆ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ทำจิตใจเบิกบาน อารมณ์ดี อาจฟังเพลงเบาๆ หรือเดินเล่น งดการมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ง่าย
ไม่ควรตะโกน หรือใช้เสียงมากเกินไป
เพราะในช่วงนี้มีเลือดคั่งที่กล่องเสียง จึงง่ายต่อการเกิดเสียงหายหรือเสียงแหบ
ไม่ถอนฟัน
เพราะอาจมีเลือดออกมาก และแผลหายช้า
หากปวดประจำเดือน สามารถทำชาสมุนไพรดื่มได้ เช่น
ชาดอกกุหลาบ ใช้ดอกกุหลาบ 15 กรัม น้ำร้อนชงดื่ม ช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น คลายอาการเครียด
หรือใช้ขิง 3 แว่น พุทราจีน 5 เม็ด น้ำร้อนชงดื่ม
เนื่องจากช่วงเป็นประจำเดือน ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง ง่ายต่อการเจ็บไข้ ดังนั้น การดูแลตัวเองในช่วงนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง วิธีปฏิบัติตัวข้างต้นเป็นการดูแลเบื้องต้น หากมีอาการไม่สบายรุนแรง ปวดประจำเดือนมาก ปวดศีรษะมาก หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการปรับสมดุลร่างกาย และป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ด้วย
****************************************************************************
แพทย์จีนโสรัจ นิโรธสมาบัติ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
****************************************************************************
บัวฮาขาว...ปัดเสนียด ไม่เฉียดใกล้
บัวฮาขาว...ปัดเสนียด ไม่เฉียดใกล้
ตามบ้านเรือนโดยทั่วไป มักมีการปลูกไม้มงคลไว้ตามบ้านด้วยความเชื่อที่ว่า ต้นไม้เหล่านั้นจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านเป็นไปอย่างสงบสุข ร่มเย็น
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม้มงคลที่คนโบราณนิยมปลูกกันตามบ้านทั่วไปนั้น มักเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์ เช่น มะยม ขนุน ไผ่ เป็นต้น ทั้งในสรรพคุณที่เป็นยา และการใช้สอยอื่นๆ ที่ควรมีปลูกไว้คู่บ้านอันเป็นกุศโลบายอันแยบคายของคนแต่เก่าก่อน
บัวฮาขาว
ก็เป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกตามบ้าน และเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์เช่นเดียวกัน
ชาวไทยใหญ่ จะเรียกว่าเจริมเผือก เป็นไม้มงคลที่ชาวไทยใหญ่ ล้านนา และชาวอีสานนิยมปลูกไว้หน้าบ้าน เพื่อปัดเป่าความอัปมงคล ใช้ในพิธีกรรม เช่น ไหว้พระ ตั้งเสาเอกบ้าน หรือแม้แต่การตั้งเตาไฟ สำหรับชาวไทยภาคกลาง ต้นไม้ต้นนี้ถูกเรียกว่า ต้นปัดเสนียด และปลูกไว้เป็นไม้มงคลเช่นกัน แต่เมื่อความรู้ตรงนี้หายไป เหลือเพียงชื่อเสนียด ต้นไม้ต้นนี้เลยกลับกลายเป็นไม้ที่ไม่เป็นมงคลและห่างหายไปจากบ้านคนไทยแถบภาคกลางอย่างน่าเสียดาย
ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าต้นไม้ที่เป็นไม้มงคลย่อมไม่ธรรมดานั้น ต้นบัวฮาขาวก็เช่นกัน
เพราะมีสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ คือ นิยมใช้ในการทำยาแก้ไอแบบพื้นบ้านที่มีประสิทธิภาพจนมีการนำไปพัฒนาเพื่อผลิตเป็นยาแก้ไอแผนปัจจุบันเพราะสามารถใช้แก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ ใช้เป็นยาบำรุงปอด ลดการเจริญเติบโตของวัณโรค กระตุ้นการหายใจ แก้หวัด แก้แพ้
ซึ่งวิธีใช้เป็นยาแก้ไอแบบพื้นบ้านก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงนำใบของบัวฮาขาวมาบด ผสมน้ำผึ้งกิน ก็สามารถใช้แก้ไอได้ดี
บัวฮาขาวไม่เพียงแต่มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอเท่านั้น เรายังใช้ในการเป็นยาแก้ฟกช้ำ แก้อักเสบอีกด้วย โดยใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาประคบ อบ อาบ ย่าง ที่มักจะมาพร้อมกับผีเสื้อเสมอ ทั้งในตำรับยาโบราณของหมอยาพื้นบ้านไทยภาคเหนือและภาคอีสานเสมอ จนเรียกติดปากคล้องจองกันว่า ผีเสื้อบัวฮา
***************************
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร
***************************
ตามบ้านเรือนโดยทั่วไป มักมีการปลูกไม้มงคลไว้ตามบ้านด้วยความเชื่อที่ว่า ต้นไม้เหล่านั้นจะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านเป็นไปอย่างสงบสุข ร่มเย็น
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม้มงคลที่คนโบราณนิยมปลูกกันตามบ้านทั่วไปนั้น มักเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์ เช่น มะยม ขนุน ไผ่ เป็นต้น ทั้งในสรรพคุณที่เป็นยา และการใช้สอยอื่นๆ ที่ควรมีปลูกไว้คู่บ้านอันเป็นกุศโลบายอันแยบคายของคนแต่เก่าก่อน
บัวฮาขาว
ก็เป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกตามบ้าน และเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์เช่นเดียวกัน
ชาวไทยใหญ่ จะเรียกว่าเจริมเผือก เป็นไม้มงคลที่ชาวไทยใหญ่ ล้านนา และชาวอีสานนิยมปลูกไว้หน้าบ้าน เพื่อปัดเป่าความอัปมงคล ใช้ในพิธีกรรม เช่น ไหว้พระ ตั้งเสาเอกบ้าน หรือแม้แต่การตั้งเตาไฟ สำหรับชาวไทยภาคกลาง ต้นไม้ต้นนี้ถูกเรียกว่า ต้นปัดเสนียด และปลูกไว้เป็นไม้มงคลเช่นกัน แต่เมื่อความรู้ตรงนี้หายไป เหลือเพียงชื่อเสนียด ต้นไม้ต้นนี้เลยกลับกลายเป็นไม้ที่ไม่เป็นมงคลและห่างหายไปจากบ้านคนไทยแถบภาคกลางอย่างน่าเสียดาย
ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าต้นไม้ที่เป็นไม้มงคลย่อมไม่ธรรมดานั้น ต้นบัวฮาขาวก็เช่นกัน
เพราะมีสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ คือ นิยมใช้ในการทำยาแก้ไอแบบพื้นบ้านที่มีประสิทธิภาพจนมีการนำไปพัฒนาเพื่อผลิตเป็นยาแก้ไอแผนปัจจุบันเพราะสามารถใช้แก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ ใช้เป็นยาบำรุงปอด ลดการเจริญเติบโตของวัณโรค กระตุ้นการหายใจ แก้หวัด แก้แพ้
ซึ่งวิธีใช้เป็นยาแก้ไอแบบพื้นบ้านก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงนำใบของบัวฮาขาวมาบด ผสมน้ำผึ้งกิน ก็สามารถใช้แก้ไอได้ดี
บัวฮาขาวไม่เพียงแต่มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอเท่านั้น เรายังใช้ในการเป็นยาแก้ฟกช้ำ แก้อักเสบอีกด้วย โดยใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาประคบ อบ อาบ ย่าง ที่มักจะมาพร้อมกับผีเสื้อเสมอ ทั้งในตำรับยาโบราณของหมอยาพื้นบ้านไทยภาคเหนือและภาคอีสานเสมอ จนเรียกติดปากคล้องจองกันว่า ผีเสื้อบัวฮา
***************************
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร
***************************
วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556
สัญญาณบอกเหตุ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
สัญญาณบอกเหตุ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
******** ถ้าจะกล่าวถึงโรคเรื้อรังลำดับต้นๆ ในประเทศไทยและทั่วโลกคงหนีไม่พ้นโรคเบาหวาน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีโดยดูจากการศึกษาข้อมูลทางระบาดวิทยาของประเทศไทยและทั่วโลก ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 7% ของประชากร แต่จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่แท้จริงน่าจะมากกว่านี้
******** จากการประมาณการณ์คาดว่ามีผู้ป่วยเบาหวานเพียง 50 % ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากคนไทยมีการตรวจสุขภาพน้อย การรอให้มีอาการของโรคก่อนจึงมาพบแพทย์ มักสายเกินไปเพราะบางโรคต้องเป็นมากพอสมควรจึงจะมีอาการ เมื่อมาพบแพทย์จึงเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนของโรคแล้ว ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าเปรียบเทียบกับการรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 การมีน้ำตาลสูงไม่มากในระยะแรกมักไม่มีอาการ ถ้าได้รับการวินิจฉัย ให้คำแนะนำการดูแลตนเองและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องก็สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดกลับไปสู่ภาวะปกติได้ถึง 50% ของผู้ป่วย
******** แต่ถ้ารอให้มีอาการของโรคเบาหวานก่อน เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดน่าจะมากกว่า 180 mg/dl เนื่องจากไตเราสามารถเก็บน้ำตาลในเลือดได้ไม่เกิน 180 mg/dl ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อย เมื่อเสียน้ำทางปัสสาวะมากก็จะมีอาการหิวน้ำบ่อย และการสูญเสียน้ำตาลทางปัสสาวะไปมากก็จะทำให้น้ำหนักลดในแบบที่ไม่ดีกับสุขภาพ คือมีอาการอ่อนเพลีย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายเมื่อมีอาการและได้รับการวินิจฉัยก็มีภาวะแทรกซ้อนของเส้นเลือดแดงขนาดเล็กแล้ว เช่น เบาหวานขึ้นตา หรือเบาหวานลงไต ซึ่งจัดว่าสายเกินไปเพราะต่อให้สามารถรักษาเบาหวานได้ดีก็ไม่สามารถทำให้ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวกลับมาเป็นปกติได้ แต่สามารถลดการดำเนินของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้
ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพที่ถูกต้อง คือ การป้องกันโรคที่ถูกต้องและการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกๆ ปี
******** ถ้าจะกล่าวถึงโรคเรื้อรังลำดับต้นๆ ในประเทศไทยและทั่วโลกคงหนีไม่พ้นโรคเบาหวาน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีโดยดูจากการศึกษาข้อมูลทางระบาดวิทยาของประเทศไทยและทั่วโลก ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 7% ของประชากร แต่จำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่แท้จริงน่าจะมากกว่านี้
******** จากการประมาณการณ์คาดว่ามีผู้ป่วยเบาหวานเพียง 50 % ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากคนไทยมีการตรวจสุขภาพน้อย การรอให้มีอาการของโรคก่อนจึงมาพบแพทย์ มักสายเกินไปเพราะบางโรคต้องเป็นมากพอสมควรจึงจะมีอาการ เมื่อมาพบแพทย์จึงเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนของโรคแล้ว ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าเปรียบเทียบกับการรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 การมีน้ำตาลสูงไม่มากในระยะแรกมักไม่มีอาการ ถ้าได้รับการวินิจฉัย ให้คำแนะนำการดูแลตนเองและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องก็สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดกลับไปสู่ภาวะปกติได้ถึง 50% ของผู้ป่วย
******** แต่ถ้ารอให้มีอาการของโรคเบาหวานก่อน เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดน่าจะมากกว่า 180 mg/dl เนื่องจากไตเราสามารถเก็บน้ำตาลในเลือดได้ไม่เกิน 180 mg/dl ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อย เมื่อเสียน้ำทางปัสสาวะมากก็จะมีอาการหิวน้ำบ่อย และการสูญเสียน้ำตาลทางปัสสาวะไปมากก็จะทำให้น้ำหนักลดในแบบที่ไม่ดีกับสุขภาพ คือมีอาการอ่อนเพลีย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายเมื่อมีอาการและได้รับการวินิจฉัยก็มีภาวะแทรกซ้อนของเส้นเลือดแดงขนาดเล็กแล้ว เช่น เบาหวานขึ้นตา หรือเบาหวานลงไต ซึ่งจัดว่าสายเกินไปเพราะต่อให้สามารถรักษาเบาหวานได้ดีก็ไม่สามารถทำให้ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวกลับมาเป็นปกติได้ แต่สามารถลดการดำเนินของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้
ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพที่ถูกต้อง คือ การป้องกันโรคที่ถูกต้องและการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกๆ ปี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)