วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทำไม...นักขายต้องหลั่งน้ำตา เขียนโดย สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์


ชื่อหนังสือ ทำไม...นักขายต้องหลั่งน้ำตา เขียนโดย สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์
คำนำ
..........หนังสือเลมนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้กำลังใจ แก่ทุกคนที่กำลังสนใจในอาชีพการขาย ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ จะอยู่ระหว่างตัดสินใจหรือกำลังไม่แน่ใจ หรือบางคนอาจจะกระโดดเข้ามาแล้วกำลังจะหันหลังกลับ หรือเพิ่งกระโดดเข้ามายังไม่รู้อะไรเลย หรือเข้ามาอยู่ในอาชีพนักขายนี้พอสมควรแล้ว และกำลังไต่บันไดขึ้นสู่ผู้บริหารการขาย

..........เพื่อไม่ให้เป็นที่เสียเวลา สำหรับผู้รู้ร้อนรู้หนาวมาแล้ว กับการเริ่มต้นในอาชีพนี้ และท่านอาจจะกำลังก้าวขึ้นสู่ระดับผู้บริหารการขายจะได้ประโยชน์จากการอ่านเต็มที่จึงได้แบ่งการเขียนออกเป็นสองตอน

..........ตอนที่หนึ่ง กล่าวถึงการเริ่มต้นชีวิตเป็นพนักงานขาย ซึ่งต้องผจญกับอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ความไม่รู้ ความกลัว ความไม่มั่นใจ ความเหงา ฯลฯ ตลอดจนทางออกที่ช่วยทำให้ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้

..........ตอนที่สอง จะกล่าวถึงศิลปะ กลยุทธ์ และเทคนิคต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการที่จะได้มาซึ่งชัยชนะในการขายทุกครั้ง และนำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพนี้ในที่สุด

..........ผมมีความมั่นใจอย่างสูงทีเดียวว่า เมื่อท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบท่านจะได้พบเครื่องมือแห่งความสำเร็จในอาชีพการขายมากมาย ที่อยู่รอบ ๆ ตัวท่าน แต่ท่านอาจไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า มันจะทำประโยชน์ให้ท่านได้มากถึงเพียงนี้ เข้าตำรา ใกล้เกลือกินด่างนั่นเอง

..........ทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ทั้งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และกับคนข้างเคียงตลอดเวลาที่อยู่ในอาชีพนักขาย แม้ปัจจุบันนี้ผมเองก็กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า "ยังเป็นพนักงานขายอยู่" เพราะไม่วันใดก็วันหนึ่ง ท่านอาจจะได้พบกับผมระหว่าง รอพบลูกค้าในลิฟต์ ในอาคารสำนักงานต่าง ๆ หรือที่ใดก็แล้วแต่ที่มีลูกค้าอยู่ก็ได้ ผมไม่เคยถอดเครื่องแบบทหารผูกเนกไทของผมทิ้งแล้วไปผูกแต่เนกไทของแม่ทัพอย่างเดียวเลย ทุกวันนี้ผมยังได้สวมมันอย่างน้อยก็อาทิตย์ละ 3 ครั้ง

..........สุดท้ายนี้ ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นแนวทางหรือเป็นกำลังใจให้ท่าน ในการก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จในอาชีพนี้
สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์

คำนำสำนักพิมพ์
..........ในภาวะของการแข่งขันทางการค้าเสรีเช่นที่เป็นอยู่นี้ การขายสินค้าให้ได้มากที่สุด ลูกค้ายอมรับมากที่สุดนั่นคือ ความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งนั่นก็มิใช่การวางสินค้าไว้เฉย ๆ แล้วรอให้มีคนสนใจมาซื้อแน่นอน ดังนั้น อาชีพการเป็น "นักขาย" ในบ้านเราจึงมีความสำคัญและได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น แต่การที่จะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่มีปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ตัวคุณเองอาจเป็นหนึ่งในจำนวน "นักขาย" ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาและชะตากรรมในด้านการขายที่ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง หรือแม้แต่การเตรียมตัวขายที่ไม่พร้อมหรือเพียงพอต่อลูกค้า และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของ "นักขาย" ที่ประสบความสำเร็จ คือการทำให้ลูกค้ายอมรับในผลงานในตัวสินค้าที่คุณนำเสนอ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดการขายที่สมบูรณ์ครบถ้วนของคุณนั่นเอง

..........สิ่งเหล่านี้นี่เองที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับอาชีพ "นักขาย" ของคุณ ทางสำนักพิมพ์จึงได้จัดทำหนังสือ "ทำไมนักขายต้องหลั่งน้ำตา" ขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่นักขายที่เดินอยู่บนถนนสายนี้ให้สามารถนำกลยุทธ์ เทคนิคต่าง ๆ มาใช้ เพื่อนำมาซึ่งชัยชนะและนำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพนี้

..........ด้วยกลยุทธ์และเทคนิคนี้เอง จึงทำให้อาจารย์สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 35 มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทการ์เดียคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผ่านประสบการณ์ด้านการขายมาอย่างโชกโชนได้รวบรวมประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ท่านได้ประสบจากอาชีพการเป็น "นักขาย" ของท่านมาเรียบเรียงขึ้นเป็นหนังสือโดยสมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นอุทาหรณ์และคู่มือสำหรับ "นักขาย" โดยเฉพาะ

..........หนังสือเล่มนี้จึงเป็นของ "นักขายทุกคน" ที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการประสบความสำเร็จ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านคงได้รับประโยชน์ในด้านการขายและนำยอดขายสูงสุดมายังอาชีพการเป็นนักขายของคุณ
สำนักพิมพ์ธรรมนิติ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คุณก็ทำได้ เท่าที่คุณทำได้ แปลและเรียบเรียงโดย เศียรเศวต


ชื่อหนังสือ คุณก็ทำได้ เท่าที่คุณทำได้ แปลและเรียบเรียงโดย เศียรเศวต
ชุดพัฒนาตัวเอง
"ติดอันดับขายดี ของ The New York Times นานถึง 14 สัปดาห์"
"มีผู้ชนะซ่อนอยู่ภายในตัวเราทุกคน"

คำนำ
..........ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ อาร์ท แอล. วิลเลียม อดีตโค้ชฟุตบอลโรงเรียนไฮสกูล ที่ได้กลายมาเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ซึ่งมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท มีพนักงานทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาหลายพันคน

..........อาร์ท วิลเลียมคือคนที่เปลี่ยนความฝันของเขาให้กลายเป็นความจริง ทว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จของเขานั้นมันเต็มไปด้วยขวากหนามมากมาย

..........ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้พูดถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตจริงของเขา ซึ่งส่วนใหญ่จะตรงกันหรือคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกคน ลองมาดูความปวดร้าวที่เขาได้รับครั้งหนึ่งซิ

อาร์ท เขียนว่า :
..........วันหนึ่งขณะที่ผมยังเป็นโค้ชฟุตบอลอยู่ ผมอ่านพบในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า "รับสมัครผู้บริหาร" ผมคิดว่าทำไมไม่ลองดูล่ะ ผมเองก็มีปริญญาโท เขาอาจจะรับเราก็ได้ ผมโทรศัพท์ไปติดต่อตามหมายเลขที่ประกาศไว้นั้น และก็ได้นัดหมายเพื่อไปสัมภาษณ์สมัครงาน

..........ผมขับรถเกือบร้อยไมล์ไปยังเมืองแอตแลนต้า ขึ้นลิฟต์ไปยังสำนักงานที่ตั้งอยู่บนชั้น 16 เจ้าหน้าที่ของบริษัทเอาข้อสอบมาให้ผมทำ และหลังจากที่ผมกลับมาจากการสอบครั้งนั้นแล้ว ผมก็ไม่ได้รับข่าวจากบริษัทนั้นอีกเลย พวกเขาไม่ยอมแม้แต่จะส่งจดหมายหรือโทรศัพท์บอกว่าผมสอบผ่านหรือไม่ผ่าน ที่เขาเห็นก็คือโค้ชฟุตบอลซึ่งมีปริญญาโททางพลศึกษา คุณพอจะเดาออกไหมว่าผมรู้สึกเช่นไร? มันเหมือนกับการถูกตบหน้าสุดแรงเกิด"

..........อย่างไรก็ตาม อาร์ท วิลเลียมไม่ยอมแพ้ เขามองหาโอกาสและช่องทางที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นใครสักคนหนึ่งให้ได้ ไม่ใช่คนที่ถูกกลืนเข้าไปในคลื่นมนุษย์ที่ไม่มีใครรู้จัก และในที่สุดเขาก็ทำได้

..........เดี๋ยวนี้ อาร์ท วิลเลียม ได้บันทึกประสบการณ์ชีวิตของเขาลงไว้ในหนังสือเล่มนี้ ด้วยความหวังที่จะให้มันเป็นหนังสือที่กระตุ้นผู้อ่านให้มีกำลังใจในการบากบั่นต่อสู้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นใครคนหนึ่ง

..........อาร์ท วิลเลียม ประสบความสำเร็จด้วยคติประจำใจสั้น ๆ และฟังดูเรียบง่ายว่า

"คุณทำได้เท่าที่คุณทำได้ แต่เท่าที่คุณทำได้ก็พอแล้ว"

..........ลองอ่านดูเอาเองเถอะ แล้วคุณก็จะเห็นว่า เท่าที่คุณทำได้นั้น เพียงพอแล้วจริง ๆ ที่จะนำคุณสู่ความสำเร็จ ... มันจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ชนะในที่สุด ... ไม่ช้าก็เร็ว
เศียรเศวต

คนใหม่ เขียนโดย วีระ ธีรภัทร


ชื่อหนังสือ คนใหม่ เขียนโดย วีระ ธีรภัทร แปลและเรียบเรียงจาก "The New You" ของ ซอล กอร์ดอน
จิตวิทยาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
คนใหม่
เปิดกว้างให้กับความรักและประสบการณ์ใหม่ ๆ 
มีกำลังใจมีพลัง
กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสี่ยง กล้ารับผิดชอบ
พร้อมจะดำเนินชีวิตที่สร้างสรรค์
คำนำ
..........ที่พูดว่าคนทำหนังสือพิมพ์มีเพื่อนมาก มีคนรู้จักมาก ผมเห็นจะไม่ปฏิเสธ และก็เพราะความที่มีเพื่อนฝูงมากทั้งในหมู่คนที่ทำหนังสือด้วยกันและในหมู่คนที่ไม่ได้ทำหนังสือแต่เป็นคนอ่าน บางครั้งก็ทำให้เกิดอะไรต่อมิอะไรได้อยู่เรื่อย ๆ

..........อย่างหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกัน อันที่จริงงานที่ผมทำอยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงเพราะว่าทำหน้าที่ด้านข่าวต่างประเทศเสียเป็นงานหลัก ความที่ได้อ่านเรื่องโน้นเรื่องนี้มากพอประมาณ ประกอบกับผมเองมีความสนใจเรื่องจิตวิทยา เรื่องเทคนิคด้านบริหารอยู่บ้าง เพื่อนฝูงหลายคนก็คะยั้นคะยอให้เขียนอะไรพวกนี้ลงบ้าง หลายต่อหลายเรื่องก็เลยเกิดขึ้นและกลายเป็นหนังสือ "คนใหม่" เล่มนี้ อันเป็นการรวมบทความ หรือจะเรียกว่าสารคดีแนวคิดจิตวิทยาอะไรก็ได้ "คนใหม่" จึงเหมือนกับการจับเอาสิ่งละอันพันละน้อยที่กระจัดกระจายให้มาอยู่ในหมวดหมู่กันโดยที่ผมเองไม่ได้คิดว่าจะนำมารวบรวมแต่อย่างใด

..........สำหรับชื่อ "คนใหม่" อันเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้นั้นก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งมากมายนัก เพราะเป็นตอนต้นที่ผมแปลและเรียบเรียงขึ้นมาจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ "The New You" โดยนักเขียนที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ชื่อ ดร.ซอล กอร์ดอน ตอนนี้ก็ถึงแก่กรรมไปเรียบร้อยแล้ว

..........ช่วงแรกของหนังสือเล่มนี้ผมนำมาจากหนังสือ "The New You" เสียเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ดัดแปลงเลือกเอามาเท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ บางครั้งก็ดูจากสถานการณ์ทางด้านอารมณ์ที่ทั้งคนอ่านและคนเขียนมีอะไรร่วมกัน

..........ในช่วงแรกนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มเดียวกันทั้งหมดคือนิตยสาร "สู่อนาคต" สมัยที่ริเริ่มกันในตอนแรกและปรึกษาหารือกันว่าน่าจะมีคอลัมน์ประเภทจิตวิทยาแบบเบา ๆ แต่ได้สาระ ผมก็เขียนไปได้ประมาณสิบกว่าตอน คนที่คอยบีบบ้างขู่บ้างให้เขียนอย่างต่อเนื่องก็คือ คุณสุนทร กุลวัฒนวรพงศ์ ซึ่งทำงานด้วยกันในหนังสือหลายต่อหลายเล่มและเป็นมิตรสนิทคนหนึ่งของผม

..........ต่อมา คุณรุ่งมณี เมฆโสภณ เพื่อนในวงการหนังสือด้วยกันอีกผู้หนึ่งไปรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือรายเดือนชื่อ "วงการ" ซึ่งผมเข้าใจว่าตอนนี้เลิกไปแล้วนั้น ได้เอ่ยปากให้เขียนคอลัมน์จิตวิทยาในเชิงบริหารหรืออะไรก็ได้ ในทำนองคน ๆ ผมก็ตอบสนองด้วยความเต็มใจเช่นเดียวกับที่นิตยสาร "ผู้นำ" อันเป็นนิตยสารรายเดือนอีกเล่มหนึ่งซึ่ง คุณจิราภรณ์ เจริญเดช รับผิดชอบในฐานะหัวหน้ากองบรรณาธิการ แต่ก็ได้มาเน้นทางด้านเทคนิคและจิตวิทยาด้านการบริหารอันเป็นแนวของหนังสือที่จัดทำอยู่

.........."คนใหม่" ที่รวมเล่มขึ้นเป็นครั้งแรกนี้จึงมีที่มาและที่ไปอันสลับซับซ้อนและสับสนพอประมาณ คุณคำนูณ สิทธิสมาน และ คุณตระกูล พีระพันธ์ เป็นมิตรสนิทอีกสองคนซึ่งจำเป็นต้องเอ่ยชื่อไว้ในที่นี้ด้วยเพราะมีส่วนช่วยเหลือในการรวบรวมต้นฉบับและบอกให้รวมเป็นเล่มจัดพิมพ์ขึ้นมา สำหรับการ์ตูนประกอบในหนังสือเล่มนี้นั้น ผมได้ คุณรณเดช ส่องศิริ การ์ตูนนิสต์มือดีของเมืองไทยซึ่งเขียนการ์ตูนประกอบเล่มให้นิตยสารรายสัปดาห์ "แหล่งข่าว" เป็นผู้เขียนการ์ตูนแทรกประกอบ เพื่อให้หนังสือมีชีวิตชีวาน่าอ่านน่าติดตาม แม้ว่างานประจำที่รับผิดชอบอยู่จะหนักหนาอยู่พอประมาณก็ตามที แต่ก็ยังเจียดเวลามานั่งเขียนการ์ตูนประกอบเรื่องให้ คุณประจวบ พยัคฆพันธ์ ผู้มีฝีมือคร่ำหวอดกับงานด้านศิลปะเป็นคนจัดรูปเล่ม และดีไซน์ปก "คนใหม่" เล่มนี้

..........คงจะไม่มากจนเกินไปถ้าหากจะบอกว่า คุณสมพร ธีระภัทรานนท์ ภริยาของผมที่ทนฟังเสียงพิมพ์ดีดในยามค่ำคืนและคอยเป็นกำลังใจให้ตลอดระยะเวลาที่ทำงานทั้ง ๆ งานประจำที่เธอรับผิดชอบอยู่ก็มากมายอยู่แล้ว แต่ก็ยังเจียดเวลาคอยสนับสนุนเป็นกำลังใจอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย คุณพ่อคุณแม่ของผมที่แม้ท่่านทั้งสองจะไม่ได้รับการศึกษาสูง แต่ก็ได้ให้หลักการและวิธีการในการดำรงชีวิตที่มีค่าทุกครั้งที่มีปัญหาซึ่งผมเห็นจะละเลยไม่กล่าวถึงไม่ได้เช่นกัน

..........สิ่งละอันพันละน้อยนี้จะมีประโยชน์และให้อะไรกับคนอ่านได้บ้างผมก็มีความยินดี แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที ผมขอน้อมรับผิดชอบด้วยตัวเองและหวังว่าจะได้ผลิตงานนอกเหนือจากงานประจำที่รับผิดชอบออกมาอีกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
วีระ ธีรภัทร

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เปลี่ยนแล้วปลื้ม change เขียนโดย Alison Haynes


ชื่อหนังสือ เปลี่ยนแล้วปลื้ม change แนะแนวทางการเปลี่ยนชีวิตใหม่ เพื่อเริ่มต้นอนาคตที่สดใสกว่า
เขียนโดย Alison Haynes เรียบเรียงโดย เริงศักดิ์ ปานเจริญ

คำนำผู้เรียบเรียง
ชีวิตของคุณทุกวันนี้เป็นอย่างไร?
..........พอใจแล้ว หรือว่ายังไม่พอใจ
..........ก็ขึ้นอยู่กับใจของคุณเองว่าจะยอมรับชีวิตที่เป็นอยู่ หรือจะเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่
..........ถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ต้องยอมรับสภาพที่เป็นอยู่
..........ถ้าไม่ยอมรับก็ต้องเปลี่ยนแปลง!

..........หากจะตอบว่า ไม่ยอมรับและก็เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้คุณเห็นเส้นทางใหม่ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าคุณยอมรับว่าชีวิตที่เป็นอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ใฝ่ฝัน ก็แสดงว่าคุณยังขับเคลื่อนชีวิตอยู่บนเส้นทางสายเก่าที่ยาวไกล และไม่แน่ใจว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเมื่อไร ก็ถึงเวลาที่จะลองเปลี่ยนเส้นทางใหม่ได้แล้ว อย่ากลัวความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง ถ้าคุณกลัวในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ชีวิตคุณจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

..........คุณเคยได้ยินประโยคนี้มาก่อนหรือไม่ "บางครั้งการตัดสินใจในเรื่องเล็กน้อย นั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปตลอดชีวิต" คุณเห็นด้วยหรือไม่?

..........ถ้าเห็นด้วย ลองค้นหาเรื่องเล็กน้อยที่ควรเปลี่ยนแปลงในตัวคุณเองเสียก่อน หากยังมองไม่เห็นเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้น หนังสือเล่มนี้อาจช่วยคุณได้
เริงศักดิ์ ปานเจริญ

ค้นหาตน ค้นพบงาน Test Your Own Aptitude แปลโดย วิสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ


ชื่อหนังสือ ค้นหาตน ค้นพบงาน Test Your Own Aptitude
เขียนโดย จิม บาร์เร็ตต์ และเจฟฟ์ วิลเลียมส์ แปลโดย วิสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ
แบบทดสอบเพื่อรู้จักความสามารถพิเศษ ซึ่งจะนำไปสู่การหางานที่เหมาะสม
คำนำ
..........มีผู้กล่าวไว้ว่า ยิ่งคนเราทำงานอย่างมีความสุขมากเพียงใด ผลงานที่ออกมาก็จะยิ่งดีมีคุณภาพมากเพียงนั้น แต่การจะได้ทำงานอย่างมีความสุขนั้น เราจะต้องค้นหาความถนัดที่แท้จริงของตนเองให้พบเสียก่อน

..........หนังสือ "ค้นหาตน ค้นพบงาน" ซึ่งวิทสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ แปลจาก Test Your Own Aptitude เขียนโดย จิม บาร์เร็ตต์ และเจฟฟ์ วิลเลียมส์ นี้ เสนอวิธีการค้นหาตนเองให้พบผ่านทางแบบทดสอบสามด้าน คือ ความสามารถ บุคลิกภาพ และแรงจูงใจ ซึ่งเมื่อนำผลที่ได้มาประมวลเข้าด้วยกันและตีความหมายตามที่บรรยายไว้ในหนังสือแล้ว คุณก็จะได้รู้จักความถนัดของตนเองและอาชีพที่เหมาะสมซึ่งผู้เขียนได้เสนอไว้

ทางสู้ แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล


ชื่อหนังสือ ทางสู้ แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล
ชื่อเดิม What to do when business is bad โดย Herbert N.Casson
ทำอย่างไร เมื่อค้าขายไม่ดี วิธีไหน ใช้แก้ปัญหา กำไรหด
คำนำ
..........นี่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อบรรดานักธุรกิจทั้งมวล
..........ในทุกประเทศ ต่างก็มี ปีทอง และ ปีที่ตกต่ำ
..........และในปีที่ตกต่ำนั้น ก็มีกลวิธีต่าง ๆ ที่กิจการทั้งใหญ่และเล็ก สามารถนำไปใช้ เพื่อความอยู่รอดได้
..........หนังสือเล่มนี้ มีจุดประสงค์สองชั้น คือ
..........(1) เพื่อชี้ชัดออกไปว่า นักธุรกิจนั้น ควรจะทำอย่างไร เมื่อกำไรไม่เป็นที่น่าพอใจ
..........(2) กระตุ้นเร้าให้ลงมือกระทำตามนั้น ด้วยความอุตสาหะ
..........ในการพิชิตความลำบากยากเข็ญ ในวงการธุรกิจนั้น...
..........เบื้องแรก ต้องมีความรู้
..........จากนั้น ก็ลงมือปฏิบัติ
..........หนังสือเล่มนี้ เอื้อความรู้ที่จำเป็น และก็มีส่วนของเนื้อหา ที่ปลุกกำลังใจ เพิ่มพูนความทะเยอทะยาน ใฝ่ฝัน และความเชื่อมั่นในตัวเอง
..........และช่วยให้เริ่มก้าวเดินไป บนถนนสู่ความสำเร็จ และความสุขสันต์
..........เมื่อธุรกิจตกต่ำ คนเราต้องลงมือกระทำ ในวิถีทางที่ประหยัด และให้ผลมากที่สุด ในอันที่จะเพิ่มยอดขาย
..........ต้องมีเงินเข้ามากขึ้น และเงินออกน้อยลง
..........ต้องทำรายการ "ทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งไว้"
..........ทำทุกอย่าง ด้วยความมานะ ที่จะทำให้สถานะเงินสดของธุรกิจนั้น ๆ ดีขึ้น
..........ต้องอุดรอยรั่ว และความเสียเปล่า
..........ตัดพวกกาฝากทิ้งไป และส่งเสริมผู้ทำงานจริง และทำกำไรให้
..........ต้องทำตัวเป็นผู้ชำระสะสางชั่วขณะหนึ่ง
..........ทุกปี เราได้ยินเรื่องราวของบริษัท ที่ล้มละลาย แต่ไม่เคยรู้จำนวนบริษัท ที่จวนเจียนจะล้มละลาย...
..........กิจการจวนเจียนเหล่านี้ บางแห่ง จะพยายามดิ้นรนต่อสู้หรือเปลี่ยนแปลงการจัดการ และสามารถหนีพ้นจากสถานะอันตรายได้...
..........แต่ส่วนใหญ่ จะซวดเซไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งล้มไปในที่สุด
..........ส่วนใหญ่แล้ว ยังดำรงสภาพความเป็นผู้ไม่อาจสอนได้ ไว้จนถึงวาระสุดท้าย
..........แทบเรียกได้ว่า เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ที่จะช่วยเหลือพวกเขา
..........ถือเป็นกฏได้เลยว่า สามในสี่แห่ง ของกิจการที่ล้มเหลวนั้น สามารถป้องกันได้ โดยการลงมือกระทำอย่างรวดเร็วสักหน่อย
..........แม้ในช่วงปีทอง ก็ยังมีกิจการที่ประสบภาวะล้มละลายในอัตราสูง
..........ส่วนในช่วงปีตกต่ำนั้น ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
..........นี่แสดงให้เห็นว่า ครึ่งหนึ่งของกิจการที่ล้มเหลว ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนั้น มิได้มาจากสภาวะภายนอก...
..........แต่อยู่ที่การจัดการผิด ๆ
..........ทุกรายที่ล้มเหลว ในช่วงปีตกต่ำ จะตำหนิสภาพเศรษฐกิจ และมีเพียงครึ่งเดียวที่ถูกต้อง
..........อีกครึ่งหนึ่งนั้น แม้อยู่ในช่วงปีทอง ที่เฟื่องฟู ก็จะล้มเหลว เช่นกัน
..........สิ่งเลวร้ายที่สุด สำหรับธุรกิจหนึ่ง ๆ เมื่อกำไรลดลง ก็คือ
..........การปล่อยตัวเปะปะตามยถากรรม
..........ในช่วงเฟื่องฟูนั้น อาจทำได้...
..........แต่เมื่อกิจการตกต่ำลง ก็ต้องหยุดปล่อยตัวเปะปะทันที
..........ต้องมีความคิดริเริ่ม และกิจกรรมใหญ่หลวง
..........ลูกจ้างต้องกระทำมากขึ้น มิใช่น้อยลง
..........ต้องมีการเคลื่อนไหว ลุยไปข้างหน้า ภาวะตกต่ำ ต้องไม่ถูกปล่อยให้ลาม เข้ามา ภายในกิจการ
..........รถยนต์ อาจแล่นลงเนินได้ โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน  ...
..........แต่ปราศจากน้ำมันแล้ว มันไม่อาจแล่นขึ้นเนินได้
..........ธุรกิจก็เช่นกัน เมื่ออะไร ๆ เฟื่องฟู มันจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แทบเรียกได้ว่าเป็นอัตโนมัติเลยทีเดียว...
..........แต่เมื่อสภาวการณ์ ตกต่ำเลวร้ายลง - เมื่อมีคนขายมากกว่าคนซื้อ - จะไม่มีธุรกิจใด เคลื่อนไปข้างหน้าได้ เว้นแต่มีแรงผลักดัน
..........ซื้อน้ำมันเติมรถนั้นง่าย แต่การใช้กลวิธี ผลักดันธุรกิจให้เคลื่อนไปได้นั้น..... ไม่ง่ายนัก
..........ตัวอย่างเช่น ... การโฆษณา และ การฝึกอบรมพนักงาน ... มันต้องใช้ทั้ง เวลา และ เงิน
..........การเติมความกระตือรือร้น ลงในธุรกิจหนึ่ง ๆ - นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
..........ความกระตือรือร้นนั้นเริ่มขึ้นที่ระดับยอดของธุรกิจ และจะค่อย ๆ ไหลซึมลงสู่ระดับล่าง
..........การเคลื่อนธุรกิจขึ้นเนิน ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ - นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย .... แต่สามารถทำได้ .... ดังที่แม่ไก่บอกกับลูก ๆ ของมันว่า
"เมื่อไส้เดือนหายาก เราก็ต้องขุดคุ้ยให้หนักมือขึ้น"
Herbert N.Casson

200 ภาษิต พิชิตความสำเร็จ โดย ฟางซู่หัว


ชื่อหนังสือ 200 ภาษิต พิชิตความสำเร็จ
รวบรวมโดย ฟางซู่หัว แปลและเรียบเรียงโดย รัถยา สารธรรม
*******************************************
ชีวิต เปรียบเหมือนกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง
ต้องใช้สีสันที่งดงามแต่งแต้ม ต้องใช้มือที่อ่อนโยน
บรรจุชีวิตจิตใจที่คึกคักกระปรี้กระเปร่าเข้าไป
หากไม่มีหินโสโครก ก็ไม่เกิดลูกคลื่นอันงดงาม
หากไม่มีหนทางชีวิตอันขรุขระ ชีวิตก็ไร้รสชาติ
หากไม่มีการต่อสู้ที่ทรหดอดทน ชีวิตก็ไม่รุ่งโรจน์...
*******************************************
คำนำ
..........ในโลกนี้มีทั้งผู้ที่ประสบความสำเร็จและผู้ที่พ่ายแพ้ล้มเหลว
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้เล่า?
ถ้าหากวิเคราะห์จากรูปร่างหน้าตา ความสามารถ ประวัติการศึกษา คนเหล่านี้อาจไม่แตกต่างกันมากนัก
แต่คนบางคนกลับได้รับความนิยมชมชอบจากคนทั่วไป ในขณะที่คนบางคนไม่เป็นที่ต้อนรับของผู้อื่น
คนบางคนบริหารการเงินเก่งมาก แต่คนบางคนกลับเป็นหนี้เป็นสินชาวบ้านทั้งปี
คนบางคนมีความสุขกับชีวิตเสมอ แต่คนบางคนกลับหน้าเศร้าทั้งวัน ไม่เคยมีความสุขกับชีวิตแม้แต่น้อย
คนบางคนพบแต่ความโชคดี ในขณะที่คนบางคนพบแต่ความโชคร้าย
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้เล่า?

..........บางท่านอาจจะตอบว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ "วาสนา" คนไหนวาสนาดี ชีวิตก็มีความสุข คนไหนวาสนาไม่ดี ชีวิตก็เจอแต่เรื่องร้าย ๆ

..........แต่ไม่ว่าชะตาลิขิตจะมีจริงหรือไม่ก็ตาม เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเราได้ ถ้าหากเรามีจิตใจที่เข้มแข็ง กล้าสู้ชีวิต มีความขยันหมั่นเพียร สิ่งที่เคยเลวร้ายก็จะดีขึ้น สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็จะดียิ่ง ๆ ขึ้น

..........ในทัศนะของผู้ที่ประสบความสำเร็จ พวกท่านต่างเห็นว่า ความสำเร็จคือผลพวงแห่งความมานะบากบั่น เส้นแบ่งเขตระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลวก็คือ เมื่อล้มแล้วกล้าลุกขึ้นมาทดลองใหม่อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ ถ้าหากกล้าสู้ต่อไปอย่างไม่ท้อถอย ชีวิตก็จะประสบความสำเร็จ อยากได้อะไรก็จะได้สิ่งนั้นสมปรารถนา

..........หนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมคติแห่งความสำเร็จจากปราชญ์เมธีทั่วโลกมาเสนอต่อท่านผู้อ่าน คติเหล่านี้เป็นสัจธรรมแห่งชีวิต จึงทอประกายเจิดจรัสทุกยุคทุกสมัย นับเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่ง เนื้อหาอาจจะหนักไปบ้าง แต่ถ้าแบ่งอ่านวันละ 1 บท อ่านแล้วนำมาขบคิด นำมาตรวจสอบกับชีวิตจริงของเรา เราก็จะได้แง่คิดประจำวันที่ดีมาก ทำให้เรามีพลังในการต่อสู้ชีวิตมากขึ้น มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

..........สมัยเด็ก ๆ เราชอบฟังนิทานก่อนนอน เมื่อโตขึ้น ก็ขอให้เรามาอ่านคติชวนคิดก่อนนอนเถิดนะ เพื่อที่ชีวิตในวันพรุ่งนี้จะได้ดีกว่าวันวานที่ผ่านไป
รัถยา สารธรรม