วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

บริหารงานด้วยกลยุทธ์สามก๊ก ภาค 5 ว่าด้วยการจัดจำหน่าย เรื่องที่ 34. จูล่งชื่อกระเดื่องข่มข้าศึก เปรียบเสมือนใบผ่านด่านของสินค้า

บริหารงานด้วยกลยุทธ์สามก๊ก 
ภาค 5 ว่าด้วยการจัดจำหน่าย 
เรื่องที่ 34. จูล่งชื่อกระเดื่องข่มข้าศึก เปรียบเสมือนใบผ่านด่านของสินค้า
..........ใน "ตำนานสามก๊ก" จูล่งเป็นบุคคลที่เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ มีชื่อเลื่องระบือว่า เป็นขุนพลรบชนะตลอดกาล เมื่ออยู่ในสนามรบ ข้าศึกได้ยินชื่อเข้าต่างก็อกสั่นขวัญแขวน ดังที่ "ตำนานสามก๊ก" ได้เขียนไว้ใน 2 ตอนต่อไปนี้

..........ตอนที่ 71 ภาษาจีน เขียนไว้ว่า "เตียวคับกับซิหลงสองนายคุมทหารเข้าล้อมฮองตงไว้ พวกทหารซึ่งอยู่ในค่ายล้อมนั้นก็ได้รบพุ่งป้องกันไว้เป็นช้านาน จูล่งจึงเคียงม้าเข้ามาใกล้ตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วขับม้ารำทวนไล่ทหารทั้งปวงไปแต่ซ้ายตลบมาขวาดังหนึ่งว่า หามีคนไม่ เตียวคับเห็นจูล่งมีกำลังนักไม่อาจที่จะออกสู้รบ จูล่งก็แก้เอาฮองตงออกได้
..........โจโฉตั้งกองทัพอยู่ที่สูงแลไปเห็นก็ตกใจ ถามทหารทั้งปวงว่า คนนี้คือผู้ใด? ทหารทั้งปวงจึงบอกว่า เป็นชาวบ้างเซียงสันชื่อจูล่ง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่า แต่ก่อนเรายกทหารแปดสิบหมื่นไปที่เมืองตองเอี๋ยงสะพานเตียงปันโป๋มีทหารฝีมือกล้าแข็งคือผู้นี้ จึงสั่งแก่ทหารทั้งปวงว่า ซึ่งจะรบกับจูล่งอย่าได้ประมาทเป็นอันขาดทีเดียว
..........ฝ่ายจูล่ง ฮองตงพากันมาตามทาง ทหารทั้งปวงซึ่งมาด้วยนั้น จึงชี้บอกว่า ข้างทิศใต้ทหารโจโฉล้อมเตียวคีพวกเราไว้ จูล่งได้ฟังก็ไม่กลับไปค่าย จึงให้เอาธงซึ่งเขียนเป็นอักษรสี่ตัวว่า "เซี่ยงสันจูล่ง" ให้ทหารถือนำหน้าไป ทหารโจโฉซึ่งล้อมอยู่นั้นแลเห็นธงเป็นอักษรสี่ตัวก็รู้แจ้ง จึงบอกกันว่า ทัพซึ่งยกมานี้คือ จูล่ง มีฝีมือกล้าแข็งนักเห็นจะสู้มิได้ จึงต่างคนต่างก็ถอยหนีไป"

..........ตอนที่ 95 ภาษาจีน เขียนไว้ว่า "เขาหูก็ยกทหารสามพันรีบมาถึงตำบลกิก๊ก เห็นทัพเตงจี๋เดินรีบหนีไปตามทางใหญ่ซึ่งมีธงสำคัญชื่อจูล่ง ก็คิดว่ากองทัพจูล่งจริง จึงขับทหารตามกระชั้นไปทางประมาณสามสิบเส้น
..........จูล่งเห็นเชาหูไล่ล่วงขึ้นไป ก็ให้ทหารจุดประทัดโห่ร้องออกมาข้างหลังร้องว่า กูชื่อจูล่งรู้จักหรือไม่? เชาหูเหลียวหลังมาเห็นจูล่งก็ตกใจ ชักม้าจะกลับหน้าออกมาสู้กำลังขวางตัวอยู่ จูล่งก็แทงด้วยทวน เชาหูปัดมิทันถูกสีข้างตกม้าตาย ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็แตกหนีเข้าป่าสิ้น จูล่งก็ขับทหารรีบตามเตงจี๋มา
..........ขณะเมื่อจูล่งรบกันเชาหูนั้น มีเสียงโห่ร้องเอิกเกริกอยู่โกฉุยก็ให้บั้นเจ้งคุมทหารรีบยกขึ้นไปดู จูล่งเห็นทหารยกตามมาก็รออยู่แต่ผู้เดียว จนเตงจี๋ยกทหารไปไกลทหารประมาณสามสิบเส้น บั้นเจ้งแลไปจำสำคัญได้ว่าจูล่ง ก็กลัวมิอาจจะตามไป จึงให้หยุดทหารอยู่ จูล่งคอยอยู่จนเวลาเย็นแล้วไม่เห็นทหารตามมาก็ขับม้าเดินไปเป็นปกติ
..........ครั้นโกฉุยยกทัพมาทันบั้นเจ้ง บั้นเจ้งจึงบอกว่าข้าพเจ้ามาพบจูล่ง ครั้งจะขับทหารติดตามรบพุ่งไปก็เกรงอยู่ ด้วยจูล่งยังกล้าหาญเหมือนเดิมจึงรอท่าท่านอยู่ โกฉุยแจ้งดังนั้นก็มิฟัง ให้บั้นเจ้งขับทหารรีบตามไป บั้นเจ้งก็คุมทหารร้อยหนึ่งติดตามมาถึงทางซอกเขาได้ยินเสียงจูล่งร้องตวาดขึ้นว่า "จูล่งอยู่ที่นี่" ทหารของบั้นเจ้งตกใจ พลัดตกจากหลังม้าร้อยกว่าคน นอกนั้นก็วิ่งตะกายหนีข้ามภูเขาไปสิ้น
..........เห็นธง "เซียงสันจูล่ง" ทหารวุยก๊ก "ต่างคนต่างก็ถอยหนี" ได้ยินเสียงตวาด "จูล่งอยู่ที่นี่" ทหารวุยก๊กก็พลัดตกจากหลังม้าร้อยกว่าคน เช่นนี้ก็จะเห็นพลังแห่งชื่อเสียงของจูล่งได้ชัดเจนยิ่งนัก

..........เหตุไฉนชื่อเสียงของจูล่งมีพลานุภาพขนาดนั้น?

..........ขอให้เรามาดูการรบหลายครั้งซึ่งจูล่งเข้าร่วมด้วยก็จะรู้ได้ดี ดังนี้

..........ตอนที่ 41 ภาษาจีน "เล่าปี่นำราษฎรข้ามแม่น้ำ จูล่งช่วยนายน้อยแต่ลำพัง" เขียนว่า
.........."นางบิฮูหยินก็เอาอาเต๊าผู้บุตรเลี้ยงเป็นลูกของนางกำฮูหยินภรรยาหลวงวางลงไว้เหนือแผ่นดินต่อหน้าจูล่ง แล้วก็โจนลงในบ่อน้ำตาย
..........จูล่งเห็นดังนั้นก็ร้องไห้ จึงกวาดเอาดินถมบ่อเสียหวังจะมิให้ทหารโจโฉเห็นซากศพ จึงเอาผ้าห่อตัวอาเต๊าเข้าทำเป็นอู่สวมคอลงแล้ว ปลดกระดุมเกราะเสียแหวกอกออกเอาอาเต๊าซ่อนเข้าในเกราะกลัดดุมหุ้มตัวไว้แล้วก็ขึ้นม้าขับออกมา
..........พอพบฮันเบ๋งซึ่งเป็นทหารรองโจโฉคุมทหารเดินเท้ากองหนึ่งออกสกัดทางไว้ จูล่งก็ขับม้าเข้ารบด้วยฮันเบ๋งได้สามเพลง ฮันเบ๋งเสียที จูล่งแทงด้วยทวนตกม้าตายก็รบหักฝ่าออกมา พอพบกองทัพเตียวคับตั้งสกัดอยู่อีก จึงขับม้าเข้ารบด้วยเตียวคับได้สิบห้าเพลงก็ชักม้าควบหนี เตียวคับเห็นได้ทีก็ขับม้าไล่ตามไป
..........จูล่งขับม้าหนีไปโดยเร็ว ปะหลุมเก่าแห่งหนึ่งม้ายั้งตัวมิทันก็ตกลง เตียวคับได้ทีขับม้าสะอึกกระโจนมาจะแทงด้วยทวน ขณะนั้นเป็นบุญของอาเต๊าซึ่งจะได้เป็นกษัตริย์มิควรที่จะตายด้วยอาวุธ ก็ให้บันดาลเป็นแสงเพลิงวาบสว่างเป็นเปลวขึ้นจากหลุม เตียวคับเห็นดังนั้นก็ตกใจ ม้านั้นก็ยืนชะงักอยู่
..........จูล่งกระทบเตือนพนังข้างม้าโดนเผ่นขึ้นจากหลุมหนีไปได้ เตียวคับเห็นประจักษ์ดังนั้นก็มิอาจที่จะตาม แต่ม้าเอี๋ยนและเตียวคีสองคนคุมทหารวิ่งตามร้องมาข้างหลังว่า จูล่งครั้งนี้คงจะหนีเรามิพ้นแล้ว ฝ่ายเจียวเหียและเจียวหลำสองคนก็คุมทหารก้าวสกัดอยู่ข้างหน้า จูล่งก็ขับม้าเข้ารบด้วยทหารทั้งสี่นายเป็นสามารถ และทหารเลวทั้งนั้นก็เข้าล้อมรุมรบพุ่งเป็นอลหม่าน จูล่งก็ชักกระบี่ออกไล่ฟันทหารทั้งปวงล้มตายเป็นอันมาก
..........โจโฉขึ้นอยู่บนเนินเขาเกงสัน แลลงไปเห็นจูล่งเข้ารบพุ่งตะลุมบอนด้วยทหารทั้งปวง และฝ่าฟันไปมิได้ย่อท้อ จึงถามว่าทหารเล่าปี่คนนั้นชื่อใดมีฝีมือเข้มแข็งนัก โจหองได้ยินโจโฉถาม ก็ขับม้ารีบลงไปจากเนินเขาสกัดหน้าจูล่งไว้ แล้วก็ร้องถามท่านนี้ชื่อใด จูล่งจึงร้องบอกว่า เราชื่อเตียวจูล่ง โจหองชักม้ากลับไปแจ้งแก่โจโฉ
..........โจโฉจึงสรรเสริญว่า ทหารคนนี้มีอำนาจประดุจเสือ แล้วจึงสั่งให้ไปร้องประกาศว่าอย่าให้ผู้ใดเอาเกาทัณฑ์ยิงจูล่งเลยจะตายเสีย จงช่วยกันล้อมจับเป็นให้ได้
..........ฝ่ายจูล่งก็ขับม้าไล่ฟันทหารทั้งปวงออกมาได้ฆ่านายกองใหญ่เสียได้ถึงสองนาย ทหารเอกห้าสิบคนโลหิตติดเกราะและข้างม้าดุจหนึ่งรดด้วยน้ำครั่ง"

..........ตอนที่ 52 ภาษาจีน "ขงเบ้งใช้อุบายปฏิเสธโลซก จูล่งวางแผนตีเมืองฮุยเอี๋ยง" เขียนไว้ว่า
.........."จูล่งคุมทหารสามพันยกไปจะรบเอาเมืองฮุยเอี๋ยง ม้าใช้ครั้นเห็นกองทัพก็เอาเนื้อความรีบไปบอกเตียวหอมเจ้าเมืองฮุยเอี๋ยงว่า บัดนี้จูล่งทหารเล่าปี่ยกกองทัพจะมารบเอาเมือง เตียวหอมได้ฟังดังนั้นก็ปรึกษาแก่ทหารทั้งปวงว่า เราจะคิดประการใด ตันเอ๋งกับเลาหลงนายทหารจึงว่า อันเล่าปี่ให้ยกทัพมานี้ ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารออกไปรบพุ่งต้านทานไว้มิให้มีอันตรายถึงเมือง
..........เตียวหอมจึงตอบว่า ท่านอย่าดูหมิ่นเล่าปี่ อันเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ มีสติปัญญาสัตย์ซื่อเป็นอันมาก ทั้งกวนอู เตียวหุย ซึ่งมีฝีมือกล้าแข็งเป็นทหารเอก บัดนี้เล่าปี่ให้จูล่งนายทหารยกกองทัพมาจะตีเอาเมืองเรา อันจูล่งนั้นมีกำลังกล้าหาญนัก ครั้งโจโฉคุมทหารประมาณร้อยหมื่นมา ณ ทุ่งเตียวปันโป๋ จูล่งรบพุ่งหักหาญเข้าออกรวดเร็วเหมือนหนึ่งที่เปล่าอันหาทหารมิได้ ซึ่งท่านยังบังอาจจะไปต่อสู้นั้นไม่ได้ ทั้งทหารเราก็น้อย เราจะคิดอ่านอ่อนน้อมจึงจะมีความสุขสืบไป
..........ตันเอ๋งจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอออกไปรบดูสักครั้งหนึ่งก่อน แม้ต้านทานไม่ได้จึงอ่อนน้อมต่อภายหลัง เตียวหอมก็ว่าตามเถิด ตันเอ๋งจึงจัดแจงทหารยกออกไปใกล้ค่ายจูล่ง ฝ่ายจูล่งเห็นดังนั้นก็ขี่ม้าถือทวนออกมาหน้าทหาร แล้วร้องว่า ตัวกูเป็นทหารเล่าปี่ เล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์แล้วก็เป็นน้องของเล่าเปียวผู้ตาย บัดนี้เล่าปี่ทำนุบำรุงเล่ากี๋ผู้หลานไว้ แล้วให้กูยกกองทัพมาปราบปรามเมืองฮุยเอี๋ยงซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋ว เหตุใดมึงจึงบังอาจคุมทหารออกมาต่อสู้ด้วยกูอันมีฝีมือนี้ มึงไม่กลัวความตายหรือ?
..........ตันเอ๋งตอบว่า อันเมืองฮุยเอี๋ยนนี้ขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋วก็จริง แต่บัดนี้เล่าเปียวก็ตายแล้ว เตียวหอมนายกูจึงเอาเมืองไปขึ้นแก่โจโฉ มึงอย่าอวดฝีมือเลย อันกูจะอ่อนน้อมเล่าปี่นั้นหาไม่ จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขับม้ารำทวนเข้ารบด้วยตันเอ๋งได้ห้าเพลง ตันเอ๋งทานกำลังจูล่งไม่ได้ก็ขับม้าหนี จูล่งขับม้าไล่ตามไปทันจับตันเอ๋ง ให้ทหารมัดไว้และทหารตันเอ๋งนั้นก็แตกหนีไปสิ้น
..........จูล่งให้แก้มัดออกเสียแล้วว่าแก่ตันเอ๋งว่า เราไม่ฆ่าชีวิตตัวแล้ว เราจะปล่อยให้ตัวเอาเนื้อความเข้าไปบอกเตียวหอมเจ้าเมืองให้เร่งมาอ่อนน้อมต่อเราโดยดี ถ้าขัดแข็งอยู่เรารบเข้าไปในเมืองได้ก็จะฆ่าเสียทั้งบุตรภรรยา
..........ตันเอ๋งมีความยินดีรับคำจูล่งแล้ว ก็คำนับลากลับเข้าไป จึงเอาเนื้อความนั้นเล่าให้เตียวหอมฟัง เตียวหอมจึงว่าเราได้ห้ามแล้วท่านก็ไม่ฟัง ขืนยกทัพออกไปสู้รบจนได้ความอัปยศแล้วเตียวหอมจัดแจงสิ่งของกับตราสำหรับที่ พาทหารประมาณสิบสี่สิบห้าคนออกไปคำนับจูล่ง"

..........ตอนที่ 61 ภาษาจีน "จูล่งสกัดแย่งอาเต๊ากลางแม่น้ำ ซุนกวนมีหนังสือลวงซุนฮูหยิน" เขียนความกล้าหาญของจูล่งไว้ว่า
.........."ขณะนั้นจูล่งรู้ว่านางซุนฮูหยินจะไปเมืองกังตั๋ง ก็คุมทหารสี่คนตามมาทัน เห็นชักสมอจะออกเรือก็เรียกว่าอย่าเพิ่งถอยเรือไป หยุดอยู่ก่อน เราจะขอพูดด้วยนางซุนฮูหยินสักสองคำ
..........จิวเสี้ยนจึงร้องว่า เอ็งนี้ผู้ใดจึงบังอาจมาห้ามนายไว้ฉะนี้มิได้ยำเกรง แล้วก็ให้ทหารจับเครื่องศัสตราวุธไว้พร้อมมือ จึงให้เคลื่อนเรือออกไป
..........จูล่งก็ขับม้ารีบตามมาริมตลิ่ง แล้วว่าท่านจะไปก็ไปเถิด แต่ว่าข้าพเจ้าจะขอเจรจาคำนับสักหน่อย จิวเสี้ยนก็มิได้หยุด เร่งให้ทหารแจวเรือรีบไป
..........จูล่งก็ขับม้าตามทางมาประมาณร้อยเส้น พอเห็นเรือปลาลำหนึ่งจอดอยู่ริมตลิ่ง จูล่งก็โจนลงจากหลังม้า เรียกทหารลงเรือด้วยถือทวนง่าอยู่กลางเรือให้แจวตามออกไป จิวเสี้ยนก็ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ยิง จูล่งปัดด้วยคันทวนมิได้ถูก
..........ครั้นใกล้เรือจิวเสี้ยนเข้าไป  จิวเสี้ยนก็ให้ทหารเอาทวนและง้าวแทง จูล่งก็เอากระบี่กีเทนเกี้ยมออกปัดป้องอาวุธทั้งปวง ให้ทหารรุกเข้าไปปีนขึ้นบนเรือได้ ทหารจิวเสี้ยนต่างคนต่างกลัวจูล่งก็วิ่งเข้าแอบตัวอยู่ เหมือนดังที่บทกวีได้เขียนสรรเสริญไว้ว่า "ดุจดังเมื่อครั้งช่วยนายน้อยที่ตองเอี๋ยง วันนี้ฝ่าข้ามแม่น้ำใหญ่ ทหารง่อก๊กในเรือล้วนขยาดสิ้น จูล่งกล้าหาญไร้ผู้เทียมทาน"
..........จากการบรรยายของ "ตำนานสามก๊ก" ในหลายตอนที่ยกมาให้เห็น เราก็รู้ว่า จูล่งได้ใช้ความกล้าหาญและผลแห่งชัยชนะตลอดกาลของตนซึ่งชนะไปทุกแห่งหนทำให้ชื่อเสียงของเขาเกิดพลังแห่งการข่มขวัญอย่างหนึ่งขึ้นมา
..........โดยเหตุผลเดียวกัน ในการแข่งขันแก่งแย่งตลาดของสินค้า เมื่อสินค้านั้นมีชื่อเสียงขึ้นมา อันได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มีชื่อ สินค้านั้นก็เท่ากับมี "ใบผ่านด่าน" อยู่ในการแข่งขันในตลาด สามารถที่จะเกิดพลังชนิดหนึ่งขึ้น
..........ในการค้าขายระหว่างประเทศ เคยมีผู้ดำเนินการสำรวจและค้นพบว่า มีผลิตภัณฑ์ประมาณกึ่งหนึ่งที่ได้มีการตกลงซื้อขายกันสำเร็จเกิดจากยี่ห้อหรือตราของสินค้านั้น ๆ เป็นสำคัญ

..........เหตุใดผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงจึงมีพลานุภาพอันใหญ่หลวงเช่นนี้?

..........แน่นอนผลิตภัณฑ์ที่ไต่ขึ้นไปสู่การมีชื่อเสียงได้จะต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขหลายประการ ดังเช่นมีแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง มีรูปโฉมอันสวยงาม กระทั่งชื่อก็จะต้องผิดแปลกแตกต่างกว่าของผู้อื่นแต่ที่สำคัญยังคงต้องอาศัยคุณภาพดีราคายุติธรรมคุณสมบัติแน่นอน
..........คุณภาพดีเป็นรากฐานแห่งการสร้างชื่อเสียงเป็นมูลเหตุโดยตรงที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกมีความเชื่อถือและมีความปรารถนาที่จะซื้อหามาเป็นกรรมสิทธิ์อีก การที่สินค้ามีชื่อสามารถจะยืนอยู่เป็น "หงส์ในฝูงกา" ชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วสารทิศ กระทั่งได้ผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ก็ยังยืนยงคงกระพันอยู่นั้น ถ้าหากไม่มีหลักประกันในด้านคุณภาพที่แน่นอนแล้ว ก็ไม่อาจจะเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง
..........กล้องถ่ายรูปของเยอรมันตะวันตก นาฬิกาสวิส ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และรถเก๋งของญี่ปุ่น เครื่องสำอางของฝรั่งเศส เครื่องดื่มโคคา-โคลาของอเมริกา ผ้าแพรของจีน เป็นต้น เกือบจะไม่ต้องการคำแนะนำอย่างใดเลยในการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันทั้งปริมาณการค้าก็สูงมาก วิสาหกิจบางแห่งซึ่งสามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาโดยอาศัยการสร้างผลิตภัณฑ์มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ฉันใด ประเทศหนึ่ง ๆ ก็สามารถที่จะอาศัยผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก มั่งคั่งขึ้นมาได้ฉันนั้น

..........การมีชื่อเสียงของสินค้าได้มาอย่างไร?

..........เราลองย้อนไปมองประวัติการมีชื่อเสียงของซาลาเปาเทียนสินที่มีชื่อว่า "หมายังเมิน" ก็จะเห็นได้ชัด "หมายังเมิน" ก่อตั้งขึ้นในศักราชถงจื้อแห่งราชวงศ์ชิงมีประวัติห่างจากปัจจุบันไปร้อยกว่าปีแล้ว มันได้ผ่านการการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประวัติศาสตร์มาหลายครั้งหลายครา แต่ชื่อเสียงของมันก็มิได้ล้มไป หากกลับรุ่งเรืองยิ่งขึ้นจนถึงปัจจุบัน ในทุกวันนี้ร้านซาลาเปาที่ใช้ชื่อว่า "หมายังเมิน" ได้แพร่หลายกว้างขวางไปทั่วประเทศ ผู้ที่เคยกินซาลาเปา "หมายังเมิน" ล้วนแต่ชมเปาะกันทุกคน แม้แต่พระนางซูสีไทเฮา ซึ่งคุ้นเคยแต่อาหารรสดีมีราคา หลังจากได้ลองชิมซาลาเปา "หมายังเมิน" ที่ยวนซีไขถวายไปให้แล้วก็ยังชมว่าซาลาเปานี้รสอร่อยมาก รีบส่งคนไปเทียนสินซื้อมาเสวยเป็นพิเศษ
..........ในธุรกิจนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาโรเล็กซ์ของสวิตเซอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกเพราะความแข็งแรงทนทานของมัน คุณภาพเป็นที่เชื่อถือได้ ความพยายามที่ต้องใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงชิ้นนี้ขึ้น มิใช่กระทำกันเพียงวันสองวัน พิจารณาเฉพาะการตรวจสอบผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว ก็จะเห็นได้ว่า ได้กระทำกันอย่างละเอียดประณีตและเข้มงวดเป็นอันมาก
..........นาฬิกาโรเลกซ์เป็นนาฬิกาจักรกลที่ประกอบด้วยมือ ในขณะที่ประกอบจะต้องใช้กล้องขยายขนาดใหญ่ นำเอาเส้นใย วงล้อเหวี่ยงและตัวจักรควบคุมการเหวี่ยงขยายใหญ่ไว้บนจอภาพ ซึ่งได้ทำให้การเคลื่อนไหวการประกอบนาฬิกาสามารถจะเห็นได้ชัดและเที่ยงตรงไม่มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย นาฬิกาที่ประกอบสำเร็จแล้ว ยังจะต้องผ่านการทดสอบจากสถานที่ อุณหภูมิและความชื้น เป็นต้น ที่แตกต่างกัน ซึ่งการตรวจสอบเหล่านี้ได้ดำเนินไปในห้องซึ่งควบคุมสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษ ภายในห้องควบคุมยังมีกล้องถ่ายรูปที่ใช้ถ่ายนาฬิกาทุกเรือนตามเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งนาฬิกาปรมาณูอยู่เรือนหนึ่ง เพื่อใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของนาฬิกาแต่ละเรือน นาฬิกาที่ออกมาจากโรงงานของบริษัทโรเลกซ์สามารถจะกันน้ำได้ดีในใต้น้ำลึก 50 เมตร นาฬิกาที่ตรวจสอบแล้วหากไม่ได้มาตรฐานจะถูกส่งกลับคืนเข้าโรงงานไปทั้งหมด การที่นาฬิกาโรเลกซ์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เคล็ดลับของมันอาจจะอยู่ที่ตรงนี้ก็เป็นได้
..........ในฐานที่เป็นผู้บริหารธุรกิจ ควรที่จะพยายามไปสร้างและพัฒนาสินค้าที่มีชื่อของตน ยกระดับความแพร่หลายแห่งชื่อเสียงแห่งผลิตภัณฑ์ของตนอย่างสุดความสามารถดังเช่นบริษัทหงเสียงแห่งเซี่ยงไฮ้ เป็นบริษัทรับตัดเย็บเสื้อผ้าเก่าแก่บริษัทหนึ่ง เจ้าของบริษัทชื่อ จินหงเสียง เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ร้านของตนในต่างประเทศ เขาฉวยโอกาสที่พระนางเจ้าอลิซาเบธแห่งอังกฤษ ประกอบพิธีสวมมงกุฎ สร้างเสื้อราตรีแบบจีนที่ประณีตงดงามส่งไปถวาย ปรากฏว่าราชินีอังกฤษพอใจมาก ส่งหนังสือลงพระนามด้วยพระองค์เองมาขอบใจจินหงเสียง จินหงเสียงก็นำหนังสือที่พระราชินีอังกฤษส่งมาให้ใส่กระจกแขวนอยู่ในร้านค้าของตนเพื่อดึงดูดลูกค้า และจินหงเสียงมิได้ผิดหวัง ชาวต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอังกฤษ ต่างพากันมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านของเขา แย่งกันดูหนังสือชมเชยของพระราชินีเป็นการใหญ่ พร้อมทั้งยกย่องว่า "จินหงเสียงนี่ยอดจริง ๆ" หลังจากนั้นมา ชาวต่างประเทศก็พากันมาตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีที่หงเสียงอย่างไม่ขาดสาย
..........ยังมีอีกครั้งหนึ่ง จินหงเสียงพบกับเมี่ยวป้อคนรู้จักซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะตระเตรียมการแสดงสินค้าโลกที่ภัตตาคารจินเหมินโดยบังเอิญ และได้ข่าวจากปากเมี่ยวป้อว่า ในงานแสดงสินค้าโลกนี้ มีเสื้อผ้านานาชาตินำไปแสดงกันทั่วโลก แต่ประเทศจีนกลับไม่มี จินหงเสียงเห็นเป็นโอกาสจึงได้ตัดเสื้อผ้าแบบฉีเผา 6 ชนิด ให้เมี่ยวป้อช่วยส่งไปยังงานแสดงสินค้าโลกที่ชิคาโก การดำเนินงานของจินหงเสียงประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ผลิตภัณฑ์ของหงเสียงได้รับรางวัลเหรียญเงิน ชื่อเสียงของหงเสียงก็ยิ่งกระเดื่องดังออกไปอีก
..........ในการแข่งขันกันทางตลาดของสินค้าหนึ่ง ๆ นั้นมิใช่แต่จะต้องพยายามสร้างชื่อเสียงอย่างเอาการเอางานอย่างสุดความสามารถเท่านั้น ยังจะต้องรักษาชื่อเสียงนั้นไว้ให้ได้ และทำให้มันขยายบทบาทกว้างออกไปอย่างไม่ขาดสายด้วย

.........."ตำนานสามก๊ก" ตอนที่ 92 ภาษาจีน "จูล่งสังหาร 5 ขุนพล ขงเบ้งใช้ปัญญาได้ 3 เมือง" เขียนไว้ดังนี้
.........."ฮันเต๊กก็แต่งตัวขี่ม้าถือขวานใหญ่ด้ามยาวพาบุตรยกทหารออกจากเมืองมาถึงเขาฮองเบงส้น พอทัพจูล่งยกมา ฮันเต๊กกับบุตรสี่คนก็ควบม้ารำขวานออกหน้าทหารแล้วร้องด่าจูล่งว่า อ้ายพวกโจรขบถต่อแผ่นดิน เหตุไฉนมึงไม่รักชีวิตบังอาจล่วงเข้ามาในแดนกู
..........จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธควบม้ารำทวนรบกับฮันเต๊ก ฮันเอ๋งเห็นดังนั้นก็ควบม้าเข้ารบกับจูล่งแทนบิดาได้สามเพลง จูล่งเอาทวนแทงถูกฮันเอ๋งตกม้าตาย ฮันเอี๋ยวเห็นพี่ตายก็โกรธ ควบม้ารำดาบเข้ารบกับจูล่งเป็นสามารถ
..........ฮันเขงเห็นพี่ชายกำลังน้อยกลัวจะเสียทีแก่จูล่ง ก็ชวนฮันกี๋ ควบม้ารำดาบเข้าช่วยรบล้อมจูล่งเข้าไว้เป็นสามด้าน จูล่งก็เอาทวนแทงถูกฮันกี๋พลัดตกม้าทหารวิ่งเข้าช่วยประคองเข้าไปในเมืองได้จูล่งก็ควบม้าไล่ตาม ฮันเขงก็เอาเกาทัณฑ์ยิงจูล่งถึงสามลูก จูล่งเอาทวนปัดเสียได้ ฮันเขงก็โกรธก็ควบม้าเข้าไล่ฟันจูล่ง จูล่งเอาลูกเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผากฮันเขงตกม้าตาย
..........ฮันเอี๋ยวเห็นดังนั้นก็โกรธ ควบม้าตรงเข้าไปเงื้อดาบขึ้นจะฟันจูล่ง จูล่งชิงดาบรวบจับตัวฮันเอี๋ยวได้ส่งให้ทหาร แล้วจูล่งก็ควบม้าเข้าไปในกองทัพฮันเต๊ก ฮันเต๊กเห็นดังนั้นก็ตกใจควบม้าหนีเข้าไปในหมู่ทหารแล้วว่า จูล่งคนนี้เขาลือชื่อว่ามีฝีมือเข้มแข็งนักก็สมทุกประการ แล้วฮันเต๊กก็ควบม้าพาทหารกลับเข้าเมือง
..........จูล่งเห็นดังนั้นก็ไล่ไปแต่ผู้เดียว เตงจี๋เห็นได้ทีก็ขับทหารตามจูล่งเข้าไปไล่ฟัน ทหารฮันเต๊กก็ล้มตายเป็นอันมาก ฮันเต๊กเห็นจูล่งไล่มาจะใกล้ทันก็ตามใจ ถอดเกราะทิ้งเสียโดดลงจากม้าวิ่งหนีเข้าเมือง จูล่ง เตงจี๋ก็พาทหารกลับมาค่ายของเบงสัน เตงจี๋จึงว่าแก่จูล่งว่า ไม่เสียทีท่านเป็นชาติทหารอายุถึงเจ็ดสิบแล้วยังมีฝีมือเข้มแข็งหาผู้เสมอมิได้
..........จูล่งจึงว่ามหาอุปราชดูหมิ่นว่าเราแก่กลัวจะได้ความอัปยศแก่ข้าศึก ตัวเราถึงมาตรว่าแก่ฉะนี้แล้ว แม้จะให้สู้กับทหารหนุ่มที่มีวิชาและฝีมือเราก็ไม่กลัว"
..........ชีวิตก้องเกียรติของจูล่งไม่มีใครสามารถจะสั่นคลอนได้ ปมเงื่อนอยู่ที่ความองอาจและพลังของเขาซึ่ง "ห้าวหาญเหมือนเดิม" "ฮึกเหิมเหมือนเก่า" "ความกล้าหาญยังอยู่" มิฉะนั้นแล้ว มีแต่ใจอยากทำแต่กำลังไม่พอ ชื่อเสียงเกียรติยศก็ยากที่จะดำรงคงอยู่ได้
..........โดยเหตุผลเช่นเดียวกัน ในการประลองกำลังกันทางตลาดของสินค้านั้น ถ้าหากต้องการรักษาชื่อเสียงของตนไว้ก็จะต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์อยู่ไม่ขาดระยะตามความต้องการของตลาด มาตรฐานแห่งคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะต้องยกระดับให้สูงขึ้นเรื่อยตามการพัฒนาของวิทยาศาสตร์และการยกระดับแห่งการบริโภคของประชาชน ดังนี้จึงจะทำให้ชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เกิดผลในระยะยาวได้
..........รถจักรยานตรานกหงส์คู่ หนึ่งในสามตราที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน ได้รับเลือกให้อยู่ในอันดับหนึ่งถึง 6 ครั้งในการแสดงสินค้า ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากรัฐบาลรวมทั้งประกาศนียบัตรคุณภาพดีจากนครเซี่ยงไฮ้ด้วย ขอบเขตการจำหน่ายขยายไปทั่วโลก 80 กว่าประเทศ แต่โรงงานนี้ก็มิได้นอนทับอยู่กับผลสำเร็จของตนโดยไม่ยอมก้าวหน้าอีกต่อไปหากแต่ได้บุกเบิกผลิตสินค้าใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา หลังจากที่พวกเขามีความเข้าใจว่าสีรถซึ่งมักจะเป็นสีดำและสีคล้ำนั้น พวกคนหนุ่มสาวไม่ค่อยชอบ จึงได้เพิ่มสีรถให้มีสีแดง สีม่วง สีเขียวอ่อน สีครีม สีน้ำเงิน สีเทา เป็นต้น อีกหลายสี และได้ปรับปรุงแบบและน้ำหนักของรถไม่ขาดสายตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เพิ่มผลิตรถสำหรับผู้หญิงและรถจักรยานที่ใช้สำหรับกายบริหารของผู้สูงอายุ รวมไปถึงรถแข่งสำหรับคนหนุ่ม ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ของโรงงานนี้ก็ได้รักษาชื่อเสียงของตนตามแบบ "ห้าวหาญเหมือนเก่า" ปรับปรุงไม่ขาดระยะและรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงของตนเรื่อยมา
..........สินค้ามีชื่อเสียงนั้นจะรอให้ชื่อเสียงวิ่งมาหาเองไม่ได้ จำเป็นที่วิสาหกิจหรือผู้ประกอบธุรกิจจะต้องพยายามไปช่วงชิงมา ชื่อเสียงก้องเกียรติของจูล่งขุนพลเฒ่าจำเป็นที่จะต้องดำรงไว้ซึ่งจิตใจที่ขามเกรงของคนทั้งหลายท่ามกลางการประลองกำลังกันจึงจะเป็นไปได้ ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงก็มิได้มีข้อยกเว้น มีแต่เสริมความเข้มแข็งและแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบและพลังของตนอย่างไม่ขาดสายเท่านั้น จึงจะทำให้สินค้าที่มีชื่อเสียงเกิดผลเป็นใบผ่านด่านไปนานเท่านาน


วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทำไม...นักขายต้องหลั่งน้ำตา เขียนโดย สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์


ชื่อหนังสือ ทำไม...นักขายต้องหลั่งน้ำตา เขียนโดย สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์
คำนำ
..........หนังสือเลมนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้กำลังใจ แก่ทุกคนที่กำลังสนใจในอาชีพการขาย ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ จะอยู่ระหว่างตัดสินใจหรือกำลังไม่แน่ใจ หรือบางคนอาจจะกระโดดเข้ามาแล้วกำลังจะหันหลังกลับ หรือเพิ่งกระโดดเข้ามายังไม่รู้อะไรเลย หรือเข้ามาอยู่ในอาชีพนักขายนี้พอสมควรแล้ว และกำลังไต่บันไดขึ้นสู่ผู้บริหารการขาย

..........เพื่อไม่ให้เป็นที่เสียเวลา สำหรับผู้รู้ร้อนรู้หนาวมาแล้ว กับการเริ่มต้นในอาชีพนี้ และท่านอาจจะกำลังก้าวขึ้นสู่ระดับผู้บริหารการขายจะได้ประโยชน์จากการอ่านเต็มที่จึงได้แบ่งการเขียนออกเป็นสองตอน

..........ตอนที่หนึ่ง กล่าวถึงการเริ่มต้นชีวิตเป็นพนักงานขาย ซึ่งต้องผจญกับอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ความไม่รู้ ความกลัว ความไม่มั่นใจ ความเหงา ฯลฯ ตลอดจนทางออกที่ช่วยทำให้ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้

..........ตอนที่สอง จะกล่าวถึงศิลปะ กลยุทธ์ และเทคนิคต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการที่จะได้มาซึ่งชัยชนะในการขายทุกครั้ง และนำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพนี้ในที่สุด

..........ผมมีความมั่นใจอย่างสูงทีเดียวว่า เมื่อท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบท่านจะได้พบเครื่องมือแห่งความสำเร็จในอาชีพการขายมากมาย ที่อยู่รอบ ๆ ตัวท่าน แต่ท่านอาจไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า มันจะทำประโยชน์ให้ท่านได้มากถึงเพียงนี้ เข้าตำรา ใกล้เกลือกินด่างนั่นเอง

..........ทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ทั้งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และกับคนข้างเคียงตลอดเวลาที่อยู่ในอาชีพนักขาย แม้ปัจจุบันนี้ผมเองก็กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า "ยังเป็นพนักงานขายอยู่" เพราะไม่วันใดก็วันหนึ่ง ท่านอาจจะได้พบกับผมระหว่าง รอพบลูกค้าในลิฟต์ ในอาคารสำนักงานต่าง ๆ หรือที่ใดก็แล้วแต่ที่มีลูกค้าอยู่ก็ได้ ผมไม่เคยถอดเครื่องแบบทหารผูกเนกไทของผมทิ้งแล้วไปผูกแต่เนกไทของแม่ทัพอย่างเดียวเลย ทุกวันนี้ผมยังได้สวมมันอย่างน้อยก็อาทิตย์ละ 3 ครั้ง

..........สุดท้ายนี้ ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นแนวทางหรือเป็นกำลังใจให้ท่าน ในการก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จในอาชีพนี้
สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์

คำนำสำนักพิมพ์
..........ในภาวะของการแข่งขันทางการค้าเสรีเช่นที่เป็นอยู่นี้ การขายสินค้าให้ได้มากที่สุด ลูกค้ายอมรับมากที่สุดนั่นคือ ความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งนั่นก็มิใช่การวางสินค้าไว้เฉย ๆ แล้วรอให้มีคนสนใจมาซื้อแน่นอน ดังนั้น อาชีพการเป็น "นักขาย" ในบ้านเราจึงมีความสำคัญและได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น แต่การที่จะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่มีปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ตัวคุณเองอาจเป็นหนึ่งในจำนวน "นักขาย" ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาและชะตากรรมในด้านการขายที่ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง หรือแม้แต่การเตรียมตัวขายที่ไม่พร้อมหรือเพียงพอต่อลูกค้า และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของ "นักขาย" ที่ประสบความสำเร็จ คือการทำให้ลูกค้ายอมรับในผลงานในตัวสินค้าที่คุณนำเสนอ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปิดการขายที่สมบูรณ์ครบถ้วนของคุณนั่นเอง

..........สิ่งเหล่านี้นี่เองที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับอาชีพ "นักขาย" ของคุณ ทางสำนักพิมพ์จึงได้จัดทำหนังสือ "ทำไมนักขายต้องหลั่งน้ำตา" ขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่นักขายที่เดินอยู่บนถนนสายนี้ให้สามารถนำกลยุทธ์ เทคนิคต่าง ๆ มาใช้ เพื่อนำมาซึ่งชัยชนะและนำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพนี้

..........ด้วยกลยุทธ์และเทคนิคนี้เอง จึงทำให้อาจารย์สุรศักดิ์ ศิวะนาวินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 35 มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทการ์เดียคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผ่านประสบการณ์ด้านการขายมาอย่างโชกโชนได้รวบรวมประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ท่านได้ประสบจากอาชีพการเป็น "นักขาย" ของท่านมาเรียบเรียงขึ้นเป็นหนังสือโดยสมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นอุทาหรณ์และคู่มือสำหรับ "นักขาย" โดยเฉพาะ

..........หนังสือเล่มนี้จึงเป็นของ "นักขายทุกคน" ที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการประสบความสำเร็จ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านคงได้รับประโยชน์ในด้านการขายและนำยอดขายสูงสุดมายังอาชีพการเป็นนักขายของคุณ
สำนักพิมพ์ธรรมนิติ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คุณก็ทำได้ เท่าที่คุณทำได้ แปลและเรียบเรียงโดย เศียรเศวต


ชื่อหนังสือ คุณก็ทำได้ เท่าที่คุณทำได้ แปลและเรียบเรียงโดย เศียรเศวต
ชุดพัฒนาตัวเอง
"ติดอันดับขายดี ของ The New York Times นานถึง 14 สัปดาห์"
"มีผู้ชนะซ่อนอยู่ภายในตัวเราทุกคน"

คำนำ
..........ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ อาร์ท แอล. วิลเลียม อดีตโค้ชฟุตบอลโรงเรียนไฮสกูล ที่ได้กลายมาเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ซึ่งมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท มีพนักงานทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาหลายพันคน

..........อาร์ท วิลเลียมคือคนที่เปลี่ยนความฝันของเขาให้กลายเป็นความจริง ทว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จของเขานั้นมันเต็มไปด้วยขวากหนามมากมาย

..........ในหนังสือเล่มนี้ เขาได้พูดถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตจริงของเขา ซึ่งส่วนใหญ่จะตรงกันหรือคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกคน ลองมาดูความปวดร้าวที่เขาได้รับครั้งหนึ่งซิ

อาร์ท เขียนว่า :
..........วันหนึ่งขณะที่ผมยังเป็นโค้ชฟุตบอลอยู่ ผมอ่านพบในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า "รับสมัครผู้บริหาร" ผมคิดว่าทำไมไม่ลองดูล่ะ ผมเองก็มีปริญญาโท เขาอาจจะรับเราก็ได้ ผมโทรศัพท์ไปติดต่อตามหมายเลขที่ประกาศไว้นั้น และก็ได้นัดหมายเพื่อไปสัมภาษณ์สมัครงาน

..........ผมขับรถเกือบร้อยไมล์ไปยังเมืองแอตแลนต้า ขึ้นลิฟต์ไปยังสำนักงานที่ตั้งอยู่บนชั้น 16 เจ้าหน้าที่ของบริษัทเอาข้อสอบมาให้ผมทำ และหลังจากที่ผมกลับมาจากการสอบครั้งนั้นแล้ว ผมก็ไม่ได้รับข่าวจากบริษัทนั้นอีกเลย พวกเขาไม่ยอมแม้แต่จะส่งจดหมายหรือโทรศัพท์บอกว่าผมสอบผ่านหรือไม่ผ่าน ที่เขาเห็นก็คือโค้ชฟุตบอลซึ่งมีปริญญาโททางพลศึกษา คุณพอจะเดาออกไหมว่าผมรู้สึกเช่นไร? มันเหมือนกับการถูกตบหน้าสุดแรงเกิด"

..........อย่างไรก็ตาม อาร์ท วิลเลียมไม่ยอมแพ้ เขามองหาโอกาสและช่องทางที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นใครสักคนหนึ่งให้ได้ ไม่ใช่คนที่ถูกกลืนเข้าไปในคลื่นมนุษย์ที่ไม่มีใครรู้จัก และในที่สุดเขาก็ทำได้

..........เดี๋ยวนี้ อาร์ท วิลเลียม ได้บันทึกประสบการณ์ชีวิตของเขาลงไว้ในหนังสือเล่มนี้ ด้วยความหวังที่จะให้มันเป็นหนังสือที่กระตุ้นผู้อ่านให้มีกำลังใจในการบากบั่นต่อสู้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นใครคนหนึ่ง

..........อาร์ท วิลเลียม ประสบความสำเร็จด้วยคติประจำใจสั้น ๆ และฟังดูเรียบง่ายว่า

"คุณทำได้เท่าที่คุณทำได้ แต่เท่าที่คุณทำได้ก็พอแล้ว"

..........ลองอ่านดูเอาเองเถอะ แล้วคุณก็จะเห็นว่า เท่าที่คุณทำได้นั้น เพียงพอแล้วจริง ๆ ที่จะนำคุณสู่ความสำเร็จ ... มันจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ชนะในที่สุด ... ไม่ช้าก็เร็ว
เศียรเศวต

คนใหม่ เขียนโดย วีระ ธีรภัทร


ชื่อหนังสือ คนใหม่ เขียนโดย วีระ ธีรภัทร แปลและเรียบเรียงจาก "The New You" ของ ซอล กอร์ดอน
จิตวิทยาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
คนใหม่
เปิดกว้างให้กับความรักและประสบการณ์ใหม่ ๆ 
มีกำลังใจมีพลัง
กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสี่ยง กล้ารับผิดชอบ
พร้อมจะดำเนินชีวิตที่สร้างสรรค์
คำนำ
..........ที่พูดว่าคนทำหนังสือพิมพ์มีเพื่อนมาก มีคนรู้จักมาก ผมเห็นจะไม่ปฏิเสธ และก็เพราะความที่มีเพื่อนฝูงมากทั้งในหมู่คนที่ทำหนังสือด้วยกันและในหมู่คนที่ไม่ได้ทำหนังสือแต่เป็นคนอ่าน บางครั้งก็ทำให้เกิดอะไรต่อมิอะไรได้อยู่เรื่อย ๆ

..........อย่างหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกัน อันที่จริงงานที่ผมทำอยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงเพราะว่าทำหน้าที่ด้านข่าวต่างประเทศเสียเป็นงานหลัก ความที่ได้อ่านเรื่องโน้นเรื่องนี้มากพอประมาณ ประกอบกับผมเองมีความสนใจเรื่องจิตวิทยา เรื่องเทคนิคด้านบริหารอยู่บ้าง เพื่อนฝูงหลายคนก็คะยั้นคะยอให้เขียนอะไรพวกนี้ลงบ้าง หลายต่อหลายเรื่องก็เลยเกิดขึ้นและกลายเป็นหนังสือ "คนใหม่" เล่มนี้ อันเป็นการรวมบทความ หรือจะเรียกว่าสารคดีแนวคิดจิตวิทยาอะไรก็ได้ "คนใหม่" จึงเหมือนกับการจับเอาสิ่งละอันพันละน้อยที่กระจัดกระจายให้มาอยู่ในหมวดหมู่กันโดยที่ผมเองไม่ได้คิดว่าจะนำมารวบรวมแต่อย่างใด

..........สำหรับชื่อ "คนใหม่" อันเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้นั้นก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งมากมายนัก เพราะเป็นตอนต้นที่ผมแปลและเรียบเรียงขึ้นมาจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ "The New You" โดยนักเขียนที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ชื่อ ดร.ซอล กอร์ดอน ตอนนี้ก็ถึงแก่กรรมไปเรียบร้อยแล้ว

..........ช่วงแรกของหนังสือเล่มนี้ผมนำมาจากหนังสือ "The New You" เสียเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ดัดแปลงเลือกเอามาเท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ บางครั้งก็ดูจากสถานการณ์ทางด้านอารมณ์ที่ทั้งคนอ่านและคนเขียนมีอะไรร่วมกัน

..........ในช่วงแรกนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มเดียวกันทั้งหมดคือนิตยสาร "สู่อนาคต" สมัยที่ริเริ่มกันในตอนแรกและปรึกษาหารือกันว่าน่าจะมีคอลัมน์ประเภทจิตวิทยาแบบเบา ๆ แต่ได้สาระ ผมก็เขียนไปได้ประมาณสิบกว่าตอน คนที่คอยบีบบ้างขู่บ้างให้เขียนอย่างต่อเนื่องก็คือ คุณสุนทร กุลวัฒนวรพงศ์ ซึ่งทำงานด้วยกันในหนังสือหลายต่อหลายเล่มและเป็นมิตรสนิทคนหนึ่งของผม

..........ต่อมา คุณรุ่งมณี เมฆโสภณ เพื่อนในวงการหนังสือด้วยกันอีกผู้หนึ่งไปรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือรายเดือนชื่อ "วงการ" ซึ่งผมเข้าใจว่าตอนนี้เลิกไปแล้วนั้น ได้เอ่ยปากให้เขียนคอลัมน์จิตวิทยาในเชิงบริหารหรืออะไรก็ได้ ในทำนองคน ๆ ผมก็ตอบสนองด้วยความเต็มใจเช่นเดียวกับที่นิตยสาร "ผู้นำ" อันเป็นนิตยสารรายเดือนอีกเล่มหนึ่งซึ่ง คุณจิราภรณ์ เจริญเดช รับผิดชอบในฐานะหัวหน้ากองบรรณาธิการ แต่ก็ได้มาเน้นทางด้านเทคนิคและจิตวิทยาด้านการบริหารอันเป็นแนวของหนังสือที่จัดทำอยู่

.........."คนใหม่" ที่รวมเล่มขึ้นเป็นครั้งแรกนี้จึงมีที่มาและที่ไปอันสลับซับซ้อนและสับสนพอประมาณ คุณคำนูณ สิทธิสมาน และ คุณตระกูล พีระพันธ์ เป็นมิตรสนิทอีกสองคนซึ่งจำเป็นต้องเอ่ยชื่อไว้ในที่นี้ด้วยเพราะมีส่วนช่วยเหลือในการรวบรวมต้นฉบับและบอกให้รวมเป็นเล่มจัดพิมพ์ขึ้นมา สำหรับการ์ตูนประกอบในหนังสือเล่มนี้นั้น ผมได้ คุณรณเดช ส่องศิริ การ์ตูนนิสต์มือดีของเมืองไทยซึ่งเขียนการ์ตูนประกอบเล่มให้นิตยสารรายสัปดาห์ "แหล่งข่าว" เป็นผู้เขียนการ์ตูนแทรกประกอบ เพื่อให้หนังสือมีชีวิตชีวาน่าอ่านน่าติดตาม แม้ว่างานประจำที่รับผิดชอบอยู่จะหนักหนาอยู่พอประมาณก็ตามที แต่ก็ยังเจียดเวลามานั่งเขียนการ์ตูนประกอบเรื่องให้ คุณประจวบ พยัคฆพันธ์ ผู้มีฝีมือคร่ำหวอดกับงานด้านศิลปะเป็นคนจัดรูปเล่ม และดีไซน์ปก "คนใหม่" เล่มนี้

..........คงจะไม่มากจนเกินไปถ้าหากจะบอกว่า คุณสมพร ธีระภัทรานนท์ ภริยาของผมที่ทนฟังเสียงพิมพ์ดีดในยามค่ำคืนและคอยเป็นกำลังใจให้ตลอดระยะเวลาที่ทำงานทั้ง ๆ งานประจำที่เธอรับผิดชอบอยู่ก็มากมายอยู่แล้ว แต่ก็ยังเจียดเวลาคอยสนับสนุนเป็นกำลังใจอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย คุณพ่อคุณแม่ของผมที่แม้ท่่านทั้งสองจะไม่ได้รับการศึกษาสูง แต่ก็ได้ให้หลักการและวิธีการในการดำรงชีวิตที่มีค่าทุกครั้งที่มีปัญหาซึ่งผมเห็นจะละเลยไม่กล่าวถึงไม่ได้เช่นกัน

..........สิ่งละอันพันละน้อยนี้จะมีประโยชน์และให้อะไรกับคนอ่านได้บ้างผมก็มีความยินดี แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที ผมขอน้อมรับผิดชอบด้วยตัวเองและหวังว่าจะได้ผลิตงานนอกเหนือจากงานประจำที่รับผิดชอบออกมาอีกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
วีระ ธีรภัทร

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เปลี่ยนแล้วปลื้ม change เขียนโดย Alison Haynes


ชื่อหนังสือ เปลี่ยนแล้วปลื้ม change แนะแนวทางการเปลี่ยนชีวิตใหม่ เพื่อเริ่มต้นอนาคตที่สดใสกว่า
เขียนโดย Alison Haynes เรียบเรียงโดย เริงศักดิ์ ปานเจริญ

คำนำผู้เรียบเรียง
ชีวิตของคุณทุกวันนี้เป็นอย่างไร?
..........พอใจแล้ว หรือว่ายังไม่พอใจ
..........ก็ขึ้นอยู่กับใจของคุณเองว่าจะยอมรับชีวิตที่เป็นอยู่ หรือจะเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่
..........ถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ต้องยอมรับสภาพที่เป็นอยู่
..........ถ้าไม่ยอมรับก็ต้องเปลี่ยนแปลง!

..........หากจะตอบว่า ไม่ยอมรับและก็เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้คุณเห็นเส้นทางใหม่ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าคุณยอมรับว่าชีวิตที่เป็นอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ใฝ่ฝัน ก็แสดงว่าคุณยังขับเคลื่อนชีวิตอยู่บนเส้นทางสายเก่าที่ยาวไกล และไม่แน่ใจว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเมื่อไร ก็ถึงเวลาที่จะลองเปลี่ยนเส้นทางใหม่ได้แล้ว อย่ากลัวความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง ถ้าคุณกลัวในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ชีวิตคุณจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

..........คุณเคยได้ยินประโยคนี้มาก่อนหรือไม่ "บางครั้งการตัดสินใจในเรื่องเล็กน้อย นั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปตลอดชีวิต" คุณเห็นด้วยหรือไม่?

..........ถ้าเห็นด้วย ลองค้นหาเรื่องเล็กน้อยที่ควรเปลี่ยนแปลงในตัวคุณเองเสียก่อน หากยังมองไม่เห็นเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้น หนังสือเล่มนี้อาจช่วยคุณได้
เริงศักดิ์ ปานเจริญ

ค้นหาตน ค้นพบงาน Test Your Own Aptitude แปลโดย วิสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ


ชื่อหนังสือ ค้นหาตน ค้นพบงาน Test Your Own Aptitude
เขียนโดย จิม บาร์เร็ตต์ และเจฟฟ์ วิลเลียมส์ แปลโดย วิสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ
แบบทดสอบเพื่อรู้จักความสามารถพิเศษ ซึ่งจะนำไปสู่การหางานที่เหมาะสม
คำนำ
..........มีผู้กล่าวไว้ว่า ยิ่งคนเราทำงานอย่างมีความสุขมากเพียงใด ผลงานที่ออกมาก็จะยิ่งดีมีคุณภาพมากเพียงนั้น แต่การจะได้ทำงานอย่างมีความสุขนั้น เราจะต้องค้นหาความถนัดที่แท้จริงของตนเองให้พบเสียก่อน

..........หนังสือ "ค้นหาตน ค้นพบงาน" ซึ่งวิทสุทธิจิตรา วานิชสมบัติ แปลจาก Test Your Own Aptitude เขียนโดย จิม บาร์เร็ตต์ และเจฟฟ์ วิลเลียมส์ นี้ เสนอวิธีการค้นหาตนเองให้พบผ่านทางแบบทดสอบสามด้าน คือ ความสามารถ บุคลิกภาพ และแรงจูงใจ ซึ่งเมื่อนำผลที่ได้มาประมวลเข้าด้วยกันและตีความหมายตามที่บรรยายไว้ในหนังสือแล้ว คุณก็จะได้รู้จักความถนัดของตนเองและอาชีพที่เหมาะสมซึ่งผู้เขียนได้เสนอไว้

ทางสู้ แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล


ชื่อหนังสือ ทางสู้ แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล
ชื่อเดิม What to do when business is bad โดย Herbert N.Casson
ทำอย่างไร เมื่อค้าขายไม่ดี วิธีไหน ใช้แก้ปัญหา กำไรหด
คำนำ
..........นี่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อบรรดานักธุรกิจทั้งมวล
..........ในทุกประเทศ ต่างก็มี ปีทอง และ ปีที่ตกต่ำ
..........และในปีที่ตกต่ำนั้น ก็มีกลวิธีต่าง ๆ ที่กิจการทั้งใหญ่และเล็ก สามารถนำไปใช้ เพื่อความอยู่รอดได้
..........หนังสือเล่มนี้ มีจุดประสงค์สองชั้น คือ
..........(1) เพื่อชี้ชัดออกไปว่า นักธุรกิจนั้น ควรจะทำอย่างไร เมื่อกำไรไม่เป็นที่น่าพอใจ
..........(2) กระตุ้นเร้าให้ลงมือกระทำตามนั้น ด้วยความอุตสาหะ
..........ในการพิชิตความลำบากยากเข็ญ ในวงการธุรกิจนั้น...
..........เบื้องแรก ต้องมีความรู้
..........จากนั้น ก็ลงมือปฏิบัติ
..........หนังสือเล่มนี้ เอื้อความรู้ที่จำเป็น และก็มีส่วนของเนื้อหา ที่ปลุกกำลังใจ เพิ่มพูนความทะเยอทะยาน ใฝ่ฝัน และความเชื่อมั่นในตัวเอง
..........และช่วยให้เริ่มก้าวเดินไป บนถนนสู่ความสำเร็จ และความสุขสันต์
..........เมื่อธุรกิจตกต่ำ คนเราต้องลงมือกระทำ ในวิถีทางที่ประหยัด และให้ผลมากที่สุด ในอันที่จะเพิ่มยอดขาย
..........ต้องมีเงินเข้ามากขึ้น และเงินออกน้อยลง
..........ต้องทำรายการ "ทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งไว้"
..........ทำทุกอย่าง ด้วยความมานะ ที่จะทำให้สถานะเงินสดของธุรกิจนั้น ๆ ดีขึ้น
..........ต้องอุดรอยรั่ว และความเสียเปล่า
..........ตัดพวกกาฝากทิ้งไป และส่งเสริมผู้ทำงานจริง และทำกำไรให้
..........ต้องทำตัวเป็นผู้ชำระสะสางชั่วขณะหนึ่ง
..........ทุกปี เราได้ยินเรื่องราวของบริษัท ที่ล้มละลาย แต่ไม่เคยรู้จำนวนบริษัท ที่จวนเจียนจะล้มละลาย...
..........กิจการจวนเจียนเหล่านี้ บางแห่ง จะพยายามดิ้นรนต่อสู้หรือเปลี่ยนแปลงการจัดการ และสามารถหนีพ้นจากสถานะอันตรายได้...
..........แต่ส่วนใหญ่ จะซวดเซไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งล้มไปในที่สุด
..........ส่วนใหญ่แล้ว ยังดำรงสภาพความเป็นผู้ไม่อาจสอนได้ ไว้จนถึงวาระสุดท้าย
..........แทบเรียกได้ว่า เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ที่จะช่วยเหลือพวกเขา
..........ถือเป็นกฏได้เลยว่า สามในสี่แห่ง ของกิจการที่ล้มเหลวนั้น สามารถป้องกันได้ โดยการลงมือกระทำอย่างรวดเร็วสักหน่อย
..........แม้ในช่วงปีทอง ก็ยังมีกิจการที่ประสบภาวะล้มละลายในอัตราสูง
..........ส่วนในช่วงปีตกต่ำนั้น ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
..........นี่แสดงให้เห็นว่า ครึ่งหนึ่งของกิจการที่ล้มเหลว ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนั้น มิได้มาจากสภาวะภายนอก...
..........แต่อยู่ที่การจัดการผิด ๆ
..........ทุกรายที่ล้มเหลว ในช่วงปีตกต่ำ จะตำหนิสภาพเศรษฐกิจ และมีเพียงครึ่งเดียวที่ถูกต้อง
..........อีกครึ่งหนึ่งนั้น แม้อยู่ในช่วงปีทอง ที่เฟื่องฟู ก็จะล้มเหลว เช่นกัน
..........สิ่งเลวร้ายที่สุด สำหรับธุรกิจหนึ่ง ๆ เมื่อกำไรลดลง ก็คือ
..........การปล่อยตัวเปะปะตามยถากรรม
..........ในช่วงเฟื่องฟูนั้น อาจทำได้...
..........แต่เมื่อกิจการตกต่ำลง ก็ต้องหยุดปล่อยตัวเปะปะทันที
..........ต้องมีความคิดริเริ่ม และกิจกรรมใหญ่หลวง
..........ลูกจ้างต้องกระทำมากขึ้น มิใช่น้อยลง
..........ต้องมีการเคลื่อนไหว ลุยไปข้างหน้า ภาวะตกต่ำ ต้องไม่ถูกปล่อยให้ลาม เข้ามา ภายในกิจการ
..........รถยนต์ อาจแล่นลงเนินได้ โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน  ...
..........แต่ปราศจากน้ำมันแล้ว มันไม่อาจแล่นขึ้นเนินได้
..........ธุรกิจก็เช่นกัน เมื่ออะไร ๆ เฟื่องฟู มันจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แทบเรียกได้ว่าเป็นอัตโนมัติเลยทีเดียว...
..........แต่เมื่อสภาวการณ์ ตกต่ำเลวร้ายลง - เมื่อมีคนขายมากกว่าคนซื้อ - จะไม่มีธุรกิจใด เคลื่อนไปข้างหน้าได้ เว้นแต่มีแรงผลักดัน
..........ซื้อน้ำมันเติมรถนั้นง่าย แต่การใช้กลวิธี ผลักดันธุรกิจให้เคลื่อนไปได้นั้น..... ไม่ง่ายนัก
..........ตัวอย่างเช่น ... การโฆษณา และ การฝึกอบรมพนักงาน ... มันต้องใช้ทั้ง เวลา และ เงิน
..........การเติมความกระตือรือร้น ลงในธุรกิจหนึ่ง ๆ - นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
..........ความกระตือรือร้นนั้นเริ่มขึ้นที่ระดับยอดของธุรกิจ และจะค่อย ๆ ไหลซึมลงสู่ระดับล่าง
..........การเคลื่อนธุรกิจขึ้นเนิน ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ - นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย .... แต่สามารถทำได้ .... ดังที่แม่ไก่บอกกับลูก ๆ ของมันว่า
"เมื่อไส้เดือนหายาก เราก็ต้องขุดคุ้ยให้หนักมือขึ้น"
Herbert N.Casson