วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

อาหารเบาหวาน และ การออกกำลังกาย

อาหารเบาหวาน และ การออกกำลังกาย

อาหารเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบทั่วไปทุกประเทศ มักพบในผู้ที่รับประทานอาหารที่ให้พลังงานมาก และใช้แรงงานน้อย ถึงแม้เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถควบคุมได้โดยการรักษาด้วยยา การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือใกล้เคียงปกติ ตลอดจนช่วยลดอาการแทรกซ้อนต่างๆ

ถ้าท่านเป็นเบาหวาน ท่านต้องรู้จักบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ กะปริมาณ หรือจำนวนของอาหารต่างๆ ให้พอเหมาะกับภาวะของร่างกาย ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารประจำวันของท่านและปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ จากแพทย์พยาบาลและนักโภชนาการอย่างเคร่งครัด

อาหารเบาหวาน แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. อาหารที่ไม่ควรรับประทาน
2. อาหารที่รับประทานได้ในปริมาณจำกัด
3. อาหารที่รับประทานได้โดยไม่จำกัด

1. อาหารที่ไม่ควรรับประทาน ได้แก่
1.1 น้ำตาลทุกชนิด เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลที่อัดเป็นก้อน น้ำตาลปีบ น้ำตาลกรวด น้ำตาลผลไม้ น้ำผึ้ง นมข้นหวาน
1.2 อาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ทอฟฟี่ ลูกอม ช็อกโกแลต น้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม
ควรดื่ม น้ำเปล่า น้ำชาไม่ใส่น้ำตาล ถ้าเป็นกาแฟ ควรใส่นมจืดพร่องไขมันแทนคอฟฟี่เมท
1.3 เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์ ไวน์ ทุกชนิด ยาดองเหล้า
1.4 ขนมหวานต่างๆ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ขนมหม้อแกง อะลัว ไอศกรีม
1.5 ขนมเชื่อมหรือผลไม้กวน เช่น ทุเรียนกวน สับปะรดกวน ลูกหยีกวน
1.6 ผลไม้ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพรุน มะขามหวาน ลำไยแห้ง อินทผลัม
1.7 ผลไม้บรรจุกระป๋อง ได้แก่ เงาะ ลิ้นจี่ ขนุน ลำไย
1.8 ผลไม้หวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า ละมุด องุ่น ลิ้นจี่
ควรรับประทาน ผลไม้ที่ไม่หวานมาก เช่น
ส้มเขียวหวาน มื้อละ 1 ผล เงาะ มื้อละ 3 ผล ฝรั่ง มื้อละ 1/2 ผลเล็ก ชมพู่ มื้อละ 2 ผล แอปเปิ้ล มื้อละ 1/2 ผลใหญ่ มะละกอ มื้อละ 6 คำ พุทรา มื้อละ 4 - 5 ผล แตงโม มื้อละ 10 คำ สับปะรด มื้อละ 6 คำ กล้วยน้ำว้า มื้อละ 1 ลูกเล็ก

2. อาหารที่รับประทานได้ในปริมาณจำกัด
2.1 เนื้อสัตว์ไม่ติดมันต่างๆ เช่น เนื้อสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก รวมทั้งเต้าหู้ และโปรตีนเกษตร รับประทานวันละ 12 ช้อนโต๊ะ หรือมื้อละ 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำนม ดื่มวันละ 1 กล่อง ควรเป็นน้ำนมจืดชนิดพร่องมันเนย ไข่ รับประทานได้ 2 ฟองต่อสัปดาห์ ถั่วเป็นอาหารรวมไขมัน แป้ง และโปรตีนประเภทให้แป้งมาก เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถ้ารับประทานจะต้องลดอาหารแป้งอื่นลง เช่น ข้าวประเภทให้ไขมัน เช่น ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถ้ารับประทานถั่วลิสงต้ม 10 เม็ด ต้องงดให้กระเทียมเจียวใส่ในอาหารมื้อนั้น
2.2 ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น ข้าวสวย ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมจีน ขนมปัง วุ้นเส้น ข้าวโพด ผู้เป็นโรคเบาหวานที่อ้วนควรรับประทานน้อยลงกว่าที่เคยครึ่งหนึ่ง แ ต่ถ้าไม่อ้วนก็รับประทานได้ตามปกติ
2.3 ไขมัน น้ำมันทุกชนิด ทำให้อ้วนง่าย สำหรับน้ำมันจากไขมันสัตว์ ทำให้อ้วนและเพิ่มระดับไขมันในเลือดให้สูง แต่น้ำมันสกัดจากพืชประเภทถั่ว รำข้าว ข้าวโพด สามารถลดไขมันในเลือดได้ ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันปาล์ม ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดทุกชนิด ใช้การนึ่ง ต้มแทน ถ้าจำเป็นจะใช้ผัดควรใช้น้ำมันพืชปริมาณจำกัด

3. อาหารที่รับประทานได้โดยไม่จำกัด
3.1 ผักต่างๆ ได้แก่ ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักตำลึง บวบ แตงกว่า มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ฯลฯ
3.2 เครื่องปรุงที่ไม่มีพลังงาน เช่น น้ำส้มสายชู พริกไทย มะนาว เครื่องเทศต่างๆ นอกจากนี้ได้แก่ ชา กาแฟ ขัณทสกร วุ้นมัสตาดที่ไม่เติมน้ำตาล

การออกกำลังกาย
เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทำให้สุขภาพแข็งแรงคลายเครียด สนุกสนานเพลิดเพลิน กล้ามเนื้อยืดหยุ่นลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดทำให้น้ำหนักลด

การออกกำลังกายให้เริ่มออกกำลังกายแต่น้อยก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างน้อยวันละ 15 - 30 นาที ในเวลาเดียวกันของทุกวัน และควรออกกำลังกายหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 1 ชั่วโมง ขณะดูโทรทัศน์ก็ได้ โดยลุกขึ้นยืนตรง ฝึกปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้
1. ก้มศีรษะไปข้างหน้า กลับมาทางตรง และหงายศีรษะไปข้างหลัง กลับมาท่าตรงสลับไปมา 2 นาที
2. พลิกศีรษะไปข้างซ้ายกลับมาท่าตรง และพลิกศีรษะไปข้างขวา กลับมาท่าตรง สลับไปมา 2 นาที
3. แกว่งแขนขวา เหยียดตรงไปข้างหน้า กลับไปข้างหลัง สลับไปมา 2 นาที
4. แกว่งแขนซ้ายเหยียดตรงไปข้างหน้า กลับไปข้างหลัง สลับไปมา 2 นาที
5. แกว่งแขนทั้ง 2 ข้างเหยียดตรงไปข้างหน้า กลับไปข้างหลัง พร้อมๆ กัน สลับไปมา 2 นาที
6. ยกแขนทั้ง 2 ข้างเสมอไหล่ งอข้อศอก เอามือทั้งสองข้างซ้อนกัน แล้วดึงแขนเหยียดตรงไปข้างลำตัวสลับไปมา 2 นาที
7. ชูแขนขวาตรงขึ้น ส่วนแขนซ้ายเหยียดตรงลงข้างล่าง ตวัดไปด้านหน้า สลับกันโดยเปลี่ยนเป็นชูแขนซ้ายตรงขึ้น ส่วนแขนขวาเหยียดตรงลงข้างล่าง ตวัดไปด้านหน้า สลับไปมา 2 นาที
8. ชูแขนขวาตรงขึ้น ส่วนแขนซ้ายเหยียดตรงลงข้างล่าง ตวัดไปด้านหลัง สลับกันโดยเปลี่ยนเป็นชูแขนซ้ายตรงขึ้น ส่วนแขนขวาเหยียดตรงลงข้างล่าง ตวัดไปด้านหลัง สลับไปมา 2 นาที
9. ก้มหน้าลงเสมอเอว แล้วแหงนหน้าขึ้นตั้งตรงทำสลับกันไปมา 2 นาที
10. ยืนให้น้ำหนักตัวลงบนขาข้างหนึ่ง ใช้มือเกาะเก้าอี้หรือโต๊ะ แกว่งเท้าอีกข้างไปมาประมาณ 3 นาที แล้วเปลี่ยนสลับข้างทำเหมือนกันอีก 3 นาที
11. ยืนเอามือเกาะเก้าอี้หรือโต๊ะ ย่อตัวลงนั่งและยืนตัวตรง สลับไปมา 2 นาที
12. ยืนเอามือเกาะเก้าอี้หรือโต๊ะ เดินย่ำอยู่กับที่โดยยกส้นเท้า ขึ้น-ลง สลับกัน 3 นาที
ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถเลือกออกกำลังกายได้ดังต่อไปนี้
การบริหารต่างๆ เดิน ถีบจักรยาน รำมวยจีน กรรเชียงบก ว่ายน้ำ เล่นกอล์ฟ ตีเทนนิส วิ่ง แบดมินตัน กระโดดเชือก ขึ้นลงบันได

หยุดออกกำลังกายทันทีเมื่อมีอาการ
--->>> ตื่นเต้นกระสับกระส่าย
--->>> มือสั่น ใจสั่น
--->>> เหงื่อออกมากผิดปกติ อ่อนเพลีย
--->>> ปวดศีรษะ ตาพร่า หิว
--->>> เจ็บแน่นหน้าอก
--->>> เจ็บหน้าอกร้าวไปที่แขน คอ ขากรรไกร
--->>> หายใจหอบมากผิดปกติ

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

พลู สมุนไพรแก้อักเสบแต่โบราณ

พลู สมุนไพรแก้อักเสบแต่โบราณ
ในอดีต การกินหมากกินพลู ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทย แทบทุกบ้านจะมีสำหรับใช้และสำหรับรับแขก เป็นเอกลักษณ์ที่เมื่อไปถึงไหนก็ต้องมีเชี่ยนหมากไว้ใส่หมาก ใส่พลูไปกินให้รู้สึกสดชื่นก่อนค่อยทำงานอื่นต่อไปได้ ในการกินหมากและพลูนั้น นอกจากจะใส่พืชสองชนิดนี้แล้วยังนิยมใส่ปูนขาว เปลือกสีเสียด เปลือกโมก หรือยาเส้น ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรที่ได้รับการคัดสรรแล้วว่า มีฤทธิ์ในการสมานแผล และยับยั้งเชื้อโรคได้ดี จนแทบไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดคนอายุมากแล้วที่เคี้ยวหมาก เคี้ยวพลูยังมีฟันที่แข็งแรง อยู่ครบแทบทุกซี่ ผิดกับคนสมัยใหม่ที่ยังไม่ทันไร ฟันก็หายไปแทบไม่มีเหลือ

สรรพคุณในทางยาของพลูนั้น ใช้ในการแก้อักเสบได้ดีทั้งแผลสดแผลหนอง แก้ปวดฟัน บาดแผลฟกช้ำดำเขียว การถูกทิ่มแทง หรือแม้แต่เล็บขบที่บวมจนถอดก็สามารถช่วยได้ ซึ่งวิธีการใช้ก็สามารถทำได้ไม่ยาก อาจใช้ใบพลูเพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น

ให้นำใบพลู 1 - 2 ใบ ต่อเกลือ 1 - 2 หยิบมือ โดยใช้มากหรือน้อยแล้วแต่ความกว้างของแผล และบริเวณที่ปวดบวม แล้วตำใบพลูกับเกลือ ใส่น้ำเล็กน้อยพอชุ่มแผล (ถ้าแผลปิดปาก ตกสะเก็ด มีหนองข้างใน ต้องล้างหรือขูดหนองออกก่อน) หรือจะใช้พอกเล็บขบเล็บฉีกประตูหนีบหนามตำเข้าเนื้อ ท่านว่าใช้ได้ผลดีนัก หากต้องการใช้ใบพลูในสรรพคุณรักษาอาการบวม ก็ให้นำใบพลูไปอังไฟแล้วนำมาประคบก็จะทำให้อาการบวมลดลงอย่างรวดเร็ว

ในทางวิทยาศาสตร์ พลูสามารถช่วยลดอาการเจ็บปวดลงได้เนื่องจากมีสารชาวิคอล (Chavicol) ที่ทำให้เกิดอาการชา และมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และมีฤทธิ์ทำให้เลือดไหลเวียนดีจึงช่วยลดอาการปวดเคล็ดขัดยอก ลดการอักเสบช้ำบวมได้ดี

นอกจากนี้สารสกัดจากใบพลูยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้หลายชนิด ใบพลูจึงสามารถรักษาแผลต่างๆ ได้ดี และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราได้อีกด้วย

ถึงแม้ในปัจจุบัน การกินหมากเคี้ยวพลูจะไม่ได้รับความนิยมเช่นในอดีตแล้ว แต่อย่างไรก็ดีพลู ยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณดีในด้านการสมานแผล ที่ควรปลูกไว้ประจำครัวเรือน

********************************
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร
********************************

กินเห็ดดี มีประโยชน์

กินเห็ดดี มีประโยชน์
เดี๋ยวนี้กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง ทำให้อาหารเจ อาหารมังสวิรัติ รวมถึงอาหารประเภท raw food ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งนอกจากกรรมวิธีในการปรุงที่ต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ลดปริมาณไขมัน และเน้นการใช้ผัก-ผลไม้เป็นหลักแล้ว เราจะพบว่า "เห็ด" ถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่สำคัญในการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพทุกประเภท

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ ที่มีวิวัฒนาการมาจากการประสานเส้นใยจำนวนมากของเชื้อราชั้นสูง และถึงแม้เห็ดจะขาดกรดอะมิโนบางตัว แต่รสชาติและเนื้อสัมผัสของเห็ดนั้นไม่เป็นรองเนื้อสัตว์อย่างแน่นอน ที่สำคัญเห็ดยังให้คุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน อัลไซเมอร์ หลอดเลือดหัวใจอุดตันและความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

เห็ดเป็นอาหารประเภทผักที่ปราศจากไขมันมีปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ ทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น กรดอะมิโนกลูตามิคที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้รสอาหารของลิ้นให้ไวกว่าปกติ และทำให้เห็ดมีรสชาติคล้ายกับเนื้อสัตว์ วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบีรวม (ไรโบฟลาวิน) และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร เกลือแร่ เช่น ซิลิเนียม ทำหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โพแทสเซียมทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ รักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ ทั้งยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ และอัมพาต รวมถึง ทองแดง ที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของธาตุเหล็ก

นอกจากนี้เห็ดยังมีองค์ประกอบของพฤกษเคมีที่สำคัญชื่อว่า "โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide)" ที่จะทำงานร่วมกับแมคโครฟากจ์ (macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์คุ้มกันขนาดใหญ่ที่ออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อ เมื่อไปรวมกับโพลีแซคคาไรด์ที่บริเวณกระเพาะอาหารและนำส่งไปยังเซลล์คุ้มกันตัวอื่นๆ จะช่วยกระตุ้นวงจรการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพของเซลล์คุ้มกันธรรมชาติให้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเห็ดที่มีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์สูงก็ได้แก่ เห็ดหอมหรือเห็ดชิตาเกะ เห็ดนางรม เห็ดหูช้าง และเห็ดกระดุม เป็นต้น

นอกจากคุณค่าทางสารอาหารแล้วเห็ดยังมีสรรพคุณทางยาใช้รักษาโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่น ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ ปอด ตับ และระบบไหลเวียนของโลหิต ชาวจีนถึงขั้นจัดเห็ดเป็นยาเย็น เพราะมีสรรพคุณครอบจักรวาลที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าเห็ดสามารถช่วยลดไข้ เพิ่มพลังชีวิต ดับร้อนใน แก้ช้ำใน บำรุงร่างกาย ลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด ลดความดัน ขับปัสสาวะคลายหงุดหงิด บำรุงเซลล์ประสาท รักษาอาการอัลไซเมอร์ และที่สำคัญยังยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

รู้จัก ต่อมไทรอยด์

รู้จัก ต่อมไทรอยด์
ไทรอยด์ (Thyroid) มาจากภาษากรีก ประกอบด้วยคำว่า thyreos แปลว่า โล่ และ eidos แปลว่ารูปร่าง ต่อไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อ มีรูปร่างคล้ายโล่หรือปีกผีเสื้อ มีกลีบสองข้าง มีขนาด 12 - 20 กรัม อยู่ที่คอด้านหน้าหลอดลมใหญ่

ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ประกอบด้วย ไทรอกซีน (T4) และตรัยไอโอโดไทโรนิน (T3) ไทรอยด์ฮอร์โมนทำหน้าที่ควบคุมเมตาบอลิสมหรือระบบการเผาผลาญของเซลล์ในร่างกาย ถ้าระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดสูงเกินไป เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ทำงานเร็วกว่าปกติ มีการเผาผลาญมากตลอดเวลา ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น น้ำหนักลด และถ้าไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำเกินไป ร่างกายก็จะทำงานช้า เฉื่อยชา น้ำหนักเพิ่มได้

การทำงานของต่อมไทรอยด์จะอยู่ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนไทรอยด์สติมิวเลติ้งฮอร์โมน (Thyroid stimulating hormone, TSH) จากต่อมใต้สมอง โดยถ้าระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดน้อยเกินไป ต่อมใต้สมองจะหลั่ง TSH มากระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมนมากขึ้น ถ้าไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดเพียงพอแล้ว ต่อมใต้สมองก็จะหยุดหลั่ง TSH ออกมา

โรคของต่อมไทรอยด์จึงอาจแบ่งได้เป็นโรคที่มีความผิดปกติของต่อม เช่น มีการเจริญผิดที่ มีเนื้องอก หรืออาจเป็นโรคที่มีความผิดปกติของการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน หรืออาจพบร่วมกันทั้งสองอย่าง
ภาวะไทรอยด์เป็นพิษคือภาวะที่ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดสูงผิดปกติ ส่วนภาวะไทรอยด์ต่ำหรือไฮโปไทรอยด์คือภาวะที่มีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ คอพอกคือภาวะที่ต่อมไทรอยด์โตร่วมกับมีไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดสูงร่วมด้วย และคอพอกไม่เป็นพิษคือมีต่อมไทรอยด์โตโดยไทรอยด์ฮอร์โมนไม่สูง อาจมีระดับปกติหรือต่ำกว่าปกติก็ได้
***********************************************************
ลิลลี่ ปฐมหยก อายุรแพทย์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
***********************************************************

การรับประทานยาลดความดันโลหิตสูง

การรับประทานยาลดความดันโลหิตสูง

***   ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตสูงไปถึงเมื่อไหร่
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ การรับประทานยาเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรับประทานยาไปตลอด เพราะถ้าหากหยุดยาความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนทางสมอง หัวใจ ไต และหลอดเลือด

*** ถ้าลืมรับประทานยาลดความดันโลหิตสูงจะต้องทำอย่างไร
ข้อสำคัญในการใช้ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงให้ได้ผลดี ก็คือ จะต้องรับประทานยาต่อเนื่องทุกวันและตรงเวลา หากลืมรับประทานยาและนึกขึ้นได้เมื่อใกล้จะรับประทานยามื้อต่อไป ให้รับประทานยามื้อนั้นก็พอ ห้ามรับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เท่า มิฉะนั้นความดันโลหิตสูงจะลดต่ำลงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้หน้ามืด หมดสติเป็นอันตรายได้

*** ทำไมต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตสูงหลายชนิด
การเลือกรับประทานยาลดความดันโลหิตสูงสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยขณะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง โรคอื่นๆ ที่เป็นร่วมด้วย ความทนได้ต่อยา สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ป่วย โดยการรักษาจะเริ่มให้ยาที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมได้ 24 ชั่วโมงในขนาดต่ำเพียง 1 ชนิดก่อน ถ้าผู้ป่วยสามารถทนต่อยาได้ดี ก็จะเพิ่มขนาดยาเป็นขนาดกลาง และให้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะปรับขนาดยาขึ้น เพื่อรอให้ผลของยาลดความดันโลหิตจากยาแต่ละขนาดเกิดขึ้นอย่างเต็มที่

กรณีที่ความดันโลหิตของผู้ป่วยยังไม่ลดลงตามความต้องการ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนกลุ่มยา หรือเสริมยาตัวที่สอง ตัวที่สามในขนาดต่ำเข้าไปอีก เพื่อลดอาการข้างเคียงจากการรับประทานยาเพียงตัวเดียวในขนาดที่สูงขึ้น

*** ทำไมถึงต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตสูงในตอนเช้า
ยารักษาโรคความดันโลหิตมีหลายกลุ่ม เช่น ยาขับปัสสาวะ โดยยาจะไปขับน้ำออกจากหลอดเลือด ทำให้ปริมาตรเลือดในหลอดเลือดลดลง ความดันโลหิตจึงลดลง ซึ่งผู้ป่วยที่รับประทานยาจะเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ โดยทั่วไปจึงให้ผู้ป่วยรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้า แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายอาจจะจำเป็นต้องรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง ก็ให้รับประทานหลังอาหารเช้าและกลางวัน ห้ามรับประทานหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน เพราะจะทำให้ปวดปัสสาวะตอนกลางคืน

เบาหวานกับภาวะผิดปกติด้านระบบทางเดินอาหาร

เบาหวานกับภาวะผิดปกติด้านระบบทางเดินอาหาร

ผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร โรคตับอักเสบ เนื้องอกในลำไส้ ฯลฯ เหมือนผู้ป่วยทั่วๆ ไปแล้ว ยังจะมีอาการเกี่ยวกับทางด้านระบบทางเดินอาหารที่พบได้เฉพาะหรือค่อนข้างบ่อยเป็นพิเศษ แตกต่างจากผู้ป่วยอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งหากแพทย์ผู้ดูแลรักษามีความรู้ความเข้าใจก็จะสามารถให้การวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
ปัญหาด้านทางเดินอาหารที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่จะเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวหรือบีบตัวของทางเดินอาหารตั้งแต่หลอดอาหารจนถึงลำไส้ใหญ่และจะพบมากขึ้นในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมานานและควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เชื่อว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผลแทรกซ้อนของโรคเบาหวานต่อระบบประสาทอัตโนมัติ

หลอดอาหาร
หลอดอาหารมีการบีบตัวทำให้อาหารผ่านไปสู่กระเพาะอาหารลดลงหรือมีลักษณะการบีบตัวที่ผิดปกติ ไม่สัมพันธ์กันเป็นจังหวะ ทำให้มีอาการกลืนอาหารแล้วรู้สึกติดขัดหรือมีอาการเจ็บคล้ายเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ บางครั้งมีผลแทรกซ้อนตามมาทำให้เกิดเป็นแผลอักเสบบริเวณหลอดอาหารหรือมีการติดเชื้อราในหลอดอาหารได้

กระเพาะอาหาร
พบบ่อยที่กระเพาะอาหารมีการบีบตัวน้อยลง ทำให้มีอาหารเหลือคั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการผิดปกติหลายอย่าง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ปวดท้องด้านบน เบื่ออาหาร และเนื่องจากการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารผิดปกติมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งได้มากๆ ทั้งต่ำหรือสูงเกินไป ทำให้ควบคุมเบาหวานได้ยาก

ท้องเสีย
ผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลวได้บ่อย ส่วนใหญ่มีอุจจาระเหลวเป็นน้ำ อาจเป็นตลอดเวลาหรือเป็นครั้งคราว บางครั้งอาจสลับกับการมีท้องผูก บางรายอุจจาระราดขณะนอนหลับโดยไม่รู้สึกตัว

กลั้นอุจจาระไม่ได้
หูรูดที่ทวารหนักของผู้ป่วยเบาหวานอาจทำงานได้น้อยลง เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมเสื่อม ทำให้ไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ มีอาการคล้ายท้องเสีย อุจจาระราดหรือถ่ายอุจจาระบ่อย

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

อร่อยกับสมุนไพรจีน - เต้าทึง

เต้าทึง 
นอกจากจะอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมสมุนไพรจีนหลายชนิด
เต้าทึงร้อนๆ สักถ้วย ประกอบไปด้วยเม็ดบัว ลูกเดือย แปะก๊วย พุทราจีน ถั่วแดง ราดด้วยน้ำลำไยแห้ง หอมหวาน อร่อยและมีประโยชน์มากมาย
แต่ผู้อ่านรู้ไหมว่า ส่วนประกอบที่ว่ามานี้ดีอย่างไร วันนี้เรามาแนะนำให้ท่านรู้จักกันครับ

เม็ดบัว
มีรสหวานและฝาด ฤทธิ์เป็นกลาง ไม่ร้อน ไม่เย็นเกินไป ออกฤทธิ์ที่ม้าม ไต และหัวใจ มีสรรพคุณช่วยบำรุงไต บำรุงม้ามและหัวใจ ใช้รักษาอาการน้ำอสุจิเคลื่อน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เนื่องจากไตพร่อง หรือม้ามพร่องทำให้รับประทานอาหารได้น้อย ท้องเสียเรื้อรัง หรือมีอาการตกขาว ระดูขาวมามาก ใส ไม่มีกลิ่น หรือหงุดหงิด ใจสั่น นอนไม่หลับ

ลูกเดือย
มีรสหวาน ฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ที่ม้าม กระเพาะอาหาร ปอด มีสรรพคุณช่วยขับน้ำและความชื้นในร่างกาย บำรุงม้าม คล้ายอาการปวด ดับร้อน ขับหนอง ใช้รักษาอาการม้ามพร่อง ความชื้นสะสมอยู่ภายใน ทำให้บวมน้ำ ปัสสาวะติดขัด ท้องอืด หรือ ท้องเสีย หรืออาการปวดตามตัว แขนขาเป็นตะคริว ลูกเดือยช่วยขับความร้อน ขับหนองที่ปอดและลำไส้ใหญ่ รักษาอาการไอ เสมหะเป็นหนอง หรือไส้ติ่งอักเสบเป็นหนอง จากงานวิจัยพบว่าลูกเดือยช่วยขับปัสสาวะ สาร coixol ในลูกเดือยมีฤทธิ์คลายอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อและป้องกันการชัก ลดน้ำตาลในเลือด สาร coixenolide มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก

แปะก๊วย
มีรสหวาน ขม ฝาด ฤทธิ์เป็นกลาง มีพิษ ออกฤทธิ์ที่ปอด มีสรรพคุณแก้ไอ แก้หอบ รักษาอาการตกขาว ปัสสาวะบ่อยครั้งหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ พิษของแปะก๊วยสามารถละลายในน้ำ และเมื่อเจอความร้อนจะถูกทำลาย พิษแปะก๊วยจะอยู่ในเปลือกหุ้มสีน้ำตาล และไส้กลางสีเขียวๆ ในเมล็ด ดังนั้นเมื่อรับประทานควรเอาเปลือกและไส้กลางออก และต้มสุก หนึ่งในงานวิจัยพบว่า แปะก๊วยสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรคได้

พุทราจีน (ต้าเจ่า)
มีรสหวาน ฤทธิ์อุ่น ตัวยาออกฤทธิ์ที่ม้ามและกระเพาะอาหาร มีสรรพคุณช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร บำรุงพลังลมปราณ (ชี่) และเลือด ทำให้จิตสงบ ใช้รักษาอาการรับประทานอาหารได้น้อย อุจจาระเหลว อ่อนเพลียง่ายเนื่องจากม้ามพร่อง หรือเป็นเพราะเลือดน้อย ทำให้ตัวซีดเหลือง หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนในสตรี นอกจากนี้ พุทราจีนยังช่วยปรับฤทธิ์ของยาในตำรับยาที่มีฤทธิ์รุนแรง และลดอาการไม่พึงประสงค์ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมยาได้ดีขึ้น จากงานวิจัยพบว่า พุทราจีนช่วยให้ตับแข็งแรง ระงับไอ ขับเสมหะ ยับยั้งเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร สารเพกทินในพุทราจีนช่วยจับโลหะหนักที่ตกค้างในร่างกายและช่วยลดคอเลสเตอรอล

ลำไยแห้ง
มีรสหวาน ฤทธิ์อุ่น ออกฤทธิ์ที่หัวใจ ม้าม มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงม้าม บำรุงเลือด ทำให้จิตสงบ ใช้รักษาอาการม้ามและหัวใจพร่อง เนื่องจากคิดมาก ทำให้ชี่และเลือดน้อย มีอาการใจสั่น ตกใจง่าย นอนไม่หลับ หลงลืมง่าย

ถั่วแดง
มีเม็ดใหญ่และเม็ดเล็ก มีรสหวาน ฤทธิ์เป็นกลาง ถั่วแดงเม็ดใหญ่มีสรรพคุณช่วยย่อย บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร บำรุงไต เสริมกระดูกให้แข็งแรง ลดอาการอักเสบ ปวดตามข้อกระดูก สำหรับถั่วแดงเม็ดเล็กมีสรรพคุณช่วยบำรุงม้าม แก้บวมน้ำ ขับปัสสาวะ ถอนพิษ ช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมหลังคลอด มีรายงานว่าถั่วแดงช่วยลดการดูดซึมไขมันในร่างกาย และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

**************************************************************************
แพทย์จีนโสรัจ นิโรธสมาบัติ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
**************************************************************************