วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ป้องกัน-รักษา มะเร็ง ด้วยธรรมชาติบำบัด

ป้องกัน-รักษา มะเร็ง ด้วยธรรมชาติบำบัด

พลังแห่งธรรมชาตินั้นมีมากมายอย่างที่คนเราคาดไม่ถึง เมื่อมนุษย์ทำลายธรรมชาติ ผลร้ายต่างๆ ก็ย่อมตกมาที่เราเอง เพราะจริงๆ แล้วชีวิตของเราย่อมเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างแยกจากกันไม่ได้ เช่นเดียวกับ "มะเร็ง" นอกจากปัจจัยทางด้านพันธุกรรมที่เราได้เพาะพันธุ์โรคนี้จากสายเลือดแล้ว ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่เป็นตัวเพาะเชื้อให้เราได้เช่นกัน เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเข้าถึงธรรมชาติก็สามารถป้องกันและรักษาโรคร้ายนี้ได้เช่นกัน

เราคงได้ยินได้ฟังการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัดมามากมายหลายทฤษฎีแล้ว สำหรับมะเร็งในวันนี้ ขอนำเสนอวิธีการป้องกันรักษามะเร็งอย่างง่ายๆ เพื่อให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติที่สามารถบำบัดรักษาโรคนี้ได้เช่นกัน

อย่างที่เรารู้กันว่า สาเหตุของการเกิดมะเร็งนั้น ก็มาจากวิธีการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติเนื่องจากมีสิ่งสกปรกหรือสารแปลกปลอมที่ร่างกายรับเข้าไป ตามทฤษฎีแพทย์ทางเลือกเชื่อว่า เซลล์มะเร็งนั้นเกิดขึ้นทุกนาทีหากกลไกของร่างกายสามารถจัดการกับเซลล์นั้นได้ร่างกายเราก็จะเป็นปกติ แต่ถ้าเราปล่อยให้เรื้อรังหรือมีสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายกำจัดไปไม่ได้ ก็จะทำให้เนื้อร้ายนั้นกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

สำหรับแนวทางตามหลักของธรรมชาติบำบัดก็คือ ใช้ธรรมชาติเป็นหลักในการจัดการกับตัวร้ายอย่างมะเร็ง เป็นต้นว่า ทานผัก ผลไม้ (ถ้าเป็นออร์แกนิกหรือที่เราปลูกเองได้จะดีที่สุดเพราะไม่มีสารพิษ) เน้นทานผัก 5 สี เพื่อช่วยเพิ่มเอนไซม์ฟื้นฟูภูมิต้านทานให้แข็งแรง

จากผลงานการวิจัยที่มีมากมายในขณะนี้ ทำให้เราพบว่า พืชผัก-สมุนไพร จำนวนมากมีฤทธิ ์ต้าน "มะเร็ง" ได้เป็นอย่างดี เช่น
ฟักเขียว และสารสกัดจากเมล็ดฟักเขียวที่มีสารเทอร์พีน สามารถต้านและป้องกันมะเร็งได้
เห็ดหลินจือ มีเบต้า-ดีกลูแคน ช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อย่างดี

นอกจากการหันไปทานผักผลไม้เป็นหลักแล้ว ยังควรงดโปรตีนจากสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู หันมาทานปลา เพื่อให้เซลล์มะเร็งนั้นฝ่อและตายไปเอง งดไขมัน เพราะมันจะเข้าไปช่วยห่อหุ้มเซลล์มะเร็ง ทำให้เม็ดเลือดขาวทำลายเซลล์มะเร็งยากขึ้น
นอกจากนี้ ยังควรงดอาหารที่มีความเค็ม โดยเฉพาะที่มีส่วนประกอบของเกลือ เพราะอาหารเหล่านี้จะไปทำให้เซลล์มะเร็งแข็งแรงขึ้น

เมื่อฟื้นฟูดูแลร่างกายจากการทานแล้ว ขั้นต่อไปสำหรับการป้องกันรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติก็คือ อยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์
อากาศบริสุทธิ์จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดขาวมีความแข็งแรงสามารถต่อกรกับสิ่งแปลกปลอมในร่างกายได้มากขึ้น ถึงขนาดสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับการนอนหลับและการออกกำลังกาย ซึ่งมีความจำเป็นในการต้านโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน ขณะที่การได้รับสารพิษจากฝุ่นละออง และหมอกควันที่เป็นมลพิษอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ง่ายที่สุด เช่น ฝุ่นละออง มีอันตรายมากเนื่องจากส่วนที่ละเอียดที่สุดของมัน สามารถแทรกเข้าไปในปอดและไหลเวียนเข้าไปในกระแสเลือดได้ ส่วนหมอกควัน เช่น โอโซน (เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้สำรวจในรอบ 10 ปี พบว่าประเทศไทยมีก๊าซโอโซนเข้มข้นเกินมาตรฐาน) ไนโตรเจนออกไซด์ ออกไซด์ของกำมะถันและสารอื่นๆ จากรถยนต์ โรงงานเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน และโรงงานอื่นๆ ก็เป็นสารก่อมะเร็งชั้นดีเช่นกัน

สุดท้ายที่เราควรรับจากธรรมชาติคือ การปรับอารมณ์ให้เบิกบานอยู่เสมอ เชื่อไหมว่าถ้าเราเครียดจะทำให้ภูมิต้านทานของเราต่ำลง โดยเฉพาะคนที่เป็นมะเร็ง (หรือโรคร้ายอื่นๆ) สังเกตว่าถ้าใครมีอารมณ์ที่แจ่มใสจะทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นและมีโอกาสหายขาดจากโรคร้ายง่ายกว่าเช่นกัน ลองเปลี่ยนสิ่งรอบข้าง ทำใจให้เป็นกลาง มองโลกในแง่ดี หาโอกาสอยู่ในที่ที่สงบ หรือทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายคนที่ได้ก็คือตัวเรานั่นเอง

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของธรรมชาติบำบัดที่นำมาเล่าอย่างสังเขป ซึ่งท่านสามารถนำไปใช้ ป้องกัน - รักษา "มะเร็ง" และดูแลร่างกายได้

5 สูตรพิชิตมะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด1. ลด ละ เลิก การนำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เลือกทานอาหารออร์แกนิก หรือพืชผักที่ปลูกเอง บางคนเลือกทานอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นพลังธรรมชาติอย่าง "แม็คโครไบโอติกส์" คืออาหารที่ผ่านการปรุงน้อยที่สุด ไม่ขัดขาว ไม่มีเนื้อสัตว์ (บางท่านเลือกทานปลา)
2. อารมณ์ดีอย่าโกรธ อยู่ด้วยความรัก เพราะเมื่อโกรธจะส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทันที
3. เพิ่มออกซิเจนใครๆ ก็รู้ว่า มะเร็งไม่ชอบออกซิเจน เพราะออกซิเจนจะทำให้เราเกิดการเผาผลาญอย่างสมบูรณ์ ทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง เมื่อเม็ดเลือดขาวแข็งแรงก็มีโอกาสต่อกรกับโรคต่างๆ ได้
4. ดีท็อกซ์มีหลากหลายวิธี ตั้งแต่ออกกำลังกายให้เหงื่อขับออก การอบซาวน่า การสวนล้างลำไส้ (ตามหลักของแพทย์บางท่าน)
5. ทานผักผลไม้ - วิตามินที่ช่วยต่อต้านมะเร็ง หรือ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายดีขึ้น

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เลือกอาหารอย่างไรไม่เสี่ยงมะเร็ง

เลือกอาหารอย่างไรไม่เสี่ยงมะเร็ง

เมื่อพูดถึง "มะเร็ง" หลายคนอาจรู้สึกเหมือนเป็นโรคที่ไกลตัว แต่ความจริงแล้วมะเร็งเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก เนื่องจากในชีวิตประจำวันทุกคนล้วนมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารก่อมะเร็งทั้งจากการกิน การหายใจ รวมถึงการสัมผัส ผลจากการสำรวจสถานการณ์โรคมะเร็งในรอบปี 53 พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากถึง 56,058 ราย หรือ 8,834 รายต่อประชากร 1 แสนคน คิดเป็น 4,671 ราย/เดือน หรือ 156 ราย/วัน เพิ่มขึ้นประมาณ 10.7% ทำให้มะเร็งกลายเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยพบว่ามะเร็งที่คร่าชีวิตของคนจำนวนมากนั้น ก็คือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ทวารหนักและปากมดลูก ฯลฯ

นอกจากนี้บรรดานักวิชาการทั้งหลายยังออกมายืนยันว่า "พฤติกรรมการกิน" ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศ ทั้งยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งไว้อีกด้วย เริ่มตั้งแต่การจำกัดการกินไขมันและน้ำมัน (Totalfat and oils) ลดการกินอาหารมันโดยเฉพาะที่มาจากสัตว์และควรกินไขมันและน้ำมันที่ให้พลังงานไม่เกินร้อยละ 15-20 ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน จำกัดการกินเกลือและอาหารเค็ม (salt and salting) ในผู้ใหญ่ควรกินวันละไม่เกิน 6 กรัม (1 ช้อนชา) ส่วนในเด็กไม่ควรเกิน 3 กรัมต่อ 1,000 กิโลแคลอรี่ต่อวันและควรเป็นเกลือผสมไอโอดีนเพื่อป้องกันการขาดไอโอดีน นอกจากนี้ทางที่ดีผู้บริโภคควรหันมาใช้สมุนไพรหรือเครื่องเทศแทนเกลือแกงในการปรุงอาหาร

การเก็บรักษาอาหาร (Storage) ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการสะสมสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อรา ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เก็บในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน หากเป็นอาหารสดหรืออาหารที่เสียได้ควรเก็บในตู้เย็นหรือแช่แข็งในตู้แช่เพื่อลดอัตราการเกิดเชื้อรา

ทั้งยังควรกินอาหารที่ผ่านการควบคุมสารผสมและสารตกค้าง (Additives and Residues) ตามกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการจำกัดขีดความปลอดภัยของสารผสมอาหารสารเคมีฆ่าแมลง สิ่งตกค้างและสารเคมีอื่นที่อาจเจือปนอยู่ในอาหารเพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อตัวผู้บริโภค

ในอีกทางหนึ่งผู้บริโภคยังควรเสริมสร้างภูมิต้านทานด้วยการกิน "ผักผลไม้" ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากผลไม้เกือบทุกชนิดล้วนอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ antioxidants ที่ช่วยต้านโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ ในบรรดาผลไม้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดจะพบว่า "สตรอเบอร์รี่" มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงที่สุด รองลงมาก็คือ ส้ม องุ่นแดง และพลัม ในส่วนของผักที่มีสรรพคุณในการต้านมะเร็งนั้นก็มีมากมายหลายชนิดไม่แพ้ผลไม้ ยกตัวอย่างเช่น "บล็อคโคลี่" ที่อุดมไปด้วยสารซัลฟอราเฟน ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสมุนไพรพื้นบ้านอย่าง "ตะไคร้" ที่มีรายงานว่าสามารถยับยั้งอาการเริ่มแรกก่อนนำไปสู่มะเร็งลำไส้อีกด้วย

ถึงแม้ว่า "มะเร็ง" จะเป็นอสูรกายร้ายที่อยู่ใกล้ตัว แต่เราก็สามารถเอาชนะมันได้ง่ายๆ ด้วยการควบคุมพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังต้องใส่ใจในเรื่องแหล่งที่มาของอาหารเหล่านั้น โดยคำนึงถึงระบบการผลิตและการจัดจำหน่ายที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย .

เบาหวานกับการดูแลสุขภาพเท้า (2)

เบาหวานกับการดูแลสุขภาพเท้า (2)

สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลเท้าก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดแผล การละเลยต่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อาจจะทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนของทั้งระบบประสาทและหลอดเลือด

ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีปลายประสาทรับความรู้สึกเสื่อมลงจะมีระดับของการสูญเสียความรู้สึกแตกต่างกันมาก บางคนอาจจะเหยียบตะปู เดินเตะถูกของแข็งโดยไม่รู้สึกเจ็บ จนถึงบางคนรองเท้าหลุดไปแล้วก็ยังไม่รู้ เป็นต้น 

การตีบตันของหลอดเลือดนั้นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการส่งผลให้แผลหายเร็วหรือช้า ทั้งนี้ เนื่องจากหลอดเลือดเป็นเส้นทางซึ่งสารอาหารและยาถูกขนส่งไปยังบริเวณที่เป็นแผล รวมทั้งเป็นเส้นทางกำจัดของเสียจากแผลด้วย

อาการที่บ่งบอกว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับหลอดเลือด คือ อาการปวดขาเวลาเดินเมื่อหยุดพักสักครู่ก็จะหายเป็นแผลแล้วหายช้า ผิวหนังบริเวณเท้าและขาแห้งและปราศจากขน เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยที่มีปัญหาแทรกซ้อนของโรคเบาหวานควรปฏิบัติดังนี้

1. ล้างเท้าทุกวันด้วยสบู่อ่อน และอย่าแช่เท้าในน้ำนานกว่า 5 นาที
2. เช็ดเท้าเบาๆ ให้แห้งด้วยผ้าที่นุ่ม โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าอย่าให้อับชื้น
3. ตัดเล็บด้วยความระมัดระวัง โดยตัดขวางเป็นเส้นตรงใช้ตะไบถูให้เรียบพอดีกับเนื้อ อย่าตัดให้สั้นเกินไป
4. รักษาความชุ่มชื้นของเท้าให้เหมาะสม ถ้าผิวหนังบริเวณเท้ามีลักษณะแห้งควรทาครีม ถ้าผิวหนังดังกล่าวมีลักษณะชื้นง่ายก็ควรใช้แป้งฝุ่นโรย อย่าให้ครีมหรือแป้งจับตัวกันเป็นก้อนเพราะจะทำให้เกิดการหมักหมม เป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคได้ง่าย
5. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวันและเลือกสวมถุงเท้าที่ซึมซับเหงื่อได้ดี ถุงเท้าที่ทำจากผ้าฝ้ายเหมาะสมกว่าถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์เนื่องจากมีการถ่ายเทอากาศที่ดีกว่าและทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอ
6. เลือกรองเท้าที่มีขนาดกระชับเหมาะสมให้ความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ รองเท้าควรทำด้วยหนังและไม่ควรเลือกขนาดที่คับเกินไปเพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก ถ้าเท้าชาควรสวมรองเท้าหุ้มส้น การสวมรองเท้าใหม่ควรค่อยๆ ใส่ให้ชิน โดยลองสวมใส่วันละ 1-2 ชั่วโมงก่อน
7. ปกป้องเท้าของท่านอยู่เสมอ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกบ้าน
8. สำรวจดูเท้าทุกวันว่ามีบาดแผล ตุ่มพองรอยแดงเขียวช้ำ และรอยแตกหรือไม่ ถ้าก้มลงมองไม่สะดวกควรใช้กระจกส่องดู
9. ก่อนสวมรองเท้าทุกครั้งควรตรวจสอบภายในก่อนว่ามีวัตถุหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ อยู่หรือไม่ เช่น กรวด ทราย ฯลฯ
10. ออกกำลังกายบริเวณขาและเท้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 15 นาที เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดตามขาและเท้าดีขึ้น
11. ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีบาดแผล เช่น เล็บขบ เชื้อราในซอกเท้า มีอาการปวดหรือบวมบริเวณกล้ามเนื้อน่องหรือเท้า

ไคโรแพรคติก

ไคโรแพรคติก

คือ แพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกสันหลัง ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยการจัดปรับข้อกระดูกที่คลาดเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมแล้วไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท (subluxation) ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ด้วยมือของผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีการใช้ยาเพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

Fact on Chiropracticศาสตร์วิชาการแพทย์ไคโรแพรคติก เริ่มต้นเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมือง Davenport รัฐ Iowa ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1985 (พ.ศ.2438) ผู้ริเริ่มคนแรก คือ Dr.D.D Palmer ท่านได้พัฒนาศิลปะปรัชญาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติก

คำว่า Chiropractic เป็นภาษากรีกซึ่งมีรากศัพท์มาจาก "Cheir" และ "Praktikas" มาผสมกันซึ่งความหมายก็คือ การบำบัดโดยการใช้มือของผู้เชี่ยวชาญ Subluxation

Subluxation คือ ความผิดปกติของข้อกระดูกสันหลังที่คลาดเคลื่อนผิดตำแหน่งทำให้ข้อต่อกระดูกเสียหาย เกิดแรงบีบกดดันหมอนรอบกระดูกและกระเทือนส่วนประสาททำให้ร่างกายเสียดุลในการปรับปรุงซ่อมแซมตัวเอง

เมื่อกระดูกสันหลังคลาดเคลื่อนผิดตำแหน่งจะทำให้โครงสร้างร่างกายไม่สมดุล ส่งผลให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้ออักเสบ บวม ตึง อีกทั้งยังรบกวนการทำงานของกระแสประสาทให้ทำงานผิดปกติส่งผลให้กล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแอลง แล้วจะมีอาการปวด ตึง ตามมา หากเป็นเรื้อรังมากๆ จะส่งผลทางจิตใจได้อีกทั้งภูมิต้านทานโรคจะต่ำลง

การตรวจรักษาด้วย .. ไคโรแพรคติกการตรวจรักษา จะเริ่มต้นด้วยการซักถามประวัติอาการไปจนถึงการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์คนไข้ ส่วนการรักษาโดยปกติจะบำบัดด้วยการใช้มือของผู้เชี่ยวชาญเองหรืออุปกรณ์ในการช่วยปรับข้อกระดูกสันหลังและข้อกระดูกต่างๆ จากตำแหน่งที่ผิดปกติให้กลับสู่สภาวะที่ถูกต้อง รวมถึงการปรับการทำงานของเส้นประสาทให้ดีขึ้นด้วย โดยไม่มีการใช้ยาเข็ม หรือผ่าตัดแต่อย่างใดและมุ่งเน้นไปที่สาเหตุ (cause) ของการเกิดอาการต่างๆ

สำหรับระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
1. อาการรุนแรงเพียงใด
2. อาการที่เป็นเรื้อรังมานานเพียงใด
3. ร่างกายของคนไข้มีความสามารถในการฟื้นฟูและรักษาตัวเองได้มากเพียงใด
4. คนไข้ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัดหรือไม่

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะเร็งจีสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor - GIST)

มะเร็งจีสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor - GIST)

ขอเล่าเรื่องในยุโรปซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ฟังกันสักหน่อยที่โน่นนอกจากปัญหาของเศรษฐกิจของ EU แล้ว ปัญหาเรื่องโรคมะเร็งก็กำลังเป็นปัญหาไม่แพ้กัน โดยประชาชนในยุโรปและสแกนดิเนเวียราวปีละ 270,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่ เช่น มะเร็งปอด ลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ อย่างไรก็ตามมีข้อมูลว่า สถิติมะเร็งของจีนและอินเดียกำลังแซงหน้าทางฝั่งยุโรปไปแล้ว

ส่วนที่บ้านเรามะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ก็ยังคงเป็นปัญหาเช่นเดิม และที่เพิ่มมาก็เป็นมะเร็งชื่อแปลกๆ
ที่ชื่อแปลกๆ คงไม่ใช่ว่ามะเร็งชนิดนี้เพิ่งจะเกิด แต่อาจจะเพราะเราไม่เคยได้ยินเพราะเป็นกันน้อย หรือด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และเทคโนโลยี ทำให้สามารถแยกมะเร็งจากสาเหตุการเกิด รวมทั้งอวัยวะที่เกิดได้ดีมากขึ้น อย่างเร็วๆ นี้เราก็มีชื่อที่ไม่คุ้นหูอย่าง "มะเร็งจีสต์" หลังจากที่เราได้ยินชื่อ "มะเร็งเน็ต" กันมาแล้ว

ทั้งๆ ที่มะเร็งจีสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor - GIST) เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นโรคที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา
มะเร็งจีสต์เป็นมะเร็งที่แตกต่างจากมะเร็งระบบทางเดินอาหารอื่นๆ เนื่องจากมะเร็งจีสต์เกิดจากเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดคือเซลล์ที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้

ดังนั้นจึงสามารถพบมะเร็งจีสต์ได้ตามส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินอาหาร
แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดคือกระเพาะอาหาร รองลงมาได้แก่ในลำไส้เล็ก โดยมะเร็งจีสต์ เป็นมะเร็งที่พบได้น้อย ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยมะเร็งจีสต์ 4,000-5,000 รายต่อปี ในส่วนของประเทศไทยพบผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งจีสต์ ปีละ 300-500 ราย ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งของระบบทางเดินอาหารชนิดอื่น แต่มีอัตราการเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี

สาเหตุที่สำคัญของมะเร็งชนิดนี้ 95% เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนชื่อ KIT ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์ปกติทั่วไป ปกติเซลล์ชนิดนี้จะส่งสัญญาณตลอดเวลา ทำให้เซลล์ต่างๆ เจริญเติบโตและแบ่งตัวแม้ในเวลาที่ไม่ต้องการ การตรวจมักจะพบโดยบังเอิญ เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด รู้สึกเหมือนมีก้อนในช่องท้อง ซึ่ง ผศ.นพ.วิเชียร ศรีมุนิทร์นิมิต ที่ปรึกษาและอดีตนายกมะเร็งวิทยาสมาคม กล่าวว่า ในปัจจุบันสามารถวินิจฉัยและรักษามะเร็งชนิดนี้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนวัตกรรมยารักษาแบบพุ่งเป้าหรือ Targeted Therapy หลังการผ่าตัดก้อนมะเร็งออก ซึ่งช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นโรคอีก

นับเป็นมะเร็งอีกหนึ่งชนิดที่น่าจับตามอง ใครปวดท้อง น้ำหนักลด หรือมีความผิดปกติเหมือนมีก้อนในช่องท้องอย่าปล่อยไว้ ไปหาหมอกันดีกว่าครับ

3 เทคนิค หน้าเรียวใส ไม่ศัลยกรรม

3 เทคนิค หน้าเรียวใส ไม่ศัลยกรรม

ปีนี้ กระแสทำหน้าเล็กยังคงเป็นที่นิยมของสาวไทย เพราะโครงสร้างของผู้หญิงไทยส่วนใหญ่มักมีเนื้อบริเวณใบหน้าโดยเฉพาะแก้ม ทั้งรูปหน้าที่เกิดโดยกรรมพันธุ์ตามธรรมชาติ ทั้งแก้มยุ้ย อวบอูม หน้ากาง หรือด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง จึงเกิดริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อย ยิ่งสมัยนี้ดารานักร้องมีรูปหน้าเล็กแหลมเรียว กรอบหน้าชัดเจนทำให้ถ่ายรูปได้สวย จึงไม่แปลกที่กระแสหน้าเล็กจะกลายเป็นเทรนด์ฮิตในขณะนี้

นพ.ทรงยศ จันทจิตร์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ยศยาคลินิก ให้คำแนะนำเรื่องการทำหน้าเล็กเรียวแบบดาราว่า ปัจจุบันมี 3 ทางเลือกที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

1. หน้าเล็กด้วยโบท็อกซ์วิธีการนี้น่าจะรู้จักกันดี โดยแพทย์จะตรวจดูโครงสร้างของหน้า เพื่อวางแนวทางในการฉีดว่า จะปรับลักษณะกล้ามเนื้อบริเวณใดบ้าง เพื่อให้รูปหน้าเรียวลง และช่วยยกกระชับผิวหนัง โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ทำให้ต้องฉีดบ่อยๆ ซึ่งการปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์ ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่รูปหน้าใหญ่จากระดูกกรามใหญ่ไม่ใช่กล้ามเนื้อ และไม่สามารถลดพวงแก้มที่เกิดจากไขมันบนใบหน้าได้ โบท็อกซ์จึงเหมาะกับคนหน้าใหญ่ที่มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อเคี้ยวที่ใหญ่เท่านั้น

2. ร้อยไหมให้หน้าเรียวเรียกว่ายังคงฮิตกันไม่เลิก วิธีการคือแพทย์จะให้ยาชาบริเวณที่ต้องการร้อยไหม แล้วนำเส้นไหมละลายที่อยู่ตรงปลายเข็มเข้าไปยึดตามเนื้อเยื่อผิว โดยร้อยเข้าไปที่ระหว่างชั้นผิวหนังแท้กับชั้นใต้ผิวหนัง แต่ไม่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ข้อดีของการร้อยไหมคือคนไข้ไม่ต้องพักฟื้นนาน และจะค่อยเห็นผลชัดเจนขึ้นใน 2 เดือน โดยสามารถคงสภาพได้นานประมาณ 1-2 ปี ส่วนตัวไหมเองร่างกายสามารถกำจัดไหมละลายได้หมดไปเองไม่เหลือตกค้าง ทั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการร้อยเรียงเส้นไหมให้ได้สมดุลและให้เกาะยึดกับเนื้อเยื่อให้สวยงามจำเป็นต้องอาศัยความรู้เชิงกายวิภาคและประสบการณ์ความชำนาญเท่านั้น

3. เลเซอร์ลดไขมัน และยกกระชับใบหน้า Small Face Laser ปัจจุบันเลเซอร์ได้เข้ามามีบทบาทด้านความงามมากขึ้นเรื่อยๆ Small Face Laser เป็นเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนรูปหน้าให้เล็กลง โดยศัลยแพทย์จะใช้ไฟเบอร์ที่มีขนาดเล็กมาก (น้อยกว่า 1 มิลลิเมตร) สอดเข้าไปใต้ผิวหนัง แล้วปล่อยพลังงานเลเซอร์เข้าไปสลายไขมันบริเวณที่ต้องการอย่างอ่อนโยน เซลล์ไขมันจะถูกหลอมละลาย โดยไม่รบกวนเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง หลังจากนั้นศัลยแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กดูดไขมันออกมา นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยลดลง ผิวตึงกระชับขึ้นและรูขุมขนเล็กลง ซึ่งยกกระชับผิวได้ดีกว่าเลเซอร์ผิวหนังธรรมดาหรือทรีตเมนต์ด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency, RF) ที่ใช้กันทั่วๆ ไป

เทคนิคหน้าเรียวเล็กอาจใช้วิธีการหลายๆ วิธีการร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างหรือสภาพปัญหาของคนทำ สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคต้องศึกษาและทำความเข้าใจในแต่ละทางเลือกอย่างละเอียดรอบคอบ ว่าเทคนิคใดเหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากที่สุด จะให้ดีควรปรึกษาศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ตั้งใจว่า สวยแบบไม่เสี่ยงดีกว่า

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปวดคอนั้น...สำคัญไฉน...อาจตายได้...แค่ปวดคอ

ปวดคอนั้น...สำคัญไฉน...อาจตายได้...แค่ปวดคอ

ทำไมต้องดูแลโครงสร้างร่างกาย หลายท่านอาจมีคำถามในใจว่าในเมื่อเรายังแข็งแรงอยู่ จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องดุแลตัวเอง ต้องดูแลโครงสร้างร่างกาย หากยังมีความสงสัยอยู่ต้องคลายความสงสัยกันด้วยเหตุผลเหล่านี้

ระบบโครงสร้างร่างกายเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการดำรงชีวิตที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะประกอบด้วยระบบที่สำคัญคือ
ระบบกระดูกกล้ามเนื้อ ทำให้เราทำงานได้ เคลื่อนไหวได้
ระบบการลำเลียงอาหารให้แก่เซลล์ นำของเสียออกจากเซลล์

ร่างกายเราจะแข็งแรงได้นั้นเซลล์ต้องแข็งแรง การทำให้ระบบของโครงสร้างร่างกายสมดุล จึงเป็นวิถีของผู้ที่ต้องการมีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคร้าย ใช้ศักยภาพของร่างกายจนถึงวัยอันควร ไม่ใช่เสื่อมก่อนวัย หรือมีชีวิตอยู่คู่ไปกับโรคต่างๆ

เมื่อไหร่ ควรต้องหันมาดูแลโครงสร้างร่างกาย โดยทั่วไปเมื่อร่างกายเรายังดี เราจะรู้สึกคล่องแคล่ว กระปรี้กระเปร่า คล่องตัว ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เมื่อย สัญญาณเตือนภัยใน 10 ข้อนี้ จะเป็นตัวบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ท่านอาจเป็นผู้หนึ่งที่เสี่ยงต่อการมีโครงสร้างร่างกายที่ขาดสมดุลไปแล้วหรือเปล่า หากมีอาการเพียง 4 ใน 10 ข้อ ท่านควรจะต้องได้รับการตรวจโครงสร้างร่างกายโดยด่วน ก่อนที่ความเสื่อมของโครงสร้างร่างกาย จะเป็นภัยจนสายเกินจะแก้ไข ลองเช็คคะแนนดูนะครับ คะแนนน้อยที่สุดยิ่งดีครับ

1. ปวด / เมื่อย หรือล้า บริเวณกล้ามเนื้อบ่า ต้นคอ เมื่อทำงานต่อเนื่องเพียงไม่กี่ชั่วโมง เช่น ขับรถ ทำคอมพิวเตอร์ เขียนงาน หิ้วของหรือกระเป๋าสะพายบ่า (เบาๆ) นั่งประชุม ฯลฯ
2. อาการปวดมักมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกรำคาญ บางครั้งทนไม่ไหวต้องทานยา หรือบีบนวดแล้วอาการจึงทุเลาลง
3. เมื่อใช้มือจับบริเวณต้นคอหรือบ่ารู้สึกได้ว่ามีอาการร้อนรุมๆ มากกว่าบริเวณอื่นๆ
4. มีเสียงกรอกแกรก เวลามีการเคลื่อนไหวธรรมดา หรือเวลาหันคอ ซึ่งอาจมีร่วมกับอาการปวดเสียวแปล๊บๆ ได้
5. เมื่อปวดมากๆ มักร้าวขึ้นศีรษะ ทำให้ปวดเหมือนไมเกรน หรือปวดรุมๆ ที่กระบอกตา มึนๆ ตึงๆ ที่ศีรษะ มีร้าวลงแขนหรือสะบัก
6. บางครั้งมีอาการชาหรือปวดร้าวตลอดแขน ไปจนถึงฝ่ามือ หรือนิ้วมือ หยิบจับของไม่มั่นคง มักหล่นบ่อยๆ
7. เมื่อทานยาหรือนวดผ่อนคลายแล้ว อาการปวดทุเลาลงได้ไม่ถึง 2-3 วัน อาการก็กลับมาอีก ต้องทานยาหรือติดนวดบ่อยๆ เป็นประจำ
8. รู้สึกหนักหัว และง่วงเพลียตลอดทั้งวัน หาวบ่อยโดยเฉพาะช่วงบ่ายๆ ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ
9. ตื่นเช้ามักมีอาการเหมือนคอตกหมอน หรือคอเคล็ดบ่อยๆ หันคอแล้วปวดตึง
10. อาการที่เป็นอยู่ทำให้รำคาญ หงุดหงิดใจ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ศักยภาพการทำงานลดลง คิดไม่ออก ไม่สดชื่น

หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้ 4 คะแนน ไม่ควรปล่อยเอาไว้ ควรรีบเข้ารับการตรวจโครงสร้างร่างกาย (ที่คะแนนมากกว่า 4 ต้องตรวจด่วนเดี๋ยวนี้) เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เป็นนั้น เป็นเพียงกล้ามเนื้อเมื่อยธรรมดา หรือกล้ามเนื้อเกร็งมากจนดึงรั้งให้แนวกระดูกเสียสมดุล กระทบต่อการไหลเวียนของเส้นประสาทและหลอดเลือด ซึ่งหากรุนแรงถึงขั้นนั้น คงไม่อาจจะหายได้ด้วยการนวดผ่อนคลาย หรือการทานยา แต่จะต้องปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุล ให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทนทานต่อการทำงาน เพื่อให้กระดูกอยู่ในแนวที่สมดุล การทำงานอยู่ในท่าทางทึ่ถูกต้องเหมาะสม ใช้อิริยาบถในวิถีชีวิตได้ถูกเป็นวิธีที่จะสามารถใช้ร่างกายนี้ได้เต็มศักยภาพตราบชราโดยไม่มีโรคร้าย ไม่ต้องเป็นภาระแก่ใคร ช่วยเหลือตนเองได้จนถึงวัยที่สุดของชีวิต

สุขภาพดีหาซื้อไม่ได้ ความรู้เรื่องสุขภาพมากมายก็ไม่ได้ทำให้สุขภาพดี หากไม่นำมาปฏิบัติจริงจนเป็นวิถีชีวิต เริ่มลงมือตั้งแต่วันนี้ วันที่ยังเป็นผู้เลือกได้ว่าจะเดินด้วยตนเอง ดูแลรักษาตนเอง หรือจะมีคนเข็น/หามเราไปรักษา แล้วตัดสินใจในการรักษาแทนเรา การปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย เป็นแนวทางของผู้ที่ปรารถนาจะมีสุขภาพแข็งแรงอย่างแท้จริง วันนี้ท่านควรได้เห็นสิ่งที่ร่างกายท่านเป็น
ท่านควรตรวจโครงสร้างร่างกายประจำปีแล้วหรือยัง