วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะพร้าว ธรรมชาติบำบัด

มะพร้าว ธรรมชาติบำบัด

มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่คนไทยคุ้นเคยมานานแสนนาน ในอดีตบรรพบุรุษของเราเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของพืชชนิดนี้และได้บอกต่อลูกหลาน จนกลายเป็นภูมิปัญญาไทยที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น การนำใบมะพร้าวทั้งอ่อนและแก่รวมถึงก้านใบมาใช้มุงหลังคา ทำเครื่องจักสานและไม้กวาดทางมะพร้าว การนำเปลือกมะพร้าวไปแยกเอาเส้นใยใช้ทำเชือก รวมถึงการนำกะลามาทำเป็นภาชนะ เครื่องประดับ และเครื่องดนตรีอย่างซออู้ที่หลายคนรู้จักกันดี เหล่านี้ยังไม่นับรวมถึงคุณประโยชน์ของมะพร้าวที่นำมาประกอบอาหารและมีสรรพคุณทางยานานัปการ

นอกจากเนื้อและยอดมะพร้าวที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารทั้งคาวหวานแล้ว คนไทยยังเชื่อว่าน้ำมะพร้าวคือสุดยอดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่หาได้ง่ายๆ จากธรรมชาติ เนื่องจากมะพร้าวมีลำต้นสูง การลำเลียงสารอาหารมายังลูกมะพร้าวจึงต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้น ทำให้น้ำมะพร้าวที่ได้มีความบริสุทธิ์และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส  ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที ซึ่งสามารถช่วยในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายได้อีกด้วย มากกว่าประโยชน์ในแง่ของการขับพิษ หลายคนไม่คาดคิดว่าการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ โดยผลจากงานวิจัยพบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง

สำหรับสาวๆ ท่านใดที่อยากมีผิวพรรณสดใส น้ำมะพร้าวก็สามารถช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งและขาวเด้งขึ้นได้จากภายในสู่ภายนอก เพราะอุดมไปด้วยเอสโตรเจนซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ แถมในน้ำมะพร้าวยังมีสารที่สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโต มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นกว่าปกติและไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย

ถึงแม้ว่าน้ำมะพร้าวจะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย เนื่องจากไม่มีการปรุงแต่งและไม่มีสารตกค้างเหมือนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่จำหน่ายตามท้องตลาด แต่กระนั้นก็ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่กำลังมีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมะพร้าว เพราะจะทำให้ประจำเดือนหยุด เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศหญิงที่ทำให้ผนังเยื่อบุมดลูกหยุดการลอกตัว

วิธีที่ดีที่สุดในการดื่มน้ำมะพร้าว ควรเปิดฝาลูกมะพร้าวแล้วรับประทานให้หมดทันทีในครั้งเดียว เพื่อคุณประโยชน์และสารอาหารที่ร่างกายพึงได้รับอย่างเต็มที่ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นควรเลือกบริโภคมะพร้าวจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตำรับยาวิเศษ...สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ตำรับยาวิเศษ...สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ความเป็นแม่นั้นยิ่งใหญ่นัก ระยะเวลา 10 เดือนของการอุ้มท้องที่ต้องเผชิญกับอาการต่างๆ หรือความกังวลที่มีบุตรในครรภ์ ทำให้ชาวจีนคิดค้นตำรับยาบำรุงครรภ์หลากหลายตำรับ หนึ่งในตำรับที่คุณแม่หลายท่านอาจเคยรับประทานกัน นั่นก็คือตำรับยา "จับซาไท่เป้า" ซึ่งเป็นตำรับยาบำรุงครรภ์ที่นิยมกันมากในหมู่ชาวจีน มีชื่อเดิมที่แปลว่า "ตำรับยาวิเศษบำรุงครรภ์" ตำรับยานี้วิเศษอย่างไร เรามาดูกัน

"จับซาไท่เป้า" เป็นตำรับยาที่บันทึกโดยปรมาจารย์ฟู่ชิงจู่ แพทย์จีนผู้เชี่ยวชาญทางสูตินรีเวชในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งมีประวัติมานานกว่า 200 ปี ในตำรับยานี้ประกอบด้วยตัวยาสมุนไพร 13 ตัว มีสรรพคุณช่วยบำรุงครรภ์ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "จับซาไท่เป้า" แปลว่า สิบสามองครักษ์ผู้พิทักษ์ครรภ์

ตัวยาที่ประกอบในตำรับมี โกศเชียงหรือตังกุย จิงเจี้ยชุ่ยคั่วดำ โกศหัวบัวหรือชวนชวง โกศจุฬาลำพาหรืออ้ายเย่ จื่อเชี่ยว หวางฉี ทู่ซือจื่อ โฮ่วพ่อ เชียงหัว ชวนเป้ยหมู่ไป๋เสา ชะเอมเทศ และขิงสด
สรรพคุณในการรักษาตำรับยานี้มีฤทธิ์ในการบำรุงไม่มาก แต่สามารถช่วยรักษาอาการเด็กในครรภ์ดิ้นผิดปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งเป็นอาการแรกเริ่มของการแท้งบุตร ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยเอว ปวดท้องของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และยังช่วยให้เด็กในครรภ์อยู่ในท่าปกติตามอายุครรภ์ ช่วยเร่งคลอดในกรณีที่คลอดยาก นอกจากนี้ยังสามารถใช้รักษาอาการแพ้ท้องของคุณแม่ที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนเป็นน้ำ หงุดหงิด ตาลาย วิงเวียนศีระษะ เหม็นกลิ่นอาหาร ท้องอืด อาหารไม่ย่อย

การรับประทานนำยาต้มกับน้ำ แล้วดื่มเมื่อยาอุ่น ในตำราเดิมบันทึกไว้ว่า เมื่อตั้งครรภ์เดือนที่ 7 ให้รับประทาน 1 ห่อ เดือนที่ 8 ให้ รับประทาน 2 ห่อ เดือนที่ 9 และ 10 รับประทาน 3 ห่อ ช่วงใกล้คลอดรับประทานอีก 1 ห่อ
จากการศึกษาทางการแพทย์แผนจีน สาเหตุหลักของการแท้งบุตรมีอยู่ 2 สาเหตุด้วยกัน
1. คือชี่และเลือดพร่อง ทำให้ไม่มีแรงเหนี่ยวยึดครรภ์
2. คือขณะตั้งครรภ์พักผ่อนมากเกินไป ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ดี เกิดการติดขัดที่เส้นลมปราณของเด็กในครรภ์ เป็นเหตุทำให้เลือดลมไปหล่อเลี้ยงที่ครรภ์ไม่เพียงพอจนเกิดการแท้งบุตร การใช้ตำรับยานี้ จะช่วยบำรุงชี่และเลือด ปรับให้ชี่ไหลเวียนได้ดี ทำให้เด็กในครรภ์แข็งแรงเป็นปกติ การกำเนิดเด็กก็เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดภาวะคลอดยาก สำหรับการที่เด็กในครรภ์ไม่กลับหัว หรืออยู่ในท่าที่ผิดปกติ เป็นเพราะชี่และเลือดของร่างกายคุณแม่พร่อง เด็กไม่มีแรงพอที่จะเคลื่อนตัว การใช้ตำรับนา "จับซาไท่เป้า" จะช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนของเลือดลมในเส้นลมปราณไหลเวียนได้คล่อง ส่งเสริมให้เด็กเคลื่อนไหวมากขึ้น จึงทำให้เด็กสามารถเคลื่อนตัวอยู่ในตำแหน่งที่ปกติ ตำรับยา "จับซาไท่เป้า" เป็นตำรับยาที่ช่วยดูแลปกป้องทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ไปพร้อมๆ กัน เมื่อคุณแม่แข็งแรง เด็กในครรภ์ย่อมแข็งแรงไปด้วย

**************************************************************************
แพทย์จีนโสรัจ นิโรธสมาบัติ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
**************************************************************************

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ป้องกัน-รักษา มะเร็ง ด้วยธรรมชาติบำบัด

ป้องกัน-รักษา มะเร็ง ด้วยธรรมชาติบำบัด

พลังแห่งธรรมชาตินั้นมีมากมายอย่างที่คนเราคาดไม่ถึง เมื่อมนุษย์ทำลายธรรมชาติ ผลร้ายต่างๆ ก็ย่อมตกมาที่เราเอง เพราะจริงๆ แล้วชีวิตของเราย่อมเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างแยกจากกันไม่ได้ เช่นเดียวกับ "มะเร็ง" นอกจากปัจจัยทางด้านพันธุกรรมที่เราได้เพาะพันธุ์โรคนี้จากสายเลือดแล้ว ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่เป็นตัวเพาะเชื้อให้เราได้เช่นกัน เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเข้าถึงธรรมชาติก็สามารถป้องกันและรักษาโรคร้ายนี้ได้เช่นกัน

เราคงได้ยินได้ฟังการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัดมามากมายหลายทฤษฎีแล้ว สำหรับมะเร็งในวันนี้ ขอนำเสนอวิธีการป้องกันรักษามะเร็งอย่างง่ายๆ เพื่อให้เห็นถึงพลังของธรรมชาติที่สามารถบำบัดรักษาโรคนี้ได้เช่นกัน

อย่างที่เรารู้กันว่า สาเหตุของการเกิดมะเร็งนั้น ก็มาจากวิธีการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติเนื่องจากมีสิ่งสกปรกหรือสารแปลกปลอมที่ร่างกายรับเข้าไป ตามทฤษฎีแพทย์ทางเลือกเชื่อว่า เซลล์มะเร็งนั้นเกิดขึ้นทุกนาทีหากกลไกของร่างกายสามารถจัดการกับเซลล์นั้นได้ร่างกายเราก็จะเป็นปกติ แต่ถ้าเราปล่อยให้เรื้อรังหรือมีสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายกำจัดไปไม่ได้ ก็จะทำให้เนื้อร้ายนั้นกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

สำหรับแนวทางตามหลักของธรรมชาติบำบัดก็คือ ใช้ธรรมชาติเป็นหลักในการจัดการกับตัวร้ายอย่างมะเร็ง เป็นต้นว่า ทานผัก ผลไม้ (ถ้าเป็นออร์แกนิกหรือที่เราปลูกเองได้จะดีที่สุดเพราะไม่มีสารพิษ) เน้นทานผัก 5 สี เพื่อช่วยเพิ่มเอนไซม์ฟื้นฟูภูมิต้านทานให้แข็งแรง

จากผลงานการวิจัยที่มีมากมายในขณะนี้ ทำให้เราพบว่า พืชผัก-สมุนไพร จำนวนมากมีฤทธิ ์ต้าน "มะเร็ง" ได้เป็นอย่างดี เช่น
ฟักเขียว และสารสกัดจากเมล็ดฟักเขียวที่มีสารเทอร์พีน สามารถต้านและป้องกันมะเร็งได้
เห็ดหลินจือ มีเบต้า-ดีกลูแคน ช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อย่างดี

นอกจากการหันไปทานผักผลไม้เป็นหลักแล้ว ยังควรงดโปรตีนจากสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู หันมาทานปลา เพื่อให้เซลล์มะเร็งนั้นฝ่อและตายไปเอง งดไขมัน เพราะมันจะเข้าไปช่วยห่อหุ้มเซลล์มะเร็ง ทำให้เม็ดเลือดขาวทำลายเซลล์มะเร็งยากขึ้น
นอกจากนี้ ยังควรงดอาหารที่มีความเค็ม โดยเฉพาะที่มีส่วนประกอบของเกลือ เพราะอาหารเหล่านี้จะไปทำให้เซลล์มะเร็งแข็งแรงขึ้น

เมื่อฟื้นฟูดูแลร่างกายจากการทานแล้ว ขั้นต่อไปสำหรับการป้องกันรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติก็คือ อยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์
อากาศบริสุทธิ์จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดขาวมีความแข็งแรงสามารถต่อกรกับสิ่งแปลกปลอมในร่างกายได้มากขึ้น ถึงขนาดสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับการนอนหลับและการออกกำลังกาย ซึ่งมีความจำเป็นในการต้านโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน ขณะที่การได้รับสารพิษจากฝุ่นละออง และหมอกควันที่เป็นมลพิษอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ง่ายที่สุด เช่น ฝุ่นละออง มีอันตรายมากเนื่องจากส่วนที่ละเอียดที่สุดของมัน สามารถแทรกเข้าไปในปอดและไหลเวียนเข้าไปในกระแสเลือดได้ ส่วนหมอกควัน เช่น โอโซน (เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้สำรวจในรอบ 10 ปี พบว่าประเทศไทยมีก๊าซโอโซนเข้มข้นเกินมาตรฐาน) ไนโตรเจนออกไซด์ ออกไซด์ของกำมะถันและสารอื่นๆ จากรถยนต์ โรงงานเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน และโรงงานอื่นๆ ก็เป็นสารก่อมะเร็งชั้นดีเช่นกัน

สุดท้ายที่เราควรรับจากธรรมชาติคือ การปรับอารมณ์ให้เบิกบานอยู่เสมอ เชื่อไหมว่าถ้าเราเครียดจะทำให้ภูมิต้านทานของเราต่ำลง โดยเฉพาะคนที่เป็นมะเร็ง (หรือโรคร้ายอื่นๆ) สังเกตว่าถ้าใครมีอารมณ์ที่แจ่มใสจะทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นและมีโอกาสหายขาดจากโรคร้ายง่ายกว่าเช่นกัน ลองเปลี่ยนสิ่งรอบข้าง ทำใจให้เป็นกลาง มองโลกในแง่ดี หาโอกาสอยู่ในที่ที่สงบ หรือทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายคนที่ได้ก็คือตัวเรานั่นเอง

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของธรรมชาติบำบัดที่นำมาเล่าอย่างสังเขป ซึ่งท่านสามารถนำไปใช้ ป้องกัน - รักษา "มะเร็ง" และดูแลร่างกายได้

5 สูตรพิชิตมะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด1. ลด ละ เลิก การนำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เลือกทานอาหารออร์แกนิก หรือพืชผักที่ปลูกเอง บางคนเลือกทานอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นพลังธรรมชาติอย่าง "แม็คโครไบโอติกส์" คืออาหารที่ผ่านการปรุงน้อยที่สุด ไม่ขัดขาว ไม่มีเนื้อสัตว์ (บางท่านเลือกทานปลา)
2. อารมณ์ดีอย่าโกรธ อยู่ด้วยความรัก เพราะเมื่อโกรธจะส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทันที
3. เพิ่มออกซิเจนใครๆ ก็รู้ว่า มะเร็งไม่ชอบออกซิเจน เพราะออกซิเจนจะทำให้เราเกิดการเผาผลาญอย่างสมบูรณ์ ทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง เมื่อเม็ดเลือดขาวแข็งแรงก็มีโอกาสต่อกรกับโรคต่างๆ ได้
4. ดีท็อกซ์มีหลากหลายวิธี ตั้งแต่ออกกำลังกายให้เหงื่อขับออก การอบซาวน่า การสวนล้างลำไส้ (ตามหลักของแพทย์บางท่าน)
5. ทานผักผลไม้ - วิตามินที่ช่วยต่อต้านมะเร็ง หรือ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายดีขึ้น

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เลือกอาหารอย่างไรไม่เสี่ยงมะเร็ง

เลือกอาหารอย่างไรไม่เสี่ยงมะเร็ง

เมื่อพูดถึง "มะเร็ง" หลายคนอาจรู้สึกเหมือนเป็นโรคที่ไกลตัว แต่ความจริงแล้วมะเร็งเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก เนื่องจากในชีวิตประจำวันทุกคนล้วนมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารก่อมะเร็งทั้งจากการกิน การหายใจ รวมถึงการสัมผัส ผลจากการสำรวจสถานการณ์โรคมะเร็งในรอบปี 53 พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากถึง 56,058 ราย หรือ 8,834 รายต่อประชากร 1 แสนคน คิดเป็น 4,671 ราย/เดือน หรือ 156 ราย/วัน เพิ่มขึ้นประมาณ 10.7% ทำให้มะเร็งกลายเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยพบว่ามะเร็งที่คร่าชีวิตของคนจำนวนมากนั้น ก็คือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ทวารหนักและปากมดลูก ฯลฯ

นอกจากนี้บรรดานักวิชาการทั้งหลายยังออกมายืนยันว่า "พฤติกรรมการกิน" ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศ ทั้งยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งไว้อีกด้วย เริ่มตั้งแต่การจำกัดการกินไขมันและน้ำมัน (Totalfat and oils) ลดการกินอาหารมันโดยเฉพาะที่มาจากสัตว์และควรกินไขมันและน้ำมันที่ให้พลังงานไม่เกินร้อยละ 15-20 ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน จำกัดการกินเกลือและอาหารเค็ม (salt and salting) ในผู้ใหญ่ควรกินวันละไม่เกิน 6 กรัม (1 ช้อนชา) ส่วนในเด็กไม่ควรเกิน 3 กรัมต่อ 1,000 กิโลแคลอรี่ต่อวันและควรเป็นเกลือผสมไอโอดีนเพื่อป้องกันการขาดไอโอดีน นอกจากนี้ทางที่ดีผู้บริโภคควรหันมาใช้สมุนไพรหรือเครื่องเทศแทนเกลือแกงในการปรุงอาหาร

การเก็บรักษาอาหาร (Storage) ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการสะสมสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อรา ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เก็บในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน หากเป็นอาหารสดหรืออาหารที่เสียได้ควรเก็บในตู้เย็นหรือแช่แข็งในตู้แช่เพื่อลดอัตราการเกิดเชื้อรา

ทั้งยังควรกินอาหารที่ผ่านการควบคุมสารผสมและสารตกค้าง (Additives and Residues) ตามกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการจำกัดขีดความปลอดภัยของสารผสมอาหารสารเคมีฆ่าแมลง สิ่งตกค้างและสารเคมีอื่นที่อาจเจือปนอยู่ในอาหารเพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อตัวผู้บริโภค

ในอีกทางหนึ่งผู้บริโภคยังควรเสริมสร้างภูมิต้านทานด้วยการกิน "ผักผลไม้" ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากผลไม้เกือบทุกชนิดล้วนอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ antioxidants ที่ช่วยต้านโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ ในบรรดาผลไม้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดจะพบว่า "สตรอเบอร์รี่" มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงที่สุด รองลงมาก็คือ ส้ม องุ่นแดง และพลัม ในส่วนของผักที่มีสรรพคุณในการต้านมะเร็งนั้นก็มีมากมายหลายชนิดไม่แพ้ผลไม้ ยกตัวอย่างเช่น "บล็อคโคลี่" ที่อุดมไปด้วยสารซัลฟอราเฟน ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสมุนไพรพื้นบ้านอย่าง "ตะไคร้" ที่มีรายงานว่าสามารถยับยั้งอาการเริ่มแรกก่อนนำไปสู่มะเร็งลำไส้อีกด้วย

ถึงแม้ว่า "มะเร็ง" จะเป็นอสูรกายร้ายที่อยู่ใกล้ตัว แต่เราก็สามารถเอาชนะมันได้ง่ายๆ ด้วยการควบคุมพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังต้องใส่ใจในเรื่องแหล่งที่มาของอาหารเหล่านั้น โดยคำนึงถึงระบบการผลิตและการจัดจำหน่ายที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย .

เบาหวานกับการดูแลสุขภาพเท้า (2)

เบาหวานกับการดูแลสุขภาพเท้า (2)

สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลเท้าก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดแผล การละเลยต่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อาจจะทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนของทั้งระบบประสาทและหลอดเลือด

ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีปลายประสาทรับความรู้สึกเสื่อมลงจะมีระดับของการสูญเสียความรู้สึกแตกต่างกันมาก บางคนอาจจะเหยียบตะปู เดินเตะถูกของแข็งโดยไม่รู้สึกเจ็บ จนถึงบางคนรองเท้าหลุดไปแล้วก็ยังไม่รู้ เป็นต้น 

การตีบตันของหลอดเลือดนั้นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการส่งผลให้แผลหายเร็วหรือช้า ทั้งนี้ เนื่องจากหลอดเลือดเป็นเส้นทางซึ่งสารอาหารและยาถูกขนส่งไปยังบริเวณที่เป็นแผล รวมทั้งเป็นเส้นทางกำจัดของเสียจากแผลด้วย

อาการที่บ่งบอกว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับหลอดเลือด คือ อาการปวดขาเวลาเดินเมื่อหยุดพักสักครู่ก็จะหายเป็นแผลแล้วหายช้า ผิวหนังบริเวณเท้าและขาแห้งและปราศจากขน เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยที่มีปัญหาแทรกซ้อนของโรคเบาหวานควรปฏิบัติดังนี้

1. ล้างเท้าทุกวันด้วยสบู่อ่อน และอย่าแช่เท้าในน้ำนานกว่า 5 นาที
2. เช็ดเท้าเบาๆ ให้แห้งด้วยผ้าที่นุ่ม โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าอย่าให้อับชื้น
3. ตัดเล็บด้วยความระมัดระวัง โดยตัดขวางเป็นเส้นตรงใช้ตะไบถูให้เรียบพอดีกับเนื้อ อย่าตัดให้สั้นเกินไป
4. รักษาความชุ่มชื้นของเท้าให้เหมาะสม ถ้าผิวหนังบริเวณเท้ามีลักษณะแห้งควรทาครีม ถ้าผิวหนังดังกล่าวมีลักษณะชื้นง่ายก็ควรใช้แป้งฝุ่นโรย อย่าให้ครีมหรือแป้งจับตัวกันเป็นก้อนเพราะจะทำให้เกิดการหมักหมม เป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคได้ง่าย
5. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวันและเลือกสวมถุงเท้าที่ซึมซับเหงื่อได้ดี ถุงเท้าที่ทำจากผ้าฝ้ายเหมาะสมกว่าถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์เนื่องจากมีการถ่ายเทอากาศที่ดีกว่าและทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอ
6. เลือกรองเท้าที่มีขนาดกระชับเหมาะสมให้ความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ รองเท้าควรทำด้วยหนังและไม่ควรเลือกขนาดที่คับเกินไปเพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก ถ้าเท้าชาควรสวมรองเท้าหุ้มส้น การสวมรองเท้าใหม่ควรค่อยๆ ใส่ให้ชิน โดยลองสวมใส่วันละ 1-2 ชั่วโมงก่อน
7. ปกป้องเท้าของท่านอยู่เสมอ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกบ้าน
8. สำรวจดูเท้าทุกวันว่ามีบาดแผล ตุ่มพองรอยแดงเขียวช้ำ และรอยแตกหรือไม่ ถ้าก้มลงมองไม่สะดวกควรใช้กระจกส่องดู
9. ก่อนสวมรองเท้าทุกครั้งควรตรวจสอบภายในก่อนว่ามีวัตถุหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ อยู่หรือไม่ เช่น กรวด ทราย ฯลฯ
10. ออกกำลังกายบริเวณขาและเท้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 15 นาที เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดตามขาและเท้าดีขึ้น
11. ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีบาดแผล เช่น เล็บขบ เชื้อราในซอกเท้า มีอาการปวดหรือบวมบริเวณกล้ามเนื้อน่องหรือเท้า

ไคโรแพรคติก

ไคโรแพรคติก

คือ แพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกสันหลัง ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยการจัดปรับข้อกระดูกที่คลาดเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมแล้วไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท (subluxation) ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ด้วยมือของผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีการใช้ยาเพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

Fact on Chiropracticศาสตร์วิชาการแพทย์ไคโรแพรคติก เริ่มต้นเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมือง Davenport รัฐ Iowa ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1985 (พ.ศ.2438) ผู้ริเริ่มคนแรก คือ Dr.D.D Palmer ท่านได้พัฒนาศิลปะปรัชญาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติก

คำว่า Chiropractic เป็นภาษากรีกซึ่งมีรากศัพท์มาจาก "Cheir" และ "Praktikas" มาผสมกันซึ่งความหมายก็คือ การบำบัดโดยการใช้มือของผู้เชี่ยวชาญ Subluxation

Subluxation คือ ความผิดปกติของข้อกระดูกสันหลังที่คลาดเคลื่อนผิดตำแหน่งทำให้ข้อต่อกระดูกเสียหาย เกิดแรงบีบกดดันหมอนรอบกระดูกและกระเทือนส่วนประสาททำให้ร่างกายเสียดุลในการปรับปรุงซ่อมแซมตัวเอง

เมื่อกระดูกสันหลังคลาดเคลื่อนผิดตำแหน่งจะทำให้โครงสร้างร่างกายไม่สมดุล ส่งผลให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้ออักเสบ บวม ตึง อีกทั้งยังรบกวนการทำงานของกระแสประสาทให้ทำงานผิดปกติส่งผลให้กล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแอลง แล้วจะมีอาการปวด ตึง ตามมา หากเป็นเรื้อรังมากๆ จะส่งผลทางจิตใจได้อีกทั้งภูมิต้านทานโรคจะต่ำลง

การตรวจรักษาด้วย .. ไคโรแพรคติกการตรวจรักษา จะเริ่มต้นด้วยการซักถามประวัติอาการไปจนถึงการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์คนไข้ ส่วนการรักษาโดยปกติจะบำบัดด้วยการใช้มือของผู้เชี่ยวชาญเองหรืออุปกรณ์ในการช่วยปรับข้อกระดูกสันหลังและข้อกระดูกต่างๆ จากตำแหน่งที่ผิดปกติให้กลับสู่สภาวะที่ถูกต้อง รวมถึงการปรับการทำงานของเส้นประสาทให้ดีขึ้นด้วย โดยไม่มีการใช้ยาเข็ม หรือผ่าตัดแต่อย่างใดและมุ่งเน้นไปที่สาเหตุ (cause) ของการเกิดอาการต่างๆ

สำหรับระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
1. อาการรุนแรงเพียงใด
2. อาการที่เป็นเรื้อรังมานานเพียงใด
3. ร่างกายของคนไข้มีความสามารถในการฟื้นฟูและรักษาตัวเองได้มากเพียงใด
4. คนไข้ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัดหรือไม่

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะเร็งจีสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor - GIST)

มะเร็งจีสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor - GIST)

ขอเล่าเรื่องในยุโรปซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ฟังกันสักหน่อยที่โน่นนอกจากปัญหาของเศรษฐกิจของ EU แล้ว ปัญหาเรื่องโรคมะเร็งก็กำลังเป็นปัญหาไม่แพ้กัน โดยประชาชนในยุโรปและสแกนดิเนเวียราวปีละ 270,000 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่ เช่น มะเร็งปอด ลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ อย่างไรก็ตามมีข้อมูลว่า สถิติมะเร็งของจีนและอินเดียกำลังแซงหน้าทางฝั่งยุโรปไปแล้ว

ส่วนที่บ้านเรามะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ก็ยังคงเป็นปัญหาเช่นเดิม และที่เพิ่มมาก็เป็นมะเร็งชื่อแปลกๆ
ที่ชื่อแปลกๆ คงไม่ใช่ว่ามะเร็งชนิดนี้เพิ่งจะเกิด แต่อาจจะเพราะเราไม่เคยได้ยินเพราะเป็นกันน้อย หรือด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และเทคโนโลยี ทำให้สามารถแยกมะเร็งจากสาเหตุการเกิด รวมทั้งอวัยวะที่เกิดได้ดีมากขึ้น อย่างเร็วๆ นี้เราก็มีชื่อที่ไม่คุ้นหูอย่าง "มะเร็งจีสต์" หลังจากที่เราได้ยินชื่อ "มะเร็งเน็ต" กันมาแล้ว

ทั้งๆ ที่มะเร็งจีสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor - GIST) เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นโรคที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา
มะเร็งจีสต์เป็นมะเร็งที่แตกต่างจากมะเร็งระบบทางเดินอาหารอื่นๆ เนื่องจากมะเร็งจีสต์เกิดจากเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดคือเซลล์ที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้

ดังนั้นจึงสามารถพบมะเร็งจีสต์ได้ตามส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินอาหาร
แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดคือกระเพาะอาหาร รองลงมาได้แก่ในลำไส้เล็ก โดยมะเร็งจีสต์ เป็นมะเร็งที่พบได้น้อย ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยมะเร็งจีสต์ 4,000-5,000 รายต่อปี ในส่วนของประเทศไทยพบผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งจีสต์ ปีละ 300-500 ราย ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งของระบบทางเดินอาหารชนิดอื่น แต่มีอัตราการเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี

สาเหตุที่สำคัญของมะเร็งชนิดนี้ 95% เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนชื่อ KIT ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์ปกติทั่วไป ปกติเซลล์ชนิดนี้จะส่งสัญญาณตลอดเวลา ทำให้เซลล์ต่างๆ เจริญเติบโตและแบ่งตัวแม้ในเวลาที่ไม่ต้องการ การตรวจมักจะพบโดยบังเอิญ เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด รู้สึกเหมือนมีก้อนในช่องท้อง ซึ่ง ผศ.นพ.วิเชียร ศรีมุนิทร์นิมิต ที่ปรึกษาและอดีตนายกมะเร็งวิทยาสมาคม กล่าวว่า ในปัจจุบันสามารถวินิจฉัยและรักษามะเร็งชนิดนี้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนวัตกรรมยารักษาแบบพุ่งเป้าหรือ Targeted Therapy หลังการผ่าตัดก้อนมะเร็งออก ซึ่งช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นโรคอีก

นับเป็นมะเร็งอีกหนึ่งชนิดที่น่าจับตามอง ใครปวดท้อง น้ำหนักลด หรือมีความผิดปกติเหมือนมีก้อนในช่องท้องอย่าปล่อยไว้ ไปหาหมอกันดีกว่าครับ