วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เลเซอร์โรคทางตา (ภาค 2)

เลเซอร์โรคทางตา (ภาค 2)

เลเซอร์ที่ใช้ในโรคทางตา ไม่เพียงแต่ช่วยในการวินิจฉัยโรคยากๆ แล้ว ยังช่วยในการรักษาโรคทางตาจำนวนมากด้วย โดยในตอนที่แล้วได้พูดถึงการวินิจฉัยโรคทางตาด้วยเลเซอร์ ตอนนี้จะมาคุยต่อว่าโรคทางตาใช้เลเซอร์รักษาอะไรบ้างครับ

นอกเหนือจากคุณสมบัติการสะท้อนแสงของเลเซอร์แล้ว แสงเลเซอร์ยังให้พลังงานความร้อนแก่เนื้อเยื่อที่ดูดซับพลังงานจนเกิดการเผาไหม้เนื้อเยื่อนั้น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติการระเบิดจนเนื้อเยื่อฉีกขาด ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจึงมีการนำมาใช้รักษาโรคทางตาจำนวนมากครับ

เลเซอร์สลายพังผืดหลังเลนส์แก้วตาเทียม
ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดต้อกระจกจะมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง ที่จะเกิดพังผืดหลังเลนส์แก้วตาเทียม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีตามัวลง ผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อได้รับการยิงเลเซอร์ ลำแสงของเลเซอร์จะไปตัดพังผืดออกโดยไม่มีบาดแผลผ่าตัดใดๆ เลย ใช้ระยะเวลาสั้น ปลอดภัยกับผู้ป่วยด้วย

เลเซอร์รักษาภาวะเบาหวานจอตา
เป็นเลเซอร์ที่ใช้ในการยิงจอประสาทตา เพื่อลดจำนวนเซลล์ประสาทตาลงช่วยป้องกันไม่ให้เบาหวานจอตาเข้าสู่ระยะสุดท้าย หรือสูญเสียสายตาไป การยิงเลเซอร์ดังกล่าวต้องยิงประมาณ 2000 นัดต่อตา 1 ข้าง แพทย์จะนัดผู้ป่วยมายิงเป็นระยะจนครบจำนวนที่ต้องการ การยิงเลเซอร์ดังกล่าว ผู้ป่วยอาจมีการสูญเสียช่วงกว้างของการมองเห็น รวมถึงการมองเห็นในที่มืดก็จะแย่ลง

เลเซอร์เจาะรูม่านตาเพื่อแก้ไขภาวะมุมตาแคบ
เป็นการยิงเลเซอร์เพื่อให้เกิดรูที่ม่านตา รูดังกล่าวจะช่วยเปิดมุมตาและป้องกันต้อหินชนิดมุมปิดได้ครับ

เลเซอร์มุมตา
เป็นการยิงเลเซอร์บริเวณมุมตา ใช้ในผู้ป่วยต้อหิน เพื่อช่วยลดความดันตา

เลเซอร์ปิดรูฉีกขาดที่จอตา
เลเซอร์นี้มี 2 ชนิดครับ ชนิดแรกเป็นเลเซอร์ที่ใช้ในห้องผ่าตัด ใช้คู่กับการผ่าตัดจอประสาทตา อีกชนิดเป็นเลเซอร์ที่ใช้ยิงในห้องตรวจ ซึ่งไม่ต้องมีแผลผ่าตัด หลักการของเลเซอร์ชนิดนี้จะทำให้เกิดแผลเป็นที่จอประสาทตา ช่วยยึดตำแหน่งที่ฉีกขาดไม่ให้หลุดลอกมากขึ้นอีก นอกจากนี้เลเซอร์ชนิดนี้ยังนำมายิงแก้ไขภาวะจอตาบวมด้วย

เลเซอร์เย็น หรือที่เรียกว่า PDT (Photodynamic therapy)
เป็นเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษาภาวะจอตาเสื่อมชนิดเปียก (wet AMD) หลักการของเลเซอร์นี้น่าสนใจครับ เพราะเลเซอร์ชนิดนี้จะออกฤทธิ์ได้ต้องมีการฉีดสารกระตุ้นเข้าไปในเส้นเลือดก่อน สารตัวนี้จะวิ่งไปที่ตาและไปจับกับผนังหลอดเลือดที่ผิดปกติ เมื่อฉายเลเซอร์ชนิดนี้ไป สารตัวดังกล่าวจะถูกกระตุ้นด้วยเลเซอร์และปล่อยสารที่เป็นพิษเพื่อทำลายเส้นเลือดบริเวณดังกล่าวได้ หลักการทำงานนี้ช่วยให้เกิดการออกฤทธิ์ตรงเป้าหมายมากที่สุดและกระทบเซลล์ข้างเคียงน้อยที่สุดด้วยครับ

เลเซอร์แก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง
เป็นการใช้เลเซอร์ในการตัด ฝานกระจกตาเพื่อให้เกิดการรวมแสงที่กระจกตาเปลี่ยนไปตามที่คำนวณไว้ เพื่อแก้ไขสายตาสั้น เอียง ยาว การแก้ไขดังกล่าวยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ไม่สามารถแก้ไขสายตาเอียงมากๆ ได้ ในรายที่สายตาสั้นมากต้องวัดความหนาของกระจกตาว่าสามารถตัดฝานเนื้อได้เพียงพอหรือไม่ ในรายที่สายตายาวก็มีข้อจำกัดของค่ากำลังสายตาที่จะแก้ไขด้วย ดังนั้นใครที่สนใจจะแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์จำเป็นต้องได้รับการตรวจละเอียด และต้องคุยกับจักษุแพทย์ว่าจะสามารถทำการรักษาด้วยวิธีนี้ได้หรือไม่ครับ

เลเซอร์ในการร่วมการผ่าตัดต้อกระจก
เป็นเทคโนโลยีใหม่ครับเพิ่งออกตัวปี 2011 นี้เองครับ เลเซอร์นี้ไม่ใช่ตัวรักษาหรือผ่าตัดต้อกระจกโดยตรงครับ แต่เป็นการร่วมรักษาในการผ่าตัดต้อกระจก หลักการคือใช้เลเซอร์ในการเปิดแผลผ่าตัด ตัดถุงหุ้มเลนส์ตา กรีดกระจกตาแก้ไขสายตาเอียง รวมถึงอาจแบ่งเนื้อต้อกระจกเป็นส่วนๆ ครับ หลังจากนั้นต้องใช้เครื่อง Ultrasound เข้าไปทำการสลายต้อกระจกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะเห็นว่าการผ่าตัดดังกล่าว เลเซอร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการผ่าตัดเพื่อทดแทนการใช้มีดในการลงแผลผ่าตัดเท่านั้น แต่ส่วนที่สำคัญคือการสลายต้อกระจกนั้นยังคงใช้ Ultrasound ในการสลายต้อกระจกอยู่ดี ส่วนผลการผ่าตัดนั้นเนื่องจากการผ่าตัดหลักยังคงเป็น Ultrasound ในการสลายต้อกระจกเหมือนกัน จึงทำให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกับวิธีปัจจุบัน โดยเฉพาะจักษุแพทย์ที่มีประสบการณ์ การใช้เลเซอร์นี้อาจไม่ช่วยให้การผ่าตัดแตกต่างขึ้นเลย ในทางการแพทย์เชื่อว่าจะมีการพัฒนาการใช้เลเซอร์ให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ในอนาคต

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการใช้เลเซอร์ในการรักษาตาจำนวนมาก เลเซอร์ไม่เพียงแต่ช่วยในการวินิจฉัย แต่ยังคงใช้ในการป้องกัน และรักษาโรคทางตาด้วย แต่ไม่ว่าเลเซอร์จะมีประโยชน์เพียงใด ก็ควรเลือกใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจากเลเซอร์ด้วยเช่นกัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ศูนย์จักษุและต้อกระจก รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

เลเซอร์โรคทางตา (ภาค 1)

เลเซอร์โรคทางตา (ภาค 1)

เลเซอร์เป็นที่รู้จักกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม การผลิตชิ้นส่วน ภาควิทยาศาสตร์ รวมถึงทางการแพทย์ที่มีการนำเลเซอร์มาใช้ในการรักษาโรคมากมายครับ และที่คนทั่วไปรู้จักมักเป็นเลเซอร์ทางผิวหนังและความงาม จนหลายคนไม่เคยรู้ว่าทางตาก็มีการใช้เลเซอร์ในการรักษาผู้ป่วยด้วยเช่นกัน
ด้วยคุณสมบัติของเลเซอร์ที่สามารถทะลุผ่านวัตถุที่ใสไม่ว่าจะเป็นกระจกตา เลนส์ตา วุ้นตา รวมถึงคุณสมบัติการสะท้อนหักเหที่มีความแม่นยำและถูกต้องสูง จึงทำให้มีการใช้เลเซอร์ในการวินิจฉัยโรคต่างๆ อีกทั้งคุณสมบัติในการเผาไหม้ จึงมีการนำเลเซอร์มาใช้ในการรักษาโรคทางตาจำนวนมากด้วย

ปัจจุบันมีการใช้เลเซอร์ทางตาอยู่ 2 ประเภทครับ ประเภทแรกเป็นการใช้เลเซอร์สำหรับวินิจฉัยโรคทางตา และอีกประเภทเป็นการใช้เลเซอร์ในการรักษาครับ

เลเซอร์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค มักเป็นเลเซอร์ชนิดอ่อนใช้คุณสมบัติความแม่นยำในการสะท้อน การหักเห มาทำการวัดหรือวิเคราะห์ และวินิจฉัยโรคทางตา เครื่องมือดังกล่าวได้แก่
เครื่องวัดและคำนวณเลนส์แก้วตาเทียมด้วยระบบแสงเลเซอร์ เดิมทีเครื่องวัดเลนส์ทั่วไปจะใช้หลักการของคลื่นเสียงยิงเข้าไปในลูกตาและวัดการสะท้อนของคลื่นเสียงมาคำนวณระยะทาง ซึ่งเสียงที่ผ่านตัวกลางแต่ละชั้นในตามีความเร็วของเสียงที่แตกต่างกัน ทำให้การคำนวณความยาวลูกตาเปลี่ยนแปลงไป แต่เครื่องนี้จะใช้หลักการยิงแสงเลเซอร์เข้าสู่ลูกตาไปกระทบกับจอประสาทตาและสะท้อนกลับมา นำมาคำนวณเป็นความยาวของกระบอกตา นำมาคำนวณหาค่ากำลังของเลนส์แก้วตาเทียมเพื่อใช้ในการเลือกเลนส์แก้วตาเทียมให้กับผู้ป่วยที่ผ่าตัดต้อกระจกได้ถูกต้อง ด้วยคุณสมบัติที่แม่นยำของเลเซอร์ช่วยให้การวัดถูกต้องและไม่ต้องสัมผัสดวงตาเหมือนเครื่องทั่วไปครับ เครื่องหรูขนาดนี้ราคาก็หรูด้วยครับ
เครื่องสแกนจอประสาทตาด้วยเลเซอร์ เป็นเครื่องมือที่หรูหราแต่ช่วยจักษุแพทย์ในการวิเคราะห์และติดตามโรคทางจอประสาทตาได้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น หลักการเครื่องนี้จะยิงแสงเลเซอร์เข้าไปกระทบที่จอประสาทตา จอประสาทตาแต่ละชั้นจะสะท้อนแสงนี้แตกต่างกัน เครื่องนี้จะบันทึกแสงเลเซอร์ที่สะท้อนแต่ละชั้นนำมาสร้างเป็นภาพจอประสาทตา และคำนวณหาความหนาของชั้นประสาทตาแต่ละชั้นในระดับที่เล็กมากที่เรียกว่าไมครอนกันเลยทีเดียว ด้วยความละเอียดของเครื่องนี้จึงช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคจอประสาทตาได้เร็วกว่าการตรวจทั่วไป ปัจจุบันมีการใช้เครื่องนี้ในการตรวจภาวะจอตาบวม เบาหวานจอตาและจอตาเสื่อม รวมถึงการติดตามและวางแผนการรักษาโรคทางจอประสาทตาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากโรคทางจอประสาทตาแล้ว เจ้าเครื่องตัวนี้ยังสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของชั้นประสาทตา nerve fiber layer และ ganglion cell layer เพื่อช่วยในการวินิจฉัยต้อหินได้อีกด้วยครับ
เครื่องตัวสุดท้ายคือ เครื่องฉีดสีและถ่ายภาพจอตาด้วยแสงเลเซอร์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อน เพื่อหาจุดรอยรั่วหรืออุดตันของเส้นเลือดในชั้นจอประสาทตา ช่วยในการวินิจฉัยและวางแผนรักษาโรคจอตาเสื่อม จอประสาทตาบวม เบาหวานจอประสาทตา หลักการทำงานของเครื่องนี้เริ่มจากการฉีดสารที่มีสีเรืองแสงเมื่อโดนแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ สีตัวนี้จะถูกฉีดเข้าเส้นเลือดบริเวณแขน หลังจากนั้นก็จะฉายเลเซอร์เข้าลูกตาเพื่อกระตุ้นให้สารนี้เรืองแสงขึ้น แล้วจึงถ่ายภาพจอประสาทตาเป็นระยะ เราจะเห็นภาพที่มีสารเรืองแสงวิ่งเข้าเส้นเลือดบริเวณจอตา พอถึงจุดที่รั่วก็จะเห็นสารเรืองแสงรั่วออกมาให้เห็นในภาพถ่ายได้ ภาพที่ได้จากเลเซอร์นั้นจะมีความคมชัดสูงช่วยให้แพทย์ดูตำแหน่งรั่วได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แสงเลเซอร์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคมีประโยชน์มากโดยเฉพาะโรคทางตาที่ซับซ้อน ในตอนหน้าจะมาเล่าถึงการใช้เลเซอร์ในการรักษา ซึ่งล่าสุดมีการนำมาช่วยในการผ่าตัดต้อกระจกด้วยครับ เป็นอย่างไร ได้เรื่องไหม คงต้องติดตามตอนหน้าครับ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ศูนย์จักษุและต้อกระจก รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เวาะดือแรแฮ

เวาะดือแรแฮ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Knema furfuracea (Hook.f. & Thomson) Warb.
ชื่อวงศ์ MYRISTICACEAE

เทือกเขาบูโดที่เป็นที่รู้จักกันดีในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเงือกจำนวน 6 ชนิด ที่มีการสำรวจและวิจัยโดยมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นข้อมูลที่น่าดีใจเพราะนกเงือกนั้นเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจจากชาวบ้านเล่าว่า ผลไม้บางชนิดที่นกเงือกกินเป็นอาหารนั้น เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้ในวิถีชุมชนมุสลิมรอบป่าเทือกเขาบูโดมานาน นั่นคือ ยาแก้คันจาก เวาะดือแรแฮ

"เวาะดือแรแฮ"
คือ ผลของเลือดควายใบใหญ่ เป็นพืชในตระกูล MYRISTICACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Knema furfuracea (Hook.f. & Thomson) Warb. แต่ในความรู้ของชาวบ้านเป็นที่รู้กันดีว่า "เวาะดือแรแฮ" คือ อาหารเฉพาะของนกเงือกและเป็นผลไม้ที่นกทั่วไปไม่กิน เนื่องจากผลมีขนาดใหญ่ ชาวบ้านยังบอกอีกว่าเป็นผลไม้ที่มีรสเบื่อเมา หรือเป็นพิษสำหรับนกทั่วไปนั่นเอง แต่นกเงือกกินได้เพราะมีกระบวนการดูดซึมอาหารที่แตกต่างจากนกชนิดอื่น

ภูมิปัญญาชาวบ้านเรียนรู้โดยนำผลของ "เวาะดือแรแฮ" เคี่ยวในน้ำมันเป็นยาแก้คันตามผิวหนัง ซึ่งจากการไปเก็บข้อมูลกับหมอตำแยเมาะมีเนาะ หมู่บ้านสูกา ตำบลโละจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ก็บอกตรงกันว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านของคนโบราณที่นำมาใช้แก้คัน กลากเกลื้อน เช่นเดียวกับข้อมูลของ "แมะ" หรือนางมือลอ มะแซ หมู่บ้านกำปงบือแน ตำบลเก๊ะรอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ก็ใช้ลักษณะเดียวกัน ส่วนหมอยายูนุ๊ มูซอ หมอยาพื้นบ้านที่จำหน่ายยาพืชสมุนไพรในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี บอกว่าเป็นตำรับยาที่ขายดีที่สุดเรื่องแก้คันตามผิวหนัง ส่วนวิธีการทำยาแก้คันจากเวาะดือแรแฮ จากภูมิปัญญาของผืนป่าบูโด คงต้องติดตามกันต่อไป
----------------------------------------------------------------------
สาปีนะห์ แมสาโมง

กุ้งแหลง ยาดีสำหรับสตรีคลอดบุตร


กุ้งแหลง ยาดีสำหรับสตรีคลอดบุตร

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ricinus communis L.
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE

"กุ้งแหลง"

ชื่อนี้เมื่อได้ยินครั้งแรกทำให้นึกถึงต้นไม้ที่มีสีแดงเหมือนกุ้ง
ยิ่งเมื่อได้ฟังสรรพคุณแล้วทำให้อยากรู้จักมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากกุ้งแหลงมีสรรพคุณทำให้ กระดูกติดกันเร็วขึ้น
โดยใช้เมล็ดข้างในตำให้ละเอียด ใส่ไข่ขาว ตักใส่กระเพาะไก่นำไปตุ๋น รับประทานติดต่อกัน 7 วัน จะทำให้กระดูกติดได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังเป็นสมุนไพรสำหรับสตรีคลอดบุตร คือเมื่อเจ็บท้องคลอดจะนำเมล็ดกุ้งแหลงมาบดแล้วแปะที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง เพื่อให้สามารถคลอดลูกได้ง่าย และหลังคลอดบุตรแล้วให้นำมาแปะที่กระหม่อมจะทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น

ต้องขอบอกก่อนว่าต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ห้ามทำเองเพราะอาจเกิดอันตรายได้

นอกจากนี้ชาวไทใหญ่ยังใช้รักษาแผลจากสะเก็ดระเบิด หรือแผลที่ถูกกระจกทิ่มฝังอยู่ ให้นำเมล็ดละหุ่งตำพอกแผลทิ้งไว้ประมาณ 10 ชั่วโมง เศษกระจกจะออกมาจนสามารถคีบออกได้ซึ่งเมื่อได้เห็นต้นจริงแล้วก็ทำให้รู้ว่าเป็นต้นละหุ่งแดงนี่เอง ทางภาคกลางจะใช้ใบ ต้มรับประทาน แก้ช้ำรั่ว ปัสสาวะไหลหยดย้อย ขับน้ำนม แก้เลือดลมพิการ แก้ปวดท้อง ระบายอุจจาระ น้ำมันจากเมล็ดที่ผ่านการบีบเย็นจะใช้เป็นยาระบาย สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ แต่น้ำมันที่ผ่านการบีบร้อน จะไม่นิยมนำมารับประทาน เพราะจะมีสารพิษ ricin ออกมาอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

สมุนไพรทุกชนิดเมื่อใช้ถูกวิธี และขนาดที่เหมาะสมก็ย่อมให้คุณอนันต์ แต่หากใช้ในทางที่ผิดก็ย่อมให้โทษมหันต์

------------------------------------------------------------------------
วรดี วารีผล แพทย์แผนไทยประยุกต์

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เรื่องที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เรื่องที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้

ในยุคปลายศตวรรษที่ 20 เช่นนี้ ใครไม่รู้จักยาเม็ดคุมกำเนิดที่ผู้หญิงใช้กินประจำทุกวัน วันละ 1 เม็ดเพื่อใช้ป้องกันการท้อง คงนับได้ว่าเชย

แต่มียาคุมกำเนิดอีกแบบหนึ่งที่คนยังรู้จักกันไม่มาก ยาประเภทหลังนี้ไม่ต้องกินทุกวัน แต่ใช้กินเฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น ร้านขายยาบ้านเรามักเรียกยาคุมนี้ว่า "ยาคุมกำเนิดชั่วคราว" หรือ "ยากินหลังร่วมเพศ" (post-coital pill) วิธีเรียกอย่างนี้ทำให้ผู้ซื้อใช้ส่วนใหญ่คิดว่า ยาคุมกำเนิดนี้จะใช้เมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ ซึ่งมีคนขี้สงสัยเดาว่า อาจมาจากแผนการตลาดของผู้ที่ขายยาและผู้ที่ผลิตยา เพราะมีส่วนช่วยขยายความต้องการทางตลาดได้มากขึ้น

คำเรียกขานที่ถูกต้องกว่าของยาคุมกำเนิดชนิดนี้ก็คือ "ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (emergency contraceptive pill) ซึ่งหมายความตามชื่อตรงไปตรงมาว่าให้ใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินจริงๆ เช่น
ใช้ถุงยางแล้วแต่ไม่แน่ใจว่ารั่วหรือแตก
กินยาคุมกำเนิดแบบประจำแต่ลืมกินไปวันหรือ 2 วัน
ใส่ห่วงแล้วหลุด
เผลอมีอะไรกันในช่วงไม่ปลอดภัย
จนถึงการถูกข่มขืน เป็นต้น

เจ้ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้ จึงมิได้ผลิตเพื่อให้ใช้พร่ำเพรื่อ ถ้าใครใช้ยานี้แทนยาคุมกำเนิดชนิดกินประจำเพราะไม่อยากกินยาทุกวัน ให้รู้ตัวไว้เถิดว่า กำลังกินยาอย่างผิดๆ

ในตลาดยาบ้านเรา มียาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่ว่านี้ขายอยู่ 2 ยี่ห้อคือ โพสตินอร์ (Postinor) และ มาดอนนา (Madonna) ซึ่งขายเป็นแผลโดยมียาบรรจุไว้ 2 เม็ด ทั้ง 2 ยี่ห้อให้ข้อมูลในใบกำกับยาภาษาไทยไว้เหมือนกันคือ
- ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หลังร่วมเพศในกรณีไม่ได้ใช้การป้องกันวิธีอื่นมาก่อน
- ให้กิน 1 เม็ดทันที หรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังร่วมเพศ
- หากใช้ยาหลัง 1 ชั่วโมงอาจไม่เกิดผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ และแม้ใช้ถูกต้องก็อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้
- ไม่ควรกินยานี้มากกว่า 4 เม็ด/เดือน
ข้อมูลในใบกำกับยานี้ขัดแย้งกับข้อค้นพบทางวิชาการที่มาจากผลการวิจัยมากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก (เช่น Emergency Contraception : A Review of Available Methods โดย Batya Elul ปี 1998 และ Emergency Contraceptive Services : A Review of the Literature โดย Charlotte Ellertson และคณะ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1999) ที่พบว่า
ยานี้ต้องกินชุดแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังการร่วมเพศที่ไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ และหลังจากที่กินครั้งแรก 12 ชั่วโมงแล้ว ต้องกินชุดที่ 2 ตาม หมายความว่าต้องกินยานี้ 2 ครั้ง จึงจะได้ผลและประสิทธิภาพของการกินยาตามนี้จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้เพียงร้อยละ 75-85 เท่านั้น

จากการวิจัยเช่นกันพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้กินยาจะมีอาการคลื่นไส้ และ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 20 ของผู้ที่กินยาแล้วจะอาเจียน

ข้อมูลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ใช้ควรทราบก็คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้ ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น กามโรค หรือการติดเชื้อโรคเอดส์ได้ ไม่เหมือนการใช้ถุงยางอนามัยเพราะถุงยางอนามัยสามารถใช้ป้องกันทั้งการติดโรค และการตั้งครรภ์ได้ดีกว่า

ที่สำคัญที่สุดคือ ยานี้ไม่ใช่ยาทำแท้ง ใครที่จะซื้อใช้เพื่อเหตุผลนี้ให้เลิกคิดไปได้เลย เพราะประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดนี้คือ การไปขัดขวางการตกไข่ หรือทำให้การตกไข่ช้าไปกว่าเดิมและอาจมีผลทำให้เนื้อเยื่อของผนังมดลูกที่กำลังก่อตัวหนาขึ้นเพื่อเตรียมรับการฝังตัวของไข่นั้นอ่อนแอลง รวมถึงอาจมีผลอื่นๆ ที่ขัดขวางการผสมระหว่างไข่กับอสุจิโดยตรง

พูดง่ายๆ ว่า ตัวยาจะทำงานเมื่อตัวอ่อนยังไม่เกิด ถ้าตัวอ่อนเกิดแล้ว มันจะไม่ขัดขวางการพัฒนาของตัวอ่อนเลย

แต่ในเรื่องผลข้างเคียงระยะยาวในกรณีการใช้บ่อยหรือต่อเนื่องนาน ยังไม่มีการศึกษาไว้สักแห่งในโลก เพราะพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในประเทศอื่นๆ เขาจะใช้ในกรณีฉุกเฉินจริงๆ ผู้หญิงหลายคนที่ใช้กล่าวว่า เคยกินแค่ครั้งหรือ 2 ครั้งเท่านั้นในชีวิต

แต่มีข้อสันนิษฐานจากแพทย์บางท่านว่า การใช้ยานี้บ่อยๆ อาจทำให้ต้องขูดมดลูกโดยไม่จำเป็นหรืออาจก่อให้เกิดมะเร็งในมดลูกได้

ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการวิจัยจริงจังถึงพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่ยาขนานนี้ได้ถูกนำมาขายแพร่หลายมากกว่า 15 ปีแล้ว แต่ผลการวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของคนไทยพบว่า มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป เช่น อายุการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกทั้งของผู้ชายและผู้หญิงลดลง การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนมากกว่า 1 คนเป็นเรื่องธรรมดาในกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิงจำนวนมาก นอกจากนี้อัตราส่วนของชายหญิงที่ใช้ชีวิตคู่กันอย่างไม่เป็นทางการ (หรือไม่แต่งงาน) มีเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัว
ในขณะที่วิธีการคุมกำเนิดที่มีการส่งเสริมโดยหน่วยงานรัฐจะมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้น ข้อมูลเรื่องวิธีคุมกำเนิดแบบต่างๆ ไม่แพร่กระจายในกลุ่มวัยรุ่น และรวมถึงหญิงชายที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่แต่งงาน การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่เผยแพร่แบบปากต่อปาก และผ่านร้านขายยา  จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เพราะไม่ต้องกินประจำ และก็หาซื้อได้ง่ายอย่างเสรีตามร้านขายยาทั่วไป

จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มลูกค้าหลักที่ซื้อยานี้ใช้ในบ้านเราคือ กลุ่มวัยรุ่น ชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กันประจำ โดยยังไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน สามีภรรยาที่แยกกันอยู่ และผู้หญิงบริการ ในกลุ่มวัยรุ่นนั้น คนซื้อจะเป็นวัยรุ่นชายมากกว่าวัยรุ่นหญิง งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า วัยรุ่นชายซื้อยานี้ในลักษณะ "เตรียมพร้อม" เมื่อคาดว่าจะมีอะไรกับเพื่อนหญิง วัยรุ่นชายที่ว่านี้เป็นทั้งกำลังเรียนหนังสือและทำงาน และตลาดการซื้อขายยานี้คึกคักทั้งในเมืองและในชนบท

กลุ่มแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาหารือในเรื่องการคุมกำเนิด หรือเรื่องเพศในบ้านเรา มักให้คำปรึกษาในเรื่องวิธีการกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้แตกต่างกัน บางคนกล่าวว่าต้องกิน 2 เม็ดภายใน 6 ชั่วโมง อีกรายบอกว่าต้องกินภายใน 24 ชั่วโมง บ้างว่าอย่ากินเกิน 2 ครั้ง/เดือน บ้างก็ว่าไม่น่าจะเกิน 5-6 เม็ด/เดือน
ข้อที่น่ากังวลของพฤติกรรมการกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินของผู้หญิงไทยก็คือ การที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งไม่ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบธรรมดา แต่หันมาใช้วิธีฉุกเฉินจนกลายเป็นการใช้ประจำ หรือใช้ทุกครั้งหลังการร่วมเพศ เหตุที่ต้องกังวลก็เพราะเราไม่อาจคาดเดาถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้หญิงกลุ่มนี้ในอนาคตได้

สิ่งที่ผู้หญิงในฐานะผู้บริโภค (ในที่นี้คือผู้กินยาเข้าไปจริงๆ ไม่ใช่ผู้ซื้อยา) ต้องรู้และระลึกก็คือ ถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์แต่ยังไม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ "การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมิใช่ทางเลือกที่ดี" เพราะยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ได้ต่ำกว่าวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ มาก ไม่ว่าจะเป็นการกินยาเม็ดคุมกำเนิดแบบธรรมดา การใช้ถุงยางอนามัย การใส่ห่วง การใช้ยาฉีด และการใช้ยาฝัง เป็นต้น

การให้ข้อมูลอย่างรอบด้านในเรื่องยาคุมกำเนิดฉุกเฉินต่อผู้หญิง และต่อประชาชนทั่วไป จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมยุคนี้

ถ้าเช่นนั้น ใครล่ะ ควรเป็นผู้ให้ข้อมูลนี้

สำหรับผู้เขียนแล้ว ผู้ให้ข้อมูลเรื่องนี้ต่อสาธารณะอย่างน้อยน่าจะหมายรวมถึง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นักวิชาการ ผู้ผลิตยา คนขายยา องค์การที่ทำงานเกี่ยวกับสุขภาพผู้หญิง และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคทั้งของรัฐและเอกชน

สำหรับใครที่มีข้อกังวลว่า ถ้าเผยแพร่ข้อมูลไปอย่างกว้างขวางแล้วจะทำให้วัยรุ่นใจแตกมากขึ้น หรือจะเกิดพฤติกรรมทางเพศมั่วเซ็กส์มากขึ้น ก็ขอให้ลองคิดถึงเรื่องถุงลมนิรภัย หรือการใส่หมวกกันน็อก ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุรถชนบนถนนเพิ่มขึ้น แต่กลับช่วยลดความเสียหายที่อาจร้ายแรงจากอุบัติเหตุ ฉันใดยาคุมกำเนิดฉุกเฉินก็ไม่ได้ส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ฉันนั้น

ทั้ง 2 มาตรการเป็นเพียงทางออกสำรอง ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และ/หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ขึ้นเท่านั้น ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจึงเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหา เป็นทางเลือกหรือทางออกให้กับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน

ในสถานการณ์ดั่งว่านี้ต่างหาก ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะเป็นวิธีที่คุ้มค่าอย่างยิ่งในการใช้ เพราะจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ที่ผู้หญิงไม่ต้องการ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่อาจต้องสูญเสียไปกับปัญหาการทำแท้งและความเสี่ยงที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการทำแท้งนานับประการ ที่อาจนำไปสู่การสูญเสียไม่เพียงแต่ความบอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตด้วย
---------------------------------------------------------------------------------------
กฤตยา อาชวนิจกุล กศ.ม. , M.A., Ph.D., รองศาสตราจารย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะพร้าว ธรรมชาติบำบัด

มะพร้าว ธรรมชาติบำบัด

มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่คนไทยคุ้นเคยมานานแสนนาน ในอดีตบรรพบุรุษของเราเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของพืชชนิดนี้และได้บอกต่อลูกหลาน จนกลายเป็นภูมิปัญญาไทยที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น การนำใบมะพร้าวทั้งอ่อนและแก่รวมถึงก้านใบมาใช้มุงหลังคา ทำเครื่องจักสานและไม้กวาดทางมะพร้าว การนำเปลือกมะพร้าวไปแยกเอาเส้นใยใช้ทำเชือก รวมถึงการนำกะลามาทำเป็นภาชนะ เครื่องประดับ และเครื่องดนตรีอย่างซออู้ที่หลายคนรู้จักกันดี เหล่านี้ยังไม่นับรวมถึงคุณประโยชน์ของมะพร้าวที่นำมาประกอบอาหารและมีสรรพคุณทางยานานัปการ

นอกจากเนื้อและยอดมะพร้าวที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารทั้งคาวหวานแล้ว คนไทยยังเชื่อว่าน้ำมะพร้าวคือสุดยอดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่หาได้ง่ายๆ จากธรรมชาติ เนื่องจากมะพร้าวมีลำต้นสูง การลำเลียงสารอาหารมายังลูกมะพร้าวจึงต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้น ทำให้น้ำมะพร้าวที่ได้มีความบริสุทธิ์และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส  ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที ซึ่งสามารถช่วยในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายได้อีกด้วย มากกว่าประโยชน์ในแง่ของการขับพิษ หลายคนไม่คาดคิดว่าการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ โดยผลจากงานวิจัยพบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง

สำหรับสาวๆ ท่านใดที่อยากมีผิวพรรณสดใส น้ำมะพร้าวก็สามารถช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งและขาวเด้งขึ้นได้จากภายในสู่ภายนอก เพราะอุดมไปด้วยเอสโตรเจนซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ แถมในน้ำมะพร้าวยังมีสารที่สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโต มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นกว่าปกติและไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย

ถึงแม้ว่าน้ำมะพร้าวจะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย เนื่องจากไม่มีการปรุงแต่งและไม่มีสารตกค้างเหมือนน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่จำหน่ายตามท้องตลาด แต่กระนั้นก็ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่กำลังมีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมะพร้าว เพราะจะทำให้ประจำเดือนหยุด เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศหญิงที่ทำให้ผนังเยื่อบุมดลูกหยุดการลอกตัว

วิธีที่ดีที่สุดในการดื่มน้ำมะพร้าว ควรเปิดฝาลูกมะพร้าวแล้วรับประทานให้หมดทันทีในครั้งเดียว เพื่อคุณประโยชน์และสารอาหารที่ร่างกายพึงได้รับอย่างเต็มที่ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นควรเลือกบริโภคมะพร้าวจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตำรับยาวิเศษ...สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ตำรับยาวิเศษ...สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ความเป็นแม่นั้นยิ่งใหญ่นัก ระยะเวลา 10 เดือนของการอุ้มท้องที่ต้องเผชิญกับอาการต่างๆ หรือความกังวลที่มีบุตรในครรภ์ ทำให้ชาวจีนคิดค้นตำรับยาบำรุงครรภ์หลากหลายตำรับ หนึ่งในตำรับที่คุณแม่หลายท่านอาจเคยรับประทานกัน นั่นก็คือตำรับยา "จับซาไท่เป้า" ซึ่งเป็นตำรับยาบำรุงครรภ์ที่นิยมกันมากในหมู่ชาวจีน มีชื่อเดิมที่แปลว่า "ตำรับยาวิเศษบำรุงครรภ์" ตำรับยานี้วิเศษอย่างไร เรามาดูกัน

"จับซาไท่เป้า" เป็นตำรับยาที่บันทึกโดยปรมาจารย์ฟู่ชิงจู่ แพทย์จีนผู้เชี่ยวชาญทางสูตินรีเวชในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งมีประวัติมานานกว่า 200 ปี ในตำรับยานี้ประกอบด้วยตัวยาสมุนไพร 13 ตัว มีสรรพคุณช่วยบำรุงครรภ์ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "จับซาไท่เป้า" แปลว่า สิบสามองครักษ์ผู้พิทักษ์ครรภ์

ตัวยาที่ประกอบในตำรับมี โกศเชียงหรือตังกุย จิงเจี้ยชุ่ยคั่วดำ โกศหัวบัวหรือชวนชวง โกศจุฬาลำพาหรืออ้ายเย่ จื่อเชี่ยว หวางฉี ทู่ซือจื่อ โฮ่วพ่อ เชียงหัว ชวนเป้ยหมู่ไป๋เสา ชะเอมเทศ และขิงสด
สรรพคุณในการรักษาตำรับยานี้มีฤทธิ์ในการบำรุงไม่มาก แต่สามารถช่วยรักษาอาการเด็กในครรภ์ดิ้นผิดปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งเป็นอาการแรกเริ่มของการแท้งบุตร ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยเอว ปวดท้องของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และยังช่วยให้เด็กในครรภ์อยู่ในท่าปกติตามอายุครรภ์ ช่วยเร่งคลอดในกรณีที่คลอดยาก นอกจากนี้ยังสามารถใช้รักษาอาการแพ้ท้องของคุณแม่ที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนเป็นน้ำ หงุดหงิด ตาลาย วิงเวียนศีระษะ เหม็นกลิ่นอาหาร ท้องอืด อาหารไม่ย่อย

การรับประทานนำยาต้มกับน้ำ แล้วดื่มเมื่อยาอุ่น ในตำราเดิมบันทึกไว้ว่า เมื่อตั้งครรภ์เดือนที่ 7 ให้รับประทาน 1 ห่อ เดือนที่ 8 ให้ รับประทาน 2 ห่อ เดือนที่ 9 และ 10 รับประทาน 3 ห่อ ช่วงใกล้คลอดรับประทานอีก 1 ห่อ
จากการศึกษาทางการแพทย์แผนจีน สาเหตุหลักของการแท้งบุตรมีอยู่ 2 สาเหตุด้วยกัน
1. คือชี่และเลือดพร่อง ทำให้ไม่มีแรงเหนี่ยวยึดครรภ์
2. คือขณะตั้งครรภ์พักผ่อนมากเกินไป ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ดี เกิดการติดขัดที่เส้นลมปราณของเด็กในครรภ์ เป็นเหตุทำให้เลือดลมไปหล่อเลี้ยงที่ครรภ์ไม่เพียงพอจนเกิดการแท้งบุตร การใช้ตำรับยานี้ จะช่วยบำรุงชี่และเลือด ปรับให้ชี่ไหลเวียนได้ดี ทำให้เด็กในครรภ์แข็งแรงเป็นปกติ การกำเนิดเด็กก็เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดภาวะคลอดยาก สำหรับการที่เด็กในครรภ์ไม่กลับหัว หรืออยู่ในท่าที่ผิดปกติ เป็นเพราะชี่และเลือดของร่างกายคุณแม่พร่อง เด็กไม่มีแรงพอที่จะเคลื่อนตัว การใช้ตำรับนา "จับซาไท่เป้า" จะช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนของเลือดลมในเส้นลมปราณไหลเวียนได้คล่อง ส่งเสริมให้เด็กเคลื่อนไหวมากขึ้น จึงทำให้เด็กสามารถเคลื่อนตัวอยู่ในตำแหน่งที่ปกติ ตำรับยา "จับซาไท่เป้า" เป็นตำรับยาที่ช่วยดูแลปกป้องทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ไปพร้อมๆ กัน เมื่อคุณแม่แข็งแรง เด็กในครรภ์ย่อมแข็งแรงไปด้วย

**************************************************************************
แพทย์จีนโสรัจ นิโรธสมาบัติ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
**************************************************************************