5 วิธีสวย (แต่) เสี่ยงมะเร็ง
เมื่อเดือนที่ผ่านมามีการรณรงค์ให้ผู้หญิงหันมาตระหนักหรือให้ความสำคัญกับ "มะเร็งเต้านม" เนื่องจากเป็นเดือนแห่งการ "รณรงค์เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านมโลก" ซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็คงรู้กันดีว่ามะเร็งเต้านมนั้นพบมากเป็นอันดับ 1 ของผู้หญิงไทยในวันนี้ ส่วนผู้หญิงทั่วโลกพบว่าในทุกๆ ปี จะมีอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมราว 1.5 ล้านคน
และไม่เฉพาะมะเร็งเต้านมเท่านั้นที่ถือเป็นมฤตยูร้าย แต่ในบรรดาโรคต่างๆ คนไทยกลัวการเป็นมะเร็งมากที่สุด เพราะจากผลวิจัยเรื่องสังเคราะห์งานวิจัยสู่ข้อเสนอโมเดลลดปัจจัยเสี่ยงจากวิถีอาหารปลอดภัย โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพๆ เมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า โรคร้ายแรงที่คนไทยกลัว อันดับ 1 ร้อยละ 71.9 คือ โรคมะเร็ง
แนวทางสำคัญที่จะสู้กับโรคนี้ได้ จึงอยู่ที่การเลือกตั้งแต่เลือกกิน เลือกอยู่ เลือกพักผ่อน - ออกกำลังกาย รวมทั้งต้องเลือกตรวจคัดกรองมะเร็ง เมื่ออายุเข้าเลข 4 โดยเฉพาะคนที่มีญาติพี่น้องที่ป่วยเป็นโรคนี้
เมื่อพูดถึงมะเร็ง นอกจากจะต้องระมัดระวังภัยจากสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องความสวยความงาม ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้เช่นกัน เราไปดู 5 วิธีสวย (แต่) เสี่ยงมะเร็ง ซึ่งคุณอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยเสี่ยงต่อวิธีการเหล่านี้แล้วก็ได้
1. กลูต้าไธโอน
เห็นใครๆ ก็อยากขาวใสไร้ที่ติ คนผิวเข้มจำนวนไม่น้อยจึงเลือกทางลัดด้วยการฉีดกลูต้าไธโอนเพื่อเร่งผลัดผิวให้กระจ่างใส ไวเหมือนโกหก แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากความขาวจะไม่คงทนถาวรแล้ว ยังเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังอีกด้วย เพราะอย่าลืมว่า คุณไม่ได้ขาวแบบธรรมชาติภูมิต้านทานผิวจึงไม่มี เมื่อสารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เม็ดสีผิวลดลง ดูขาวขึ้นเมื่อเจอกับแสงแดดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองแพ้แสงแดด และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้ โดยเฉพาะคนที่ฉีดสารในปริมาณมากและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อมะเร็งตับและการทำงานของไต ซึ่งรวมไปถึงกลูต้าไธโอนชนิดที่รับประทานติดต่อกันไปนานๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของตับ รวมทั้งโรคต้อได้เช่นกัน
2. เปลี่ยนสีผมบ่อยๆ
มีการวิจัยอย่างต่อเนื่องถึงฤทธิ์ของสีย้อมผม ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่เรียกตัวเองว่าอินเทรนด์สุดๆ จะสีไหนแบบไหนขอให้ได้เปลี่ยน (สี) หากเปลี่ยนมากกว่า 9 ครั้ง/ปี มีสิทธิ์เสี่ยงต่อโรคลูคีเมีย หรือมะเร็งในเม็ดเลือด โรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง รวมทั้ง โรคเนื้องอกในสมอง ได้ง่ายกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 60 ผลวิจัยยังบอกอีกว่า ผู้หญิงที่ใช้น้ำยาปกปิดสีผมขาวชนิดสีดำจะมีโอกาสที่มะเร็งจะพัฒนาไปเป็นเนื้องอกในสมอง และมะเร็งในเม็ดเลือดชนิดที่ไม่ลุกลามได้ง่ายขึ้นกว่าถึงร้อยละ 50 คนที่เปลี่ยนสีผมหลากสีสันไปมาอยู่เรื่อยๆ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าถึงร้อยละ 70
3. ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว
นอกจากกลูต้าไธโอนที่เน้นฉีดเข้าร่างกายแล้ว สารพัดครีมเพื่อผิว - หน้า ขาว ก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่ทำให้เราเสี่ยงมะเร็วผิวหนังได้ ตัวอย่างที่ได้ยินกันอย่างครึกโครมก็คือ การใช้ "ครีมกัดผิว" เปลี่ยนสีผิวให้ขาวใสทันใจสไตล์เกาหลี ซึ่งหากใช้บ่อยจะอันตราย เพราะทำให้ผิวบาง ผิวแพ้สารเคมีง่ายขึ้น เพราะมีฤทธิ์กัดกร่อนระคายเคืองสูง อาจทำให้เกิดระคายเคือง แสบ คัน เป็นผื่น และเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หากใช้ต่อไปเรื่อยๆ ผิวจะไม่ทนต่อแสงแดด ทำให้อนาคตเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง รวมทั้งเนื้องอกจากสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ผสมอยู่ในครีม
4. ยาสิว
ยาที่คุณทานเพื่อรักษาสิวส่วนใหญ่ คือ ยากลุ่มกรดวิตามินเอ เป็นยาที่ห้ามหญิงตั้งครรภ์ทาน ยาตัวนี้ต้องทานต่อเนื่องกันนานเพื่อให้ได้ขนาดยาที่เหมาะสมต่อการรักษา
อย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้ทำให้ริมฝีปากแห้ง ตาแห้ง ผิวแห้ง บางคนอาจมีเลือดกำเดาไหล หรือคนไข้บางรายอาจทำให้ตับอักเสบได้ และอาจทำให้มีไขมันในเลือดสูง จากการศึกษาพบว่า ยากลุ่มนี้หลายตัวมีผลเสียต่อตับ จึงต้องควรระมัดระวังไม่ใช้ยาเหล่านี้โดยไม่จำเป็น ต้องให้แพทย์สั่ง หรือต้องคอยตรวจการเปลี่ยนแปลงทางห้องปฏิบัติการของตับอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นอาจเข้าทำนอง "สิวหายแต่ตับไตพัง"
5. ฟิลเลอร์ปลอม
กรณีของการฉีดฟิลเลอร์ขนาดของแท้แกะกล่องยังมีความเสี่ยง ยิ่งถ้าเป็นฟิลเลอร์ของปลอมราคาถูกที่ประกาศขายทางเว็บไซต์ นอกจากจะเสี่ยงต่อร่างกาย (หากไม่เป็นอะไร) แล้ว ในระยะยาว คุณอาจเสี่ยงมะเร็งได้ไม่ยาก เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าฟิลเลอร์ปลอมที่ฉีดเข้าไปจะไปทำปฏิกิริยาอย่างไรกับอวัยวะของเรา ตัวอย่างที่มีให้เห็นกรณีพริตตี้สาวที่สังเวยชีวิตด้วยการฉีดคอลลาเจนปลอมด้วยสารโพลีอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่สลายตัว ให้ผลคล้ายซิลิโคน ถ้าหากไม่เป็นอะไรในระยะยาวก็เสี่ยงมะเร็งอยู่ดี
... ระเบียงความรู้ อ่านเพื่อเพิ่มพูน ... ... สัพเพเหระ สารพันเรื่องราว ในห้วงหนึ่งของชีวิตแต่ละช่วงวัย
วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556
มะขาม ความเปรี้ยวที่เยียวยา คุณค่าที่น่าอร่อย
มะขาม ความเปรี้ยวที่เยียวยา คุณค่าที่น่าอร่อย
******** เดิมทีแล้วมะขามไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่มาจากแอฟริกาเมื่อกว่า 700 ปีก่อน จนกลมกลืนไปกับวิถึชีวิตของคนไทย ซึ่งครัวไทยในอดีตจะนิยมใช้มะขามเป็นตัวหลักในการให้รสเปรี้ยวในการทำอาหาร เพราะมะนาวไม่ได้ออกผลทั้งปี และเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่มะขามสามารถเก็บไว้ได้นาน
โดยนิยมใช้มะขามใส่ในแกงส้ม ต้มส้ม ใช้ทำน้ำพริก ใช้ทำแจ่ว จิ้มผักปลา ยำต่างๆ และขาดไม่ได้เลยคือเวลาทำแกงบอนหรือต้มไหลบอนจะต้องใช้มะขามด้วย มิเช่นนั้นแล้วบอนจะทำให้คันได้
******** นอกจากเนื้อมะขามเปียกแล้ว ใบมะขามอ่อนและฝักมะขามอ่อนยังนำมาทำอาหารได้อีกด้วย ที่อร่อยมากคือ มะขามกรอก ซึ่งจะเก็บในช่วงที่มะขามแก่เต็มที่กำลังจะกลายเป็นมะขามเปียก กะเทาะเปลือกออกง่าย ไม่เปรี้ยวมาก จิ้มพริกเกลือ รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ดพอดีๆ หรือจะเอามาแช่อิ่มก็ได้
******** มะขามเป็นยาแก้ท้องผูกที่ทุกคนรู้จักดี สามารถใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้ก็ง่าย เพียงแต่เอามะขามมาจิ้มเกลือกินแล้วดื่มน้ำมากๆ พอข้ามวันก็ถ่ายสะดวก
แต่ในเด็กจะต้องต้มและปรุงรสเค็มหวานสักหน่อย
แม่หลังคลอดก็ต้องกินน้ำมะขามเปียกใส่เกลือเพื่อช่วยขับเลือดเสีย ขับน้ำคาวปลาและช่วยระบายด้วย แถมยังต้องอาบน้ำต้มใบมะขามเพื่อให้สบายตัวและสดชื่น ไม่มีน้ำนมก็เอากิ่งมะขามไปต้มกิน น้ำนมก็มา แม่ที่เป็นฝ้าจะใช้มะขามล้างหน้าแทนสบู่ และใช้อาบน้ำเพื่อดับกลิ่นตัว เมื่อมีรังแคทำน้ำมะขามเป็นครีมข้นนวดหนังศีรษะก็ช่วยได้
******** บางท่านที่มีอาการเจ็บคอ มีเสมหะ รู้สึกระคายคอ มะขามก็สามารถช่วยได้ โดยใช้เนื้อของมะขามเปียกต้มน้ำให้เดือด เอาเนื้อออก เติมเกลือ น้ำตาล นำมาจิบอาการระคายคอก็จะดีขึ้น
สำหรับท่านที่ต้องการจะขับพยาธิ มะขามก็สามารถช่วยได้ โดยคนโบราณจะใช้เม็ดมะขามที่แก่ๆ นำไปคั่วให้สุก นำไปแช่น้ำสักพักเพื่อให้นิ่มและเคี้ยวง่ายให้กินครั้งละประมาณ 20-30 เม็ด
******** ส่วนของมะขามที่ใช้มากที่สุดในการทำเป็นยาคือใบ เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับของยาอาบ อบ ประคบ นวด ซึ่งเป็นวิถีของผู้หญิงสมัยก่อน ตำรับยาเหล่านี้ ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก แต่หญิงที่เป็นแม่ทั้งหลายและหมอตำแยจะรู้เรื่องดีกว่าพ่อหมอผู้เชี่ยวชาญเสียอีก
สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในยาเหล่านี้คือ สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวเนื่องจากฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยกำจัดคราบไคล ชำระล้างสิ่งสกปรก ทำให้ตัวยาอื่นๆ แทรกซึมสัมผัสกับผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความต้านทานโรคให้แก่ผิวหนัง นอกจากรสเปรี้ยวแล้ว ใบมะขามยังมีรสฝาดอยู่ด้วย จึงช่วยกระชับรูขุมขนและลดการอักเสบ
******** มะขาม พืชต่างถิ่นที่มาปักหลักปักฐานอย่างมั่นคงในแผ่นดินเรา เป็นยาและอาหารที่ได้รับการคัดสรร เป็นของดีที่สืบทอดกันมา และจะต้องส่งต่อให้ลูกหลาน ให้ช่วยกันสืบสานต่อไป
***************************
ภญ.ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร
***************************
******** เดิมทีแล้วมะขามไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่มาจากแอฟริกาเมื่อกว่า 700 ปีก่อน จนกลมกลืนไปกับวิถึชีวิตของคนไทย ซึ่งครัวไทยในอดีตจะนิยมใช้มะขามเป็นตัวหลักในการให้รสเปรี้ยวในการทำอาหาร เพราะมะนาวไม่ได้ออกผลทั้งปี และเก็บไว้ได้ไม่นาน แต่มะขามสามารถเก็บไว้ได้นาน
โดยนิยมใช้มะขามใส่ในแกงส้ม ต้มส้ม ใช้ทำน้ำพริก ใช้ทำแจ่ว จิ้มผักปลา ยำต่างๆ และขาดไม่ได้เลยคือเวลาทำแกงบอนหรือต้มไหลบอนจะต้องใช้มะขามด้วย มิเช่นนั้นแล้วบอนจะทำให้คันได้
******** นอกจากเนื้อมะขามเปียกแล้ว ใบมะขามอ่อนและฝักมะขามอ่อนยังนำมาทำอาหารได้อีกด้วย ที่อร่อยมากคือ มะขามกรอก ซึ่งจะเก็บในช่วงที่มะขามแก่เต็มที่กำลังจะกลายเป็นมะขามเปียก กะเทาะเปลือกออกง่าย ไม่เปรี้ยวมาก จิ้มพริกเกลือ รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ดพอดีๆ หรือจะเอามาแช่อิ่มก็ได้
******** มะขามเป็นยาแก้ท้องผูกที่ทุกคนรู้จักดี สามารถใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใช้ก็ง่าย เพียงแต่เอามะขามมาจิ้มเกลือกินแล้วดื่มน้ำมากๆ พอข้ามวันก็ถ่ายสะดวก
แต่ในเด็กจะต้องต้มและปรุงรสเค็มหวานสักหน่อย
แม่หลังคลอดก็ต้องกินน้ำมะขามเปียกใส่เกลือเพื่อช่วยขับเลือดเสีย ขับน้ำคาวปลาและช่วยระบายด้วย แถมยังต้องอาบน้ำต้มใบมะขามเพื่อให้สบายตัวและสดชื่น ไม่มีน้ำนมก็เอากิ่งมะขามไปต้มกิน น้ำนมก็มา แม่ที่เป็นฝ้าจะใช้มะขามล้างหน้าแทนสบู่ และใช้อาบน้ำเพื่อดับกลิ่นตัว เมื่อมีรังแคทำน้ำมะขามเป็นครีมข้นนวดหนังศีรษะก็ช่วยได้
******** บางท่านที่มีอาการเจ็บคอ มีเสมหะ รู้สึกระคายคอ มะขามก็สามารถช่วยได้ โดยใช้เนื้อของมะขามเปียกต้มน้ำให้เดือด เอาเนื้อออก เติมเกลือ น้ำตาล นำมาจิบอาการระคายคอก็จะดีขึ้น
สำหรับท่านที่ต้องการจะขับพยาธิ มะขามก็สามารถช่วยได้ โดยคนโบราณจะใช้เม็ดมะขามที่แก่ๆ นำไปคั่วให้สุก นำไปแช่น้ำสักพักเพื่อให้นิ่มและเคี้ยวง่ายให้กินครั้งละประมาณ 20-30 เม็ด
******** ส่วนของมะขามที่ใช้มากที่สุดในการทำเป็นยาคือใบ เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับของยาอาบ อบ ประคบ นวด ซึ่งเป็นวิถีของผู้หญิงสมัยก่อน ตำรับยาเหล่านี้ ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก แต่หญิงที่เป็นแม่ทั้งหลายและหมอตำแยจะรู้เรื่องดีกว่าพ่อหมอผู้เชี่ยวชาญเสียอีก
สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในยาเหล่านี้คือ สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวเนื่องจากฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยกำจัดคราบไคล ชำระล้างสิ่งสกปรก ทำให้ตัวยาอื่นๆ แทรกซึมสัมผัสกับผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความต้านทานโรคให้แก่ผิวหนัง นอกจากรสเปรี้ยวแล้ว ใบมะขามยังมีรสฝาดอยู่ด้วย จึงช่วยกระชับรูขุมขนและลดการอักเสบ
******** มะขาม พืชต่างถิ่นที่มาปักหลักปักฐานอย่างมั่นคงในแผ่นดินเรา เป็นยาและอาหารที่ได้รับการคัดสรร เป็นของดีที่สืบทอดกันมา และจะต้องส่งต่อให้ลูกหลาน ให้ช่วยกันสืบสานต่อไป
***************************
ภญ.ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร
***************************
เบาหวานกับการดูแลสุขภาพเท้า
เบาหวานกับการดูแลสุขภาพเท้า
******** ปัญหาหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานที่มักจะวิตกกันมากก็คือ "การเกิดแผลที่เท้า" แผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน สาเหตุสำคัญ ได้แก่ ปลายประสาทเสื่อม การเกิดปลายประสาทเสื่อมเกิดขึ้นกับเส้นประสาทรับความรู้สึก เส้นประสาทควบคุมกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทในระบบประสาทอัตโนมัติ
1. ประสาทรับความรู้สึกเสื่อม
ทำให้สูญเสียการรับความรู้สึกเจ็บปวดหรือความรู้สึกร้อนเย็น ดังนั้นเมื่อเป็นแผลขึ้นแล้วผู้ป่วยเบาหวานมักไม่หยุดใช้เท้าเนื่องจากขาดความรู้สึกเจ็บปวด แผลจึงเกิดการอักเสบลุกลามมากขึ้น แผลที่เท้าอาจเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น การเดินเท้าเปล่าแล้วเหยียบของมีคมหรือการใช้ของมีคมโดยขาดความระมัดระวัง การเตะของแข็ง การสวมรองเท้าคับเกินไป หรือแผลซึ่งเกิดขึ้นจากความไม่รู้ เช่น วางกระเป๋าน้ำร้อนที่เท้าเพื่อแก้อาการเท้าชา จนเกิดเป็นแผลพุพองเพราะอุณหภูมิของน้ำสูงเกินไป เนื่องจากผู้ป่วยรับรู้ไม่ได้เพราะปลายประสาทเสื่อม
2. ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อม
การเสื่อมสมรรถภาพของประสาทชนิดนี้ทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆ ที่เท้าลีบลง กล้ามเนื้อที่เท้าไม่อยู่ในสภาพสมดุล เท้าของผู้ป่วยจึงผิดรูป นิ้วเท้าจิกลงคล้ายกรงเล็บ ทำให้จุดรับน้ำหนักผิดไป มีโอกาสเกิดตาปลาหรือเป็นแผลได้ง่ายขึ้น
3. ประสาทอัตโนมัติ
ระบบประสาทควบคุมเกี่ยวกับการหลั่งเหงื่อ การหดและขยายตัวของหลอดเลือดเสียไป การเสื่อมของระบบประสาทชนิดนี้ยังผลให้ผิวหนังแห้ง มีเหงื่อออกน้อย และผิวหนังแตกได้ง่ายโดยเฉพาะบริเวณที่มีการพับงอบ่อยๆ เชื้อโรคอาจเข้าไปตามรอยแตกแล้วเกิดเป็นแผลลุกลามมากขึ้น ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อมทำให้เท้าบวม รองเท้าจึงคับขึ้นและกดเท้าจนเป็นแผลได้
******** ยังไงผู้ป่วยเบาหวานเองก็จะต้องดูแล และรักษาเท้าของตัวเองให้ดี หมั่นสังเกตความผิดปกติ ไม่ทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำให้เกิดแผล และหากมีความผิดปกติต้องรีบไปพบแพทย์
******** ปัญหาหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานที่มักจะวิตกกันมากก็คือ "การเกิดแผลที่เท้า" แผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน สาเหตุสำคัญ ได้แก่ ปลายประสาทเสื่อม การเกิดปลายประสาทเสื่อมเกิดขึ้นกับเส้นประสาทรับความรู้สึก เส้นประสาทควบคุมกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทในระบบประสาทอัตโนมัติ
1. ประสาทรับความรู้สึกเสื่อม
ทำให้สูญเสียการรับความรู้สึกเจ็บปวดหรือความรู้สึกร้อนเย็น ดังนั้นเมื่อเป็นแผลขึ้นแล้วผู้ป่วยเบาหวานมักไม่หยุดใช้เท้าเนื่องจากขาดความรู้สึกเจ็บปวด แผลจึงเกิดการอักเสบลุกลามมากขึ้น แผลที่เท้าอาจเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น การเดินเท้าเปล่าแล้วเหยียบของมีคมหรือการใช้ของมีคมโดยขาดความระมัดระวัง การเตะของแข็ง การสวมรองเท้าคับเกินไป หรือแผลซึ่งเกิดขึ้นจากความไม่รู้ เช่น วางกระเป๋าน้ำร้อนที่เท้าเพื่อแก้อาการเท้าชา จนเกิดเป็นแผลพุพองเพราะอุณหภูมิของน้ำสูงเกินไป เนื่องจากผู้ป่วยรับรู้ไม่ได้เพราะปลายประสาทเสื่อม
2. ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อม
การเสื่อมสมรรถภาพของประสาทชนิดนี้ทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆ ที่เท้าลีบลง กล้ามเนื้อที่เท้าไม่อยู่ในสภาพสมดุล เท้าของผู้ป่วยจึงผิดรูป นิ้วเท้าจิกลงคล้ายกรงเล็บ ทำให้จุดรับน้ำหนักผิดไป มีโอกาสเกิดตาปลาหรือเป็นแผลได้ง่ายขึ้น
3. ประสาทอัตโนมัติ
ระบบประสาทควบคุมเกี่ยวกับการหลั่งเหงื่อ การหดและขยายตัวของหลอดเลือดเสียไป การเสื่อมของระบบประสาทชนิดนี้ยังผลให้ผิวหนังแห้ง มีเหงื่อออกน้อย และผิวหนังแตกได้ง่ายโดยเฉพาะบริเวณที่มีการพับงอบ่อยๆ เชื้อโรคอาจเข้าไปตามรอยแตกแล้วเกิดเป็นแผลลุกลามมากขึ้น ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อมทำให้เท้าบวม รองเท้าจึงคับขึ้นและกดเท้าจนเป็นแผลได้
******** ยังไงผู้ป่วยเบาหวานเองก็จะต้องดูแล และรักษาเท้าของตัวเองให้ดี หมั่นสังเกตความผิดปกติ ไม่ทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำให้เกิดแผล และหากมีความผิดปกติต้องรีบไปพบแพทย์
การจัดฟันทำให้สวยขึ้นจริงหรือ
การจัดฟันทำให้สวยขึ้นจริงหรือ
******** เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันส่งเสริมให้บุคลิกภาพผู้ป่วยดี ผลการจัดฟันมีหลายระดับ อาทิ การจัดฟันเพื่อแก้ไขการมีฟันซ้อนเก แก้ไขการสบฟันผิดปกติ เช่น ฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันสบลึก ฟันสบเปิด ฟันล่างคร่อมฟันบน ทำให้การเรียงตัวของฟันเป็นระเบียบ มีการสบฟันทีดีขึ้น เพื่อการบดเคี้ยวอาหารที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดฟันผุหรือโรคหงือกอันเนื่องมาจากความลำบากในการทำความสะอาดฟันและเหงือก ทำให้รอยยิ้มสวยงามส่งเสริมให้บุคลิกภาพผู้ป่วยดี มีความมั่นใจ
******** นอกจากนี้ การจัดฟันจะมีผลต่อรูปปากได้ เช่น การจัดฟันร่วมกับการถอนฟันและดึงฟันหน้าไปข้างหลังจะมีผลทำให้ริมฝีปากยุบลง ลดความอูมนูนของริมฝีปาก ทำให้ใบหน้าด้านข้างดูสวยขึ้น ส่วนการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร แก้ปัญหาความผิดปกติของขนาดและความสัมพันธ์ของขากรรไกรของใบหน้า สามารถเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของขากรรไกรได้อย่างเด่นชัด และทำให้ดูสวยขึ้น
******** การจัดฟันนอกจากทำเพื่อให้ฟันเรียงตัวสวยแล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องสุขภาพฟันและเหงือก ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราต้องพิจารณาการจัดฟัน ทั้งนี้ การจัดฟันเมื่อมีอายุมากขึ้นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันของเราหลุดง่าย แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องเสียฟันไปในตอนแก่นั่นก็คือ โรคเหงือกอักเสบและโรคฟันผุ ส่วนการจัดฟันไม่ได้ทำให้ฟันหลุดง่ายเมื่ออายุมากขึ้น
******** เมื่อจัดฟันแล้วก็ยังคงใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน ( Retainer ) ไว้ต่ออีกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ฟันคงรูปสวยได้อย่างยาวนาน นอกจากนี้ อย่างที่บอกในตอนต้นว่า สุขภาพฟันและเหงือกก็เป็นสิ่งสำคัญนอกเหนือจากเรื่องความสวยงาม หากคุณเป็นคนมีปัญหาสุขภาพฟันแล้วไม่ไปจัดฟัน อาจมีปัญหาสุขภาพฟันและเหงือกตามมากวนใจได้ในภายหลัง เช่น การบดเคี้ยวอาหาร การทำให้เกิดการเจ็บปวดของข้อต่อกระดูกขากรรไกร เพราะการสบฟันที่ผิดปกติ
******** เมื่อจัดฟันแล้ว บทสรุปที่มาพร้อมกับความสวย นั่นคือ อย่าลืมดูแลสุขภาพช่องปาก ตั้งแต่การให้เวลากับการทำความสะอาดฟันมากขึ้น โดยค่อยๆ แปรงฟันช้าๆ ซ้ำๆ ที่เดิม เพื่อไม่ให้เศษอาหารตกค้าง ควรแปรงฟัน หรือบ้วนน้ำหลังกินอาหารทุกมื้อ ไม่ควรกินอาหารเหนียวหนึบติดฟันง่าย และควรได้รับการขูดหินปูนทุกๆ 6 เดือน
*******************************************************************************
รศ.ทพญ.นิตา วิวัฒนทีปะ ภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
*******************************************************************************
******** เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันส่งเสริมให้บุคลิกภาพผู้ป่วยดี ผลการจัดฟันมีหลายระดับ อาทิ การจัดฟันเพื่อแก้ไขการมีฟันซ้อนเก แก้ไขการสบฟันผิดปกติ เช่น ฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันสบลึก ฟันสบเปิด ฟันล่างคร่อมฟันบน ทำให้การเรียงตัวของฟันเป็นระเบียบ มีการสบฟันทีดีขึ้น เพื่อการบดเคี้ยวอาหารที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดฟันผุหรือโรคหงือกอันเนื่องมาจากความลำบากในการทำความสะอาดฟันและเหงือก ทำให้รอยยิ้มสวยงามส่งเสริมให้บุคลิกภาพผู้ป่วยดี มีความมั่นใจ
******** นอกจากนี้ การจัดฟันจะมีผลต่อรูปปากได้ เช่น การจัดฟันร่วมกับการถอนฟันและดึงฟันหน้าไปข้างหลังจะมีผลทำให้ริมฝีปากยุบลง ลดความอูมนูนของริมฝีปาก ทำให้ใบหน้าด้านข้างดูสวยขึ้น ส่วนการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร แก้ปัญหาความผิดปกติของขนาดและความสัมพันธ์ของขากรรไกรของใบหน้า สามารถเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของขากรรไกรได้อย่างเด่นชัด และทำให้ดูสวยขึ้น
******** การจัดฟันนอกจากทำเพื่อให้ฟันเรียงตัวสวยแล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องสุขภาพฟันและเหงือก ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราต้องพิจารณาการจัดฟัน ทั้งนี้ การจัดฟันเมื่อมีอายุมากขึ้นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันของเราหลุดง่าย แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องเสียฟันไปในตอนแก่นั่นก็คือ โรคเหงือกอักเสบและโรคฟันผุ ส่วนการจัดฟันไม่ได้ทำให้ฟันหลุดง่ายเมื่ออายุมากขึ้น
******** เมื่อจัดฟันแล้วก็ยังคงใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน ( Retainer ) ไว้ต่ออีกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ฟันคงรูปสวยได้อย่างยาวนาน นอกจากนี้ อย่างที่บอกในตอนต้นว่า สุขภาพฟันและเหงือกก็เป็นสิ่งสำคัญนอกเหนือจากเรื่องความสวยงาม หากคุณเป็นคนมีปัญหาสุขภาพฟันแล้วไม่ไปจัดฟัน อาจมีปัญหาสุขภาพฟันและเหงือกตามมากวนใจได้ในภายหลัง เช่น การบดเคี้ยวอาหาร การทำให้เกิดการเจ็บปวดของข้อต่อกระดูกขากรรไกร เพราะการสบฟันที่ผิดปกติ
******** เมื่อจัดฟันแล้ว บทสรุปที่มาพร้อมกับความสวย นั่นคือ อย่าลืมดูแลสุขภาพช่องปาก ตั้งแต่การให้เวลากับการทำความสะอาดฟันมากขึ้น โดยค่อยๆ แปรงฟันช้าๆ ซ้ำๆ ที่เดิม เพื่อไม่ให้เศษอาหารตกค้าง ควรแปรงฟัน หรือบ้วนน้ำหลังกินอาหารทุกมื้อ ไม่ควรกินอาหารเหนียวหนึบติดฟันง่าย และควรได้รับการขูดหินปูนทุกๆ 6 เดือน
*******************************************************************************
รศ.ทพญ.นิตา วิวัฒนทีปะ ภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
*******************************************************************************
วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556
หยิกสันหลัง...นวดจีนรักษาโรคเด็ก
หยิกสันหลัง...นวดจีนรักษาโรคเด็ก
******** เมื่อเด็กเล็กเจ็บไข้ได้ป่วย มักเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หนักใจที่ลูกน้อยไม่ยอมทานยา
ยิ่งถ้าลูกป่วยบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งกังวลว่า ลูกทานยามากไปจะมีผลข้างเคียงต่อลูกหรือไม่
การเจ็บป่วยในวัยเด็ก นอกจากจะมีวิธีการรักษาด้วยการทานยาที่แสนจะลำบากแล้ว สำหรับการแพทย์แผนจีน ยังมีวิธีที่ใช้ได้ผลดี ไม่ด้อยไปกว่าการทานยา และไม่มีผลข้างเคียงด้วย
นั่นก็คือ การนวดจีน หรือที่เรียกกันว่า "ทุยหนา" โดยใช้หลักทฤษฎีการแพทย์จีนเป็นพื้นฐาน สำหรับการนวดเด็กเล็กในแพทย์แผนจีน มีการบันทึกมานานกว่าพันปี การนวดเด็กเล็กมีท่านวดมากมาย วันนี้เราขอแนะนำหนึ่งในวิธีการนวดที่ชาวจีนนิยมกันมาก
การหยิกสันหลัง
******** การนวดด้วยการหยิกสันหลัง เป็นวิธีการนวดโดยการหยิกดึงผิวหนังบริเวณข้างแนวกระดูกสันหลัง เป็นวิธีป้องกันและรักษาที่มักใช้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร การหยิกสันหลัง สามารถปรับสมดุลอินหยางเสริมพลังชี่ ทะลวงเส้นลมปราณ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลม ช่วยปรับการทำงานของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารให้ทำงานเป็นปกติ กระตุ้นการย่อยและดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มักใช้รักษาเด็กที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ มีปัญหาการเจริญเติบโต อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร ท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน ท้องผูก ลมชัก ร้องไห้ตอนกลางคืน เป็นต้น
******** วิธีการนวด ควรนวดหลังตื่นนอนหรือก่อนนอนให้เด็กนอนคว่ำ
เริ่มนวดจากก้นกบขึ้นไปจนถึงบริเวณใต้คอตามแนวด้านข้างของกระดูกสันหลังทั้งสองข้าง โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดไว้ด้านหน้า นิ้วโป้งดันผิวหนัง ใช้สามนิ้วร่วมกันหยิกผิวหนัง พร้อมดันไปด้านหน้า ให้หยิกทุกๆ 3 ครั้ง แล้วดึงผิวหนังขึ้น 1 ครั้ง หยิกจากล่างขึ้นบนนับ 1 รอบ ให้หยิก 3-5 รอบ โดยให้ผิวหนังบริเวณที่หยิกออกแดงๆ เล็กน้อย เวลาหยิกควรหยิกเป็นแนวเส้นตรง ไม่ควรเอียงไปมา หรือบิดผิวหนัง แรงหยิกและแรงดึงผิวหนังควรพอเหมาะ ไม่แรงหรือเบาจนเกินไป
******** การหยิกสันหลัง เป็นวิธีการนวดจีนที่ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ผลการรักษาก็เป็นที่ยอมรับกันทั้งในและนอกประเทศจีน มีงานศึกษาวิจัยรองรับมากมาย การหยิกสันหลังไม่เพียงแต่เป็นวิธีที่ชาวจีนใช้รักษาโรค แต่ยังมักใช้เป็นการป้องกันโรคได้อีกด้วย
**************************************************************************
แพทย์จีนโสรัจ นิโรธสมาบัติ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
**************************************************************************
******** เมื่อเด็กเล็กเจ็บไข้ได้ป่วย มักเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่หนักใจที่ลูกน้อยไม่ยอมทานยา
ยิ่งถ้าลูกป่วยบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งกังวลว่า ลูกทานยามากไปจะมีผลข้างเคียงต่อลูกหรือไม่
การเจ็บป่วยในวัยเด็ก นอกจากจะมีวิธีการรักษาด้วยการทานยาที่แสนจะลำบากแล้ว สำหรับการแพทย์แผนจีน ยังมีวิธีที่ใช้ได้ผลดี ไม่ด้อยไปกว่าการทานยา และไม่มีผลข้างเคียงด้วย
นั่นก็คือ การนวดจีน หรือที่เรียกกันว่า "ทุยหนา" โดยใช้หลักทฤษฎีการแพทย์จีนเป็นพื้นฐาน สำหรับการนวดเด็กเล็กในแพทย์แผนจีน มีการบันทึกมานานกว่าพันปี การนวดเด็กเล็กมีท่านวดมากมาย วันนี้เราขอแนะนำหนึ่งในวิธีการนวดที่ชาวจีนนิยมกันมาก
การหยิกสันหลัง
******** การนวดด้วยการหยิกสันหลัง เป็นวิธีการนวดโดยการหยิกดึงผิวหนังบริเวณข้างแนวกระดูกสันหลัง เป็นวิธีป้องกันและรักษาที่มักใช้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร การหยิกสันหลัง สามารถปรับสมดุลอินหยางเสริมพลังชี่ ทะลวงเส้นลมปราณ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลม ช่วยปรับการทำงานของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารให้ทำงานเป็นปกติ กระตุ้นการย่อยและดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มักใช้รักษาเด็กที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ มีปัญหาการเจริญเติบโต อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร ท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน ท้องผูก ลมชัก ร้องไห้ตอนกลางคืน เป็นต้น
******** วิธีการนวด ควรนวดหลังตื่นนอนหรือก่อนนอนให้เด็กนอนคว่ำ
เริ่มนวดจากก้นกบขึ้นไปจนถึงบริเวณใต้คอตามแนวด้านข้างของกระดูกสันหลังทั้งสองข้าง โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดไว้ด้านหน้า นิ้วโป้งดันผิวหนัง ใช้สามนิ้วร่วมกันหยิกผิวหนัง พร้อมดันไปด้านหน้า ให้หยิกทุกๆ 3 ครั้ง แล้วดึงผิวหนังขึ้น 1 ครั้ง หยิกจากล่างขึ้นบนนับ 1 รอบ ให้หยิก 3-5 รอบ โดยให้ผิวหนังบริเวณที่หยิกออกแดงๆ เล็กน้อย เวลาหยิกควรหยิกเป็นแนวเส้นตรง ไม่ควรเอียงไปมา หรือบิดผิวหนัง แรงหยิกและแรงดึงผิวหนังควรพอเหมาะ ไม่แรงหรือเบาจนเกินไป
******** การหยิกสันหลัง เป็นวิธีการนวดจีนที่ผู้ปกครองสามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ผลการรักษาก็เป็นที่ยอมรับกันทั้งในและนอกประเทศจีน มีงานศึกษาวิจัยรองรับมากมาย การหยิกสันหลังไม่เพียงแต่เป็นวิธีที่ชาวจีนใช้รักษาโรค แต่ยังมักใช้เป็นการป้องกันโรคได้อีกด้วย
**************************************************************************
แพทย์จีนโสรัจ นิโรธสมาบัติ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
**************************************************************************
ออกกำลังกายยังไงเมื่อเป็นเบาหวาน
ออกกำลังกายยังไงเมื่อเป็นเบาหวาน
******** เราเคยพูดถึงผลดีของการออกกำลังกายกับผู้ป่วยเบาหวานไปบ้างแล้ว เพราะการออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ เนื่องจากขณะออกกำลังกายร่างกายจะต้องใช้พลังงานและแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในร่างกายก็คือน้ำตาล
หากออกกำลังกายให้เพียงพอร่างกายจะใช้น้ำตาลในเลือดเพื่อเปลี่ยนไปเป็นพลังงานมากพอที่จะลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไวต่ออินซูลินมากขึ้น กล่าวคือ ด้วยอินซูลิน ปริมาณเท่าเดิมร่างกายจะสามารถใช้น้ำตาลได้มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
******** นอกจากผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว การออกกำลังกายยังก่อให้เกิดประโยชน์อีกหลายประการ ได้แก่ น้ำหนักตัวลดลง ทำให้ควบคุมเบาหวานได้ง่ายขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจน้อยลงไขมันในเลือดต่ำลง
การออกกำลังกายสามารถทำให้ระดับคอเลสเทอรอลในเลือดต่ำลงได้ ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยลง และสุขภาพจิตดีขึ้น อารมณ์แจ่มใสมากขึ้น
******** สำหรับชนิดของการออกกำลังกายนั้นขึ้นกับความชอบและความถนัดของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายชนิดที่ต้องออกแรงต้านมากๆ เช่น การยกน้ำหนัก เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดและหัวใจระหว่างการออกกำลังกายได้มาก
การออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานควรเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อหลายๆ ส่วนได้เคลื่อนไหวออกแรงพร้อมๆ กัน และไม่ต้องใช้แรงต้านมาก เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะ และการว่ายน้ำ เป็นต้น และควรออกกำลังกายครั้งละประมาณ 20-45 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย
******** ผู้ป่วยควรเลือกเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่จะออกกำลังกายในแต่ละวันสำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 (ชนิดพึ่งอินซูลิน) หากจะออกกำลังในช่วงบ่าย (ประมาณ 15.00-17.00 น.) ควรรับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกายประมาณ 30-60 นาที เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเพราะช่วงนี้เป็นเวลาที่อินซูลินจะถูกดูดซึมเต็มที่และออกฤทธิ์สูงสุด อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยเลือกที่จะออกกำลังในเวลาอื่นๆ หรือเมื่อออกกำลังแล้วเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกาย
ข้อควรระวังสำหรับการออกกำลังกายนั้น ผู้ป่วยควรงดการออกกำลังกายทันทีและรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการต่อไปนี้ระหว่างการออกกำลังกาย
===>>> เจ็บแน่นหน้าอก
===>>> อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น หิวเหงื่อออก หรือใจสั่น
===>>> ตาพร่ามัว หน้ามืด
===>>> เป็นแผลที่เท้า
===>>> เหนื่อยมากผิดปกติ
******** เราเคยพูดถึงผลดีของการออกกำลังกายกับผู้ป่วยเบาหวานไปบ้างแล้ว เพราะการออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ เนื่องจากขณะออกกำลังกายร่างกายจะต้องใช้พลังงานและแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในร่างกายก็คือน้ำตาล
หากออกกำลังกายให้เพียงพอร่างกายจะใช้น้ำตาลในเลือดเพื่อเปลี่ยนไปเป็นพลังงานมากพอที่จะลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไวต่ออินซูลินมากขึ้น กล่าวคือ ด้วยอินซูลิน ปริมาณเท่าเดิมร่างกายจะสามารถใช้น้ำตาลได้มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
******** นอกจากผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว การออกกำลังกายยังก่อให้เกิดประโยชน์อีกหลายประการ ได้แก่ น้ำหนักตัวลดลง ทำให้ควบคุมเบาหวานได้ง่ายขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจน้อยลงไขมันในเลือดต่ำลง
การออกกำลังกายสามารถทำให้ระดับคอเลสเทอรอลในเลือดต่ำลงได้ ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยลง และสุขภาพจิตดีขึ้น อารมณ์แจ่มใสมากขึ้น
******** สำหรับชนิดของการออกกำลังกายนั้นขึ้นกับความชอบและความถนัดของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายชนิดที่ต้องออกแรงต้านมากๆ เช่น การยกน้ำหนัก เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดและหัวใจระหว่างการออกกำลังกายได้มาก
การออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวานควรเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อหลายๆ ส่วนได้เคลื่อนไหวออกแรงพร้อมๆ กัน และไม่ต้องใช้แรงต้านมาก เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะ และการว่ายน้ำ เป็นต้น และควรออกกำลังกายครั้งละประมาณ 20-45 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย
******** ผู้ป่วยควรเลือกเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่จะออกกำลังกายในแต่ละวันสำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 (ชนิดพึ่งอินซูลิน) หากจะออกกำลังในช่วงบ่าย (ประมาณ 15.00-17.00 น.) ควรรับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกายประมาณ 30-60 นาที เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเพราะช่วงนี้เป็นเวลาที่อินซูลินจะถูกดูดซึมเต็มที่และออกฤทธิ์สูงสุด อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยเลือกที่จะออกกำลังในเวลาอื่นๆ หรือเมื่อออกกำลังแล้วเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกาย
ข้อควรระวังสำหรับการออกกำลังกายนั้น ผู้ป่วยควรงดการออกกำลังกายทันทีและรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการต่อไปนี้ระหว่างการออกกำลังกาย
===>>> เจ็บแน่นหน้าอก
===>>> อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น หิวเหงื่อออก หรือใจสั่น
===>>> ตาพร่ามัว หน้ามืด
===>>> เป็นแผลที่เท้า
===>>> เหนื่อยมากผิดปกติ
วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556
เพชรสังฆาต ความหวังป้องกันกระดูกพรุน สมานกระดูก
เพชรสังฆาต ความหวังป้องกันกระดูกพรุน สมานกระดูก
******** เมื่อพูดถึงเพชรสังฆาตแล้วคนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงสรรพคุณในการรักษาโรคริดสีดวง เพราะมีการใช้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยจะนำเพชรสังฆาตประมาณ 1 ข้อนิ้วมือของคนไข้ ใส่ในแตงกวา ลูกกล้วย หรือห่อด้วยมะขามเปียกก่อนกลืนลงไป เพื่อไม่ให้เพชรสังฆาตสัมผัสริมฝีปากโดยตรงเนื่องจากตัวเพชรสังฆาตมีสารแคลเซียมออกซาเลตที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุ แต่เมื่อกลืนลงสู่กระเพาะแล้วจะถูกทำให้เป็นกลาง โดยกรดจะไปจับทำให้ไม่ระคายเคืองแต่อย่างใด
ดังนั้น คนโบราณจึงใช้น้ำมะขามเปียก เป็นน้ำกระสายยา เวลาปั้นเพชรสังฆาตเป็นลูกกลอน หรือปัจจุบันจะทำเป็นแคปซูล เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
แต่สรรพคุณของเพชรสังฆาตไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ในหลายพื้นที่ยังใช้ในสรรพคุณบำรุงกระดูกอีกด้วย
******** คนอินเดียเรียกชื่อเจ้าต้นเพชรสังฆาตว่า Asthisringhala แปลว่า สมานกระดูก
ซึ่งวิธีใช้นั้นเค้าจะนำเพชรสังฆาตไปผสมแป้งและสมุนไพรบางชนิด ทำเป็นยาพอกในรายที่กระดูกหักหรือกระดูกแตก
แต่ก็มีบางตำรับใช้กิน รักษาอาการปวดหลัง (Rheumatic Back Pain)
หมอยาแถวราชบุรีเรียกต้นเพชรสังฆาตว่า ต้นต่อกระดูก โดยจะใช้เถาเพชรสังฆาตที่ไม่แก่ ไม่อ่อนเกินไปตำผสมกับเหล้า ทาบริเวณที่กระดูกหัก
ในตำรายาไทยกล่าวว่าราก เป็นยาพอกรักษาโรคกระดูก เถาลำต้น แก้กระดูกหัก
******** ปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยประโยชน์ของเพชรสังฆาตต่อกระดูกอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า สารสกัดของเพชรสังฆาตเพิ่มความหนาและความแข็งแรงของกระดูกในหนู กระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์สร้างเนื้อกระดูก (osteoblast) ในหลอดทดลองและรักษาสภาวะกระดูกพรุนที่ถูกเหนี่ยวนำหรือเกิดจากการตัดเอารังไข่ออกไป ในหนูทดลองมีประสิทธิภาพที่คล้ายคลึงกับยาต้านภาวะกระดูกพรุนในปัจจุบันซึ่งก็คือ Raloxifen ทั้งยังเพิ่มความหนาของกระดูกส่วน cortical และ trabecular
ดังนั้นเพชรสังฆาตจึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการแพทย์ทางเลือกสำหรับป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า เพชรสังฆาตมีฤทธิ์แก้ปวดแก้อักเสบได้ดีมาก
******** ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เพชรสังฆาตจำหน่ายอยู่ในตลาดโลกรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ในการเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับซ่อมแซมกระดูก ข้อต่อ และเนื้อเยื่อ รวมทั้งทำให้ข้อและกระดูกแข็งแรง และช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ
โดยระบุว่าเพชรสังฆาตมีความปลอดภัยสูง ไม่มีผลข้างเคียงสามารถรับประทานร่วมกับยาตัวอื่นได้
******** สำหรับการกินเพชรสังฆาตในสรรพคุณบำรุงกระดูกนั้น สามารถนำเพชรสังฆาตไปต้มกินเป็นน้ำสมุนไพรได้ เพราะความร้อนจะทำให้เพชรสังฆาตไม่ระคายคอ และยังช่วยในการแก้ร้อนในกระหายน้ำได้ดี โดยมีวิธีการทำงายๆ ดังนี้
น้ำเพชรสังฆาต
เพชรสังฆาตสด 1 กำมือ
น้ำ 1 ลิตร
น้ำผึ้ง หรือ น้ำตาลกรวด
วิธีทำ
******** นำเพชรสังฆาตมาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง เด็ดหนวดออก ขดเป็นม้วนขนาด 1 กำมือ
******** นำน้ำขึ้นตั้งไฟ ใส่เพชรสังฆาตลงไปต้ม เป็นเวลาประมาณ 1 - 1.30 ชั่วโมง หรือจนกว่าสีจะออกเขียวอ่อน สามารถปรุงรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามชอบ ยกลงพักไว้
**********************************************
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร
**********************************************
******** เมื่อพูดถึงเพชรสังฆาตแล้วคนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงสรรพคุณในการรักษาโรคริดสีดวง เพราะมีการใช้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยจะนำเพชรสังฆาตประมาณ 1 ข้อนิ้วมือของคนไข้ ใส่ในแตงกวา ลูกกล้วย หรือห่อด้วยมะขามเปียกก่อนกลืนลงไป เพื่อไม่ให้เพชรสังฆาตสัมผัสริมฝีปากโดยตรงเนื่องจากตัวเพชรสังฆาตมีสารแคลเซียมออกซาเลตที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุ แต่เมื่อกลืนลงสู่กระเพาะแล้วจะถูกทำให้เป็นกลาง โดยกรดจะไปจับทำให้ไม่ระคายเคืองแต่อย่างใด
ดังนั้น คนโบราณจึงใช้น้ำมะขามเปียก เป็นน้ำกระสายยา เวลาปั้นเพชรสังฆาตเป็นลูกกลอน หรือปัจจุบันจะทำเป็นแคปซูล เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
แต่สรรพคุณของเพชรสังฆาตไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ในหลายพื้นที่ยังใช้ในสรรพคุณบำรุงกระดูกอีกด้วย
******** คนอินเดียเรียกชื่อเจ้าต้นเพชรสังฆาตว่า Asthisringhala แปลว่า สมานกระดูก
ซึ่งวิธีใช้นั้นเค้าจะนำเพชรสังฆาตไปผสมแป้งและสมุนไพรบางชนิด ทำเป็นยาพอกในรายที่กระดูกหักหรือกระดูกแตก
แต่ก็มีบางตำรับใช้กิน รักษาอาการปวดหลัง (Rheumatic Back Pain)
หมอยาแถวราชบุรีเรียกต้นเพชรสังฆาตว่า ต้นต่อกระดูก โดยจะใช้เถาเพชรสังฆาตที่ไม่แก่ ไม่อ่อนเกินไปตำผสมกับเหล้า ทาบริเวณที่กระดูกหัก
ในตำรายาไทยกล่าวว่าราก เป็นยาพอกรักษาโรคกระดูก เถาลำต้น แก้กระดูกหัก
******** ปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยประโยชน์ของเพชรสังฆาตต่อกระดูกอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า สารสกัดของเพชรสังฆาตเพิ่มความหนาและความแข็งแรงของกระดูกในหนู กระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์สร้างเนื้อกระดูก (osteoblast) ในหลอดทดลองและรักษาสภาวะกระดูกพรุนที่ถูกเหนี่ยวนำหรือเกิดจากการตัดเอารังไข่ออกไป ในหนูทดลองมีประสิทธิภาพที่คล้ายคลึงกับยาต้านภาวะกระดูกพรุนในปัจจุบันซึ่งก็คือ Raloxifen ทั้งยังเพิ่มความหนาของกระดูกส่วน cortical และ trabecular
ดังนั้นเพชรสังฆาตจึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการแพทย์ทางเลือกสำหรับป้องกันหรือรักษาโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า เพชรสังฆาตมีฤทธิ์แก้ปวดแก้อักเสบได้ดีมาก
******** ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เพชรสังฆาตจำหน่ายอยู่ในตลาดโลกรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ในการเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับซ่อมแซมกระดูก ข้อต่อ และเนื้อเยื่อ รวมทั้งทำให้ข้อและกระดูกแข็งแรง และช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ
โดยระบุว่าเพชรสังฆาตมีความปลอดภัยสูง ไม่มีผลข้างเคียงสามารถรับประทานร่วมกับยาตัวอื่นได้
******** สำหรับการกินเพชรสังฆาตในสรรพคุณบำรุงกระดูกนั้น สามารถนำเพชรสังฆาตไปต้มกินเป็นน้ำสมุนไพรได้ เพราะความร้อนจะทำให้เพชรสังฆาตไม่ระคายคอ และยังช่วยในการแก้ร้อนในกระหายน้ำได้ดี โดยมีวิธีการทำงายๆ ดังนี้
น้ำเพชรสังฆาต
เพชรสังฆาตสด 1 กำมือ
น้ำ 1 ลิตร
น้ำผึ้ง หรือ น้ำตาลกรวด
วิธีทำ
******** นำเพชรสังฆาตมาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง เด็ดหนวดออก ขดเป็นม้วนขนาด 1 กำมือ
******** นำน้ำขึ้นตั้งไฟ ใส่เพชรสังฆาตลงไปต้ม เป็นเวลาประมาณ 1 - 1.30 ชั่วโมง หรือจนกว่าสีจะออกเขียวอ่อน สามารถปรุงรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามชอบ ยกลงพักไว้
**********************************************
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร
**********************************************
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)