ปัญหาน่าปวดหัวเจ้าตัวเล็ก-พัฒนาการช้า เพราะเลี้ยงแบบไข่ในหิน
คำถาม -
ลูกสาวคนโตอายุ 5 ขวบ ถูกส่งไปอยู่กับตายายตั้งแต่เด็ก
ตายายเลี้ยงแบบไข่ในหิน ไม่ค่อยให้ออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะกลัวอันตราย
รู้สึกลูกจะมีพัฒนาการช้ามากไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่กระตือรือร้น ไม่ค่อยพูด
จนครูบอกว่าลูกเหมือนไม่มีหัวใจ สอนให้ทำอะไรก็บอกทำไม่เป็น
เคยพาไปหาหมอ หมอบอกว่าลูกขาดสารอาหารระดับหนึ่ง
ถ้าแกอยากได้อะไรก็ต้องได้ ถ้าไม่ได้จะร้องตลอด ดิฉันเคยตี แกก็ถามว่าตีหนูทำไม
พออธิบายแกก็ไม่ฟังและดูเหมือนไม่เข้าใจด้วย ดิฉันจะทำอย่างไรดีคะ
คำตอบ -
เด็กอายุ 5 ขวบถ้าคุณไม่ได้เลี้ยงเอง
สิ่งที่พ่อแม่ต้องยอมรับก็คือเวลาที่เราไปฝากคนอื่นเลี้ยง การสร้างบุคลิกภาพ
หรือการสั่งสอน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากการซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรม
ของคนที่อยู่ใกล้เด็ก หลายครั้งที่เด็กไปซึมซับพฤติกรรม หรือมีพฤติกรรมหลายอย่าง
ที่คุณไม่ชอบ เช่น ไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย หรือเล่นไม่เป็น คืออยู่ท่ามกลางคนขี้กลัว
เขาก็คอยห้าม คอยกันไม่ให้เด็กออกไปเล่น สุดท้ายเด็กก็จะขาดทักษะในการเข้าสังคม
ขาดการปรับตัวเข้ากับคนอื่น ไม่มั่นใจ
การที่เด็กเติบโตในบรรยากาศของความรัก พ่อแม่รักและให้กำลังใจดี
ก็จะทำให้เด็กมั่นใจในตนเองระดับหนึ่ง
แต่ถ้าเด็กเติบโตมาในบ้านของตายายแบบหนึ่งแล้ว พอย้ายก็ต้องมาปรับตัวเข้ากับพ่อแม่
โดยที่เด็กไม่เคยอยู่มาก่อน ก็เหมือนกับเด็กถูกพลัดพรากจากสิ่งที่เคยชิน
นี่คือพื้นฐานที่คุณต้องเข้าใจค่ะว่ามันไม่ได้เริ่มต้นที่เป็นความผิดของเด็ก
เมื่อหมออ่านปัญหาของคุณสิ่งที่หมอเห็น คือ เด็กคนนี้แม้จะได้ตายายเลี้ยงดู
แต่ท่านก็เลี้ยงด้วยความไม่เข้าใจ ไม่เอื้ออำนวยหรือส่งผลทำให้เด็กพัฒนาขึ้นมา
ในทิศทางที่ถูกต้องนัก ตอนนี้โอกาสดีสำหรับเด็กแล้วที่คุณกลับตัวทัน
แล้วรับเด็กออกมา ถือว่าคุณได้ช่วยเหลือลูกอย่างมาก แต่การที่จะมาปรับ
พฤติกรรมที่คุณไม่ชอบจำเป็นต้องอาศัยความอดทน
ลูกอายุ 5 ขวบยังสามารถปรับได้และทำอะไรได้อีกมาก แต่การปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทนในการฝึกสอนสม่ำเสมอ
ซึ่งสิ่งที่คุณน่าจะทำก็คือ...
1. สร้างหรือทำให้ลูกเกิดความมั่นใจในตัวคุณ การแสดงความรักแบบ
ตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่เด็กขาด โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้เติบโตมากับพ่อแม่
เหมือนเด็กที่อยู่โรงเรียนประจำ เด็กพวกนี้จะเหงา ว้าเหว่
คุณตาคุณยายให้ความรักได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่เหมือนกับพ่อแม่
ดังนั้นถ้าคุณสามารถแสดงความรักออกไปตรง ๆ โดยไม่มีข้อแม้
ว่าจะต้องช่วยตัวเองได้ก่อน ไม่มีข้อแม้ว่าจะต้องกล้าหาญ
ไม่มีข้อแม้ว่าอะไรทั้งสิ้นเลย
เวลาคุณก้าวเข้ามาหาลูกกอดเขา อยากกอดก็กอดตรง ๆ หอมก็หอมตรง ๆ
บอกเลยว่าคุณรักเขา รักเขาจริง ๆ ขอให้แสดงออกตรงไปตรงมาชัดเจน
ลองเปรียบเทียบกับเด็กที่เติบโตมาในอ้อมแขนของพ่อแม่สิคะ
เขาได้เห็นการแสดงออกซึ่งความรักของพ่อแม่มาตั้งแต่เล็ก ๆ
ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน ปีหนึ่ง...
สิ่งที่เขาเห็นคือพ่อแม่ยิ้มกับเขาบ่อย ๆ หัวเราะ เล่น ให้เวลาสนุกสนาน
สั่งสอนเขามาตลอด ขณะที่ลูกคนนี้เติบโตมากับคุณตาคุณยาย
ที่แสดงความรักในแง่ปกป้องระมัดระวังอันตรายให้ การแสดงความรัก
จึงไม่ตรงไปตรงมานัก ซึ่งหมอเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ที่จะเป็นฐานในการฝึกเด็กต่อไป
2. ในการฝึกฝนพฤติกรรมที่คุณไม่ชอบ เราต้องชั่งน้ำหนักว่า
พฤติกรรมใดที่คุณจะเปลี่ยนก่อน เด็กอาจมีพฤติกรรมที่คุณไม่ชอบอยู่ 10 อย่าง
จะปรับเปลี่ยนทั้ง 10 อย่างคงเป็นไปได้ยาก โปรดเลือกเอาพฤติกรรม
ที่คุณทนไม่ได้กับเด็กก่อนเป็นพฤติกรรมแรก แล้วบอกเขาว่าสิ่งเหล่านี้
คุณไม่ชอบและไม่อยากให้ลูกทำ ขณะที่เราบอกพฤติกรรมที่ไม่ดี
เราก็ต้องสร้างพฤติกรรมที่ดี แล้วบอกเขาเลยว่าหนูทำแบบนี้แม่ชอบไปด้วย
ขอให้แยกแยะความรักกับการฝึกออกจากกัน เพราะการฝึกฝนกว่าที่เด็กจะ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่คุณไม่ชอบจนหายไปนั้น
ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน 6 เดือน หรือเป็นปี
คุณแม่ไม่ได้บอกว่ารับลูกมาอยู่กับคุณนานเท่าไหร่แล้ว หมอคาดเดาว่า
อย่างน้อยก็ 3-5 ปี ที่เด็กอยู่กับคุณตาคุณยาย
ดังนั้นก็ต้องใช้เวลาเป็นปีเช่นกัน ในการปรับเปลี่ยนค่ะ
3. คงต้องสร้างพฤติกรรมใหม่ เพราะมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่คุณตาคุณยายไม่ได้สอน เช่น การกล้าแสดงออก การหัวเราะออกมาดัง ๆ
การแสดงความรู้สึกออกมา การฝึกฝนในลักษณะแบบนี้มันคงจะง่ายขึ้น
ถ้าอยู่ในบรรยากาศที่สนุก ๆ ขอให้คุณให้เวลาลูก ลงไปสนุกกับลูกเพิ่มมากขึ้น
ให้โอกาสลูกหัวเราะออกมาดัง ๆ ถ้าอยู่ที่บ้านเด็กยังไม่กล้าหัวเราะ
แล้วแกจะไปหัวเราะที่โรงเรียนได้อย่างไร
ฉะนั้นในบรรยากาศการเล่นที่ผิดก็ไม่เป็นไร ถูกก็ไม่เป็นไร ขอให้สนุกด้วยกัน
ขอให้เตะบอลไปด้วยกัน ขอให้โยนลูกบอลรับลูกบอลไปด้วยกัน
ขอให้ทำตามที่แม่บอกก็แล้วกันรับรองสนุกแน่
ลักษณะเช่นนี้นอกจากจะเป็นการฝึกฝนให้เด็กหัดแสดงอารมณ์ออกมาเป็น
หัวเราะ สนุกสนาน ดีใจ เสียใจ โกรธ แล้วยังเป็นการฝึกให้เด็กหัดทำ
ตามคำสั่งแม่ในบรรยากาศที่สนุก ๆ อีกด้วย
ในการฝึกเด็กไม่จำเป็นว่าเด็กจะต้องทำถูก
เช่น เราอยากฝึกให้เด็กหัดตัดสินใจ การตัดสินผิดหรือถูกไม่สำคัญ
แต่ขอให้ตัดสินใจออกมาก่อน ถูกผิดค่อยมาแก้กันใหม่
เพราะฉะนั้นในบรรยากาศที่สบาย ๆ บรรยากาศที่ลองทำเชียร์ให้กำลังใจ
บรรยากาศที่บอกว่าไม่เป็นไรลูก ลองดูถูกผิดไม่เป็นไร เอาเลยลูก
บรรยากาศที่ผ่อนคลาย สนุก เป็นกันเอง
จะทำให้เด็กกล้าที่จะแสดงตัวตนออกมาได้มากขึ้น แม้การแสดงของเด็ก
อาจทำให้คุณไม่พอใจบ้าง ก็อย่าไปให้ความสำคัญกับตรงนี้มากนัก
เราไม่มีทางที่จะฝึกสอนเด็กให้ถูกต้องหมดไปทุกอย่างในช่วงเวลาสั้น ๆ
แต่การฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ รับรู้ความจริงได้
4. เป็นความจริงที่อยากจะให้เข้าใจว่าสมองส่วนใหญ่จะถูกพัฒนาขึ้นมา
ทั้งปริมาณและคุณภาพโดยเฉพาะช่วง 5 ปีแรก
เราบอกไม่ได้ว่าช่วง 5 ปีแรกที่เด็กอยู่กับคุณตาคุณยายนั้นถูกฝึกฝนมา
มากน้อยแค่ไหน แต่ภาพที่เราเห็นก็คือเด็กช่วยตัวเองไม่ค่อยได้
ไม่มั่นใจในตัวเองสูงมาก เพราะสิ่งที่เด็กได้รับคงอยู่ในคุณภาพต่ำ
การมาฝึกสอนให้เด็กหัดช่วยตัวเอง หัดทำสิ่งต่าง ๆ หัดหัวเราะ หัดยิ้ม
หัดพูด หัดแสดงออก หัดทำหลายสิ่งหลายอย่าง
โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลืองานบ้าน
การฝึกพวกนี้จะเป็นพื้นฐานของความคิด ทำให้เด็กเรียนรู้และสามารถ
เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น วิธีการและเวลาในการฝึกจึงมีความสำคัญมาก
สำหรับเด็กที่ช้าในเรื่องนั้น ๆ กว่าที่เด็กจะเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน 6 เดือน หรือเป็นปี
ดังนั้นจึงอย่าหวังเลยค่ะว่าสิ่งที่คุณพูดขณะที่เด็ก 5 ขวบคนอื่นเขาฟังและเข้าใจ
แล้วลูกจะเข้าใจ เพราะลูกคุณขาดทักษะในการสร้างพื้นฐานมาเยอะ
เราอาจจะเริ่มต้นฝึกช้าหน่อย แต่ฝึกหลากหลายรูปแบบในบรรยากาศที่สนุก
ซึ่งคงยังไม่สามารถเอาลูกไปเปรียบกับเด็ก 5 ขวบคนอื่นในตอนนี้
จงให้เวลาเขาปรับเปลี่ยนและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว
ภายใต้บรรยากาศที่สบาย บรรยากาศที่อบอุ่นเต็มไปด้วยความรัก
และให้โอกาสที่ฝึกฝนไปอีกระยะหนึ่ง
เพื่อช่วยทำให้ลูกสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเด็กคนอื่นได้
**************************************
พ.ญ.วินัดดา ปิยะศิลป์
**************************************
... ระเบียงความรู้ อ่านเพื่อเพิ่มพูน ... ... สัพเพเหระ สารพันเรื่องราว ในห้วงหนึ่งของชีวิตแต่ละช่วงวัย
วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557
สู่รั้วโรงเรียน-เคล็ดลับสร้างลูกให้เป็นตัวของตัวเอง
สู่รั้วโรงเรียน-เคล็ดลับสร้างลูกให้เป็นตัวของตัวเอง
* ไม่เปรียบเทียบลูกกับใครทั้งสิ้น
* ยอมรับความแตกต่างว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไรต่างจากคุณ
* จดบันทึกลักษณะหรือสิ่งพิเศษที่เขาชอบ
* อย่าสร้างความหวังว่าอยากให้เขาโตขึ้นเป็นอะไรหรือต้องจบอะไร
* อย่ายึดติดรูปร่างหน้าตา หรือระดับความสำเร็จของเขา
* สนับสนุนให้เขาสำรวจความสามารถของตนเอง
* อย่ากังวลว่าเพื่อนบ้านหรือญาติจะนินทาเขาอย่างไร
* ให้เขาเลือกเองว่าจะแต่งตัวอย่างไร ใส่ชุดไหน
* กระตุ้นสิ่งที่เขาสนใจเป็นพิเศษ และไม่ตำหนิเมื่อเขาเปลี่ยนไปสนใจอย่างอื่น
* ห้ามลืมว่าเขาควรได้การยอมรับและเคารพความเป็นตัวเขา
* ไม่เปรียบเทียบลูกกับใครทั้งสิ้น
* ยอมรับความแตกต่างว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไรต่างจากคุณ
* จดบันทึกลักษณะหรือสิ่งพิเศษที่เขาชอบ
* อย่าสร้างความหวังว่าอยากให้เขาโตขึ้นเป็นอะไรหรือต้องจบอะไร
* อย่ายึดติดรูปร่างหน้าตา หรือระดับความสำเร็จของเขา
* สนับสนุนให้เขาสำรวจความสามารถของตนเอง
* อย่ากังวลว่าเพื่อนบ้านหรือญาติจะนินทาเขาอย่างไร
* ให้เขาเลือกเองว่าจะแต่งตัวอย่างไร ใส่ชุดไหน
* กระตุ้นสิ่งที่เขาสนใจเป็นพิเศษ และไม่ตำหนิเมื่อเขาเปลี่ยนไปสนใจอย่างอื่น
* ห้ามลืมว่าเขาควรได้การยอมรับและเคารพความเป็นตัวเขา
เรื่องกินของหนู-มีอะไรทดแทนเนื้อสัตว์ได้
เรื่องกินของหนู-มีอะไรทดแทนเนื้อสัตว์ได้
คำถาม -
ลูกอายุ 2 ขวบครึ่ง ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ ถ้าให้ทานอย่างอื่นทดแทน
เช่น ซุปไก่สกัด จะได้มั้ยคะหรือมีอะไรทดแทนได้บ้าง
คำตอบ -
ซุบไก่สกัดในที่นี้หมายถึงซุบไก่สกัดที่มีวางขายในท้องตลาด
ซึ่งคงทดแทนสารอาหารจากเนื้อสัตว์ไม่ได้ทั้งหมด
เนื่องจากคุณค่าของสารอาหารจะแตกต่างกันมากระหว่างเนื้อไก่แท้ ๆ และซุบไก่สกัด
แม้ว่าจะมีสารอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน (น้อยมาก) วิตามินและแร่ธาตุ
โดยอาจมีการเติมเพิ่มลงไปบ้าง แต่ยังมีปริมาณอยู่น้อยมากเพราะมีแต่น้ำเป็นส่วนใหญ่
ซุบไก่สกัดที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดมักมีการพูดถึงประสิทธิภาพต่าง ๆ นานา
เช่นทำให้หลับสบายขึ้น ทำให้เลือดลมดี ลดความเครียด เพิ่มปริมาณเหล็กให้ร่างกาย
ช่วยแก้ไขภาวะโลหิตจางและอื่น ๆ เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ
ที่มีการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ดีพอแก่การเชื่อถือได้
จากการศึกษาวิจัยพบว่า
ซุบไก่สกัด 1 ขวดมีโปรตีน เหล็ก และแคลเซียมในปริมาณที่น้อยมาก
เมื่อเปรียบเทียบซุบไก่สกัดกับอาหารต่าง ๆ ที่รับประทานกันทั่วไป
ซึ่งถ้าไม่มีการลดราคาลงแล้ว
ซุบไก่สกัด 1 ขวดมีราคาแพงกว่าไข่ไก่มากกว่า 10 เท่า
และซุบไก่สกัด 3 ขวดจะมีโปรตีนเท่ากับโปรตีนในไข่ไก่ 1 ฟอง
ซุบไก่สกัด 290,000 ขวดจะมีแคลเซียมเท่ากับแคลเซียมในนม 1 แก้ว
ดังนั้นควรเลือกพิจารณาให้ดีในการเลือกซื้อ
การรับประทานอาหารต่าง ๆ ให้ครบ 5 หมู่และให้หลากหลายในแต่ละมื้อ
หรือในแต่ละวัน จะเป็นการดีกว่ามาก
อีกทั้งไข่และนมยังให้คุณค่าสารอาหารมากกว่าซุบไก่สกัดหลายเท่า
แต่ถ้ากรณีที่ลูกไม่ค่อยยอมกินอาหารควรจะเสริมด้วยวิตามินและแร่ธาตุร่วมด้วยจะดีกว่าครับ
************************************************
น.พ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็ก
************************************************
คำถาม -
ลูกอายุ 2 ขวบครึ่ง ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ ถ้าให้ทานอย่างอื่นทดแทน
เช่น ซุปไก่สกัด จะได้มั้ยคะหรือมีอะไรทดแทนได้บ้าง
คำตอบ -
ซุบไก่สกัดในที่นี้หมายถึงซุบไก่สกัดที่มีวางขายในท้องตลาด
ซึ่งคงทดแทนสารอาหารจากเนื้อสัตว์ไม่ได้ทั้งหมด
เนื่องจากคุณค่าของสารอาหารจะแตกต่างกันมากระหว่างเนื้อไก่แท้ ๆ และซุบไก่สกัด
แม้ว่าจะมีสารอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน (น้อยมาก) วิตามินและแร่ธาตุ
โดยอาจมีการเติมเพิ่มลงไปบ้าง แต่ยังมีปริมาณอยู่น้อยมากเพราะมีแต่น้ำเป็นส่วนใหญ่
ซุบไก่สกัดที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดมักมีการพูดถึงประสิทธิภาพต่าง ๆ นานา
เช่นทำให้หลับสบายขึ้น ทำให้เลือดลมดี ลดความเครียด เพิ่มปริมาณเหล็กให้ร่างกาย
ช่วยแก้ไขภาวะโลหิตจางและอื่น ๆ เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ
ที่มีการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ดีพอแก่การเชื่อถือได้
จากการศึกษาวิจัยพบว่า
ซุบไก่สกัด 1 ขวดมีโปรตีน เหล็ก และแคลเซียมในปริมาณที่น้อยมาก
เมื่อเปรียบเทียบซุบไก่สกัดกับอาหารต่าง ๆ ที่รับประทานกันทั่วไป
ซึ่งถ้าไม่มีการลดราคาลงแล้ว
ซุบไก่สกัด 1 ขวดมีราคาแพงกว่าไข่ไก่มากกว่า 10 เท่า
และซุบไก่สกัด 3 ขวดจะมีโปรตีนเท่ากับโปรตีนในไข่ไก่ 1 ฟอง
ซุบไก่สกัด 290,000 ขวดจะมีแคลเซียมเท่ากับแคลเซียมในนม 1 แก้ว
ดังนั้นควรเลือกพิจารณาให้ดีในการเลือกซื้อ
การรับประทานอาหารต่าง ๆ ให้ครบ 5 หมู่และให้หลากหลายในแต่ละมื้อ
หรือในแต่ละวัน จะเป็นการดีกว่ามาก
อีกทั้งไข่และนมยังให้คุณค่าสารอาหารมากกว่าซุบไก่สกัดหลายเท่า
แต่ถ้ากรณีที่ลูกไม่ค่อยยอมกินอาหารควรจะเสริมด้วยวิตามินและแร่ธาตุร่วมด้วยจะดีกว่าครับ
************************************************
น.พ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็ก
************************************************
เรื่องกินของหนู-ลูกไม่กินผัก ให้กินน้ำต้มผักแทนได้ไหม
เรื่องกินของหนู-ลูกไม่กินผัก
ให้กินน้ำต้มผักแทนได้ไหม
คำถาม -
ไม่ทราบว่าน้ำต้มผักมีคุณค่าอาหารแค่ไหนคะ
ในกรณีที่ลูกไม่ทานผักจะให้กินน้ำต้มผักแทนได้หรือไม่
คำตอบ -
กรณีนี้ขึ้นกับชนิดของผักที่นำมาต้ม
ส่วนใหญ่น้ำต้มผักมักจะประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุบางตัวเท่านั้น
และต้องดูด้วยว่าเวลาต้มใช้อุณหภูมิสูงมากน้อยแค่ไหน
ถ้าใช้อุณหภูมิสูงมาก
ความร้อนจะทำลายวิตามินบางชนิดไปบ้างโดยเฉพาะวิตามินบี 1
จะสูญเสียไปมากกว่าตัวอื่น ๆ
นอกจากนั้นถ้าใช้เวลานานในการต้มจะทำให้วิตามินบางตัวถูกทำลายไปเช่นเดียวกัน
แต่ก็มีแร่ธาตุบางตัวต้องใช้เวลานานจึงจะสามารถสกัดเอาแร่ธาตุนั้น ๆ
ออกมาในน้ำต้มผักได้
วิตามินแต่ละตัวจะถูกทำลายไปไม่เท่ากัน
ลองดูตารางต่อไปนี้ประกอบนะครับ
เพราะฉะนั้นถ้าลูกไม่ทานเนื้อผักก็ไม่สามารถกินน้ำต้มผักแทนเพื่อให้ได้สารอาหารเท่ากันได้
เนื่องจากการกินน้ำต้มผักจะได้รับเพียงวิตามิน แร่ธาตุ
และสารอาหารบางชนิดที่ละลายออกมาในน้ำเท่านั้น
ส่วนการกินเนื้อผักโดยตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผักสด
จะทำให้ได้รับสารอาหารต่าง ๆ
มากกว่ากันมาก วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ยังไม่ถูกทำลาย
นอกจากนั้นยังได้รับสารอาหารตัวอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเนื้อผักเอง
เช่น โปรตีน
คาร์โบไฮเดรต ไขมันซึ่งรวมทั้งวิตามินที่ละลายในไขมันด้วย
ใยอาหารต่าง ๆ
ตลอดจนสารเคมีที่มีประโยชน์ที่เรียกกันว่าไฟโตเคมีคอล
ผักแต่ละชนิดจะมีสารไฟโตเคมีคอลแตกต่างกันออกไป
สารชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
ในร่างกายเป็นไปได้ดี
ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน
โรคไขมันในเลือดสูงและโรคอื่น ๆ อีกมากมาย
ตัวอย่างเช่น
สาร "ไลโคปีน"
ในมะเขือเทศช่วยในการย่อยอาหารและช่วยป้องกันมะเร็ง
สาร "ซับโฟราเฟน"
ในบร็อกคอลีช่วยป้องกันมะเร็ง โดยกระตุ้นตับให้สร้างเอนไซม์ช่วยแก้สารพิษที่เกิดจากขบวนการออกซิเดชัน
สาร "ไดไทออลไทโอนส์"
ในบร็อกคอลี ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี ช่วยป้องกันมะเร็งปอด ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ
และ
สาร "เบต้าแคโรทีน" ในแครอตช่วยป้องกันมะเร็งปอดและกระเพาะอาหาร
เป็นต้น
การรับประทานผักหลาย ๆ
อย่างรวมกันจะทำให้ร่างกายได้รับชนิดของสารอาหารต่าง ๆ มากมายอย่างครบถ้วย
แต่ก็ควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อนเพื่อป้องกันสารพิษต่าง ๆ
************************************************
น.พ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็ก
************************************************
เรื่องกินของหนู-รสชาติอาหารเสริม ควรเป็นแบบใด
เรื่องกินของหนู-รสชาติอาหารเสริม ควรเป็นแบบใด
คำถาม -
อาหารเสริมของลูก ควรปรุงแต่งรสหรือไม่ (กรณีที่เราทำเอง)
วัยไหนถึงจะเหมาะที่จะเริ่ม
คำตอบ -
อาหารเสริมที่ทำให้ลูกรับประทานไม่ควรปรุงแต่งรสชาติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
ควรปล่อยให้เป็นรสชาติตามธรรมชาติของอาหารนั้น ๆ
นอกจากนี้อาหารเสริมนั้นควรมีชนิดของอาหารหลากหลาย
และมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่
พยายามเปลี่ยนชนิดของอาหารสลับกันไปมาในอาหารหมู่เดียวกัน
เช่น หมู่เนื้อสัตว์ที่ให้สารอาหารประเภทโปรตีน
ควรสลับกันระหว่างเนื้อหมู เนื้อปลา และเนื้อไก่ เป็นต้น
หรือหมู่ผักควรเลือกผักหลาย ๆ ชนิดสลับกันไป
ไม่ควรให้เด็กได้รับประทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่บ่อย ๆ และเป็นประจำ
ถ้าทำได้เช่นนี้จะเป็นการฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีให้กับเด็ก
ทำให้เด็กไม่ติดอาหารชนิดเดียว ที่สำคัญมาก คือไม่ควรเติม
เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำตาล น้ำส้ม หรือเครื่องปรุงรสใด ๆ ลงในอาหาร
เนื่องจากการปรุงแต่งรสชาติตามความรู้สึกของพ่อแม่ที่คิดว่าอร่อยแล้ว
ลูกคงจะรับประทานอาหารได้อร่อยตามไปด้วยนั้น
จะเป็นการโปรแกรมรสชาติอาหารให้เด็ก
ทำให้เด็กชอบอาหารที่มีรสชาติหนึ่งเฉพาะ (programming by early nutrition)
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กจะชอบแต่รสชาตินั้นติดตัวไปเรื่อย ๆ
จนเป็นอันตรายกับตัวเด็กเอง เช่น
รสเค็มจะทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคไตวาย และโรคความดันโลหิตสูง
ส่วนรสหวานจะมีโอกาสทำให้เด็กเป็นโรคเบาหวาน
และเมื่อชอบรับประทานอาหารหวานด้วยอาจทำให้ไขมันในเลือดสูง
โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ และอื่น ๆ เป็นต้น
ดังนั้นควรปล่อยให้อาหารมีรสชาติตามแบบของมันเอง
เด็กจะได้เรียนรู้รสชาติต่าง ๆ ตามธรรมชาติ
และรสชาติตามธรรมชาตินั้นมักจะไม่ค่อยมีรสจัดเหมือนอาหารที่ปรุงแต่งขึ้น
นอกจากนั้นเด็กจะกลายเป็นคนที่รับประทานอาหารต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่เลือกมากอีกด้วย
สำหรับอาหารเสริมนั้น ท่านสามารถเริ่มให้เด็กรับประทานได้
เมื่ออายุครบ 4 เดือนเป็นต้นไป โดยก่อนหน้านั้นให้รับประทานนมเป็นอาหารหลัก
โดยเริ่มอาหารเสริมจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตก่อน
เช่น ข้าวบดกล้วย เป็นต้น ควรเริ่มทีละน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น
ค่อยเสริมเพิ่มเนื้อสัตว์ต่าง ๆ บด ตับบดและผักต่าง ๆ บด ไข่แดงสุกบด
น้ำซุปต้มกระดูกหมู
เมื่อเด็กทารกอายุครบ 6 เดือน จึงจะสามารถรับประทานอาหารหลักได้ 1 มื้อ
เมื่ออายุ 5 เดือนให้รับประทานแต่ไข่แดง ส่วนไข่ขาวให้เริ่มเมื่อทารกอายุ ครบ 7 เดือน
เนื่องจากก่อนหน้านั้นทารกมีโอกาสแพ้ไข่ขาวได้ง่าย
ส่วนอาหารทะเลให้เริ่มอย่างน้อยเมื่อทารกอายุได้ 9 เดือนไปแล้ว
เนื่องจากมีโอกาสแพ้อาหารทะเลได้ง่ายเช่นเดียวกัน
*********************************************************
ดร.นพ.ประสงค์ เทียนบุญ หัวหน้าหน่วยโภชนศาสตร์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
*********************************************************
คำถาม -
อาหารเสริมของลูก ควรปรุงแต่งรสหรือไม่ (กรณีที่เราทำเอง)
วัยไหนถึงจะเหมาะที่จะเริ่ม
คำตอบ -
อาหารเสริมที่ทำให้ลูกรับประทานไม่ควรปรุงแต่งรสชาติใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
ควรปล่อยให้เป็นรสชาติตามธรรมชาติของอาหารนั้น ๆ
นอกจากนี้อาหารเสริมนั้นควรมีชนิดของอาหารหลากหลาย
และมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่
พยายามเปลี่ยนชนิดของอาหารสลับกันไปมาในอาหารหมู่เดียวกัน
เช่น หมู่เนื้อสัตว์ที่ให้สารอาหารประเภทโปรตีน
ควรสลับกันระหว่างเนื้อหมู เนื้อปลา และเนื้อไก่ เป็นต้น
หรือหมู่ผักควรเลือกผักหลาย ๆ ชนิดสลับกันไป
ไม่ควรให้เด็กได้รับประทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่บ่อย ๆ และเป็นประจำ
ถ้าทำได้เช่นนี้จะเป็นการฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีให้กับเด็ก
ทำให้เด็กไม่ติดอาหารชนิดเดียว ที่สำคัญมาก คือไม่ควรเติม
เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำตาล น้ำส้ม หรือเครื่องปรุงรสใด ๆ ลงในอาหาร
เนื่องจากการปรุงแต่งรสชาติตามความรู้สึกของพ่อแม่ที่คิดว่าอร่อยแล้ว
ลูกคงจะรับประทานอาหารได้อร่อยตามไปด้วยนั้น
จะเป็นการโปรแกรมรสชาติอาหารให้เด็ก
ทำให้เด็กชอบอาหารที่มีรสชาติหนึ่งเฉพาะ (programming by early nutrition)
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กจะชอบแต่รสชาตินั้นติดตัวไปเรื่อย ๆ
จนเป็นอันตรายกับตัวเด็กเอง เช่น
รสเค็มจะทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคไตวาย และโรคความดันโลหิตสูง
ส่วนรสหวานจะมีโอกาสทำให้เด็กเป็นโรคเบาหวาน
และเมื่อชอบรับประทานอาหารหวานด้วยอาจทำให้ไขมันในเลือดสูง
โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ และอื่น ๆ เป็นต้น
ดังนั้นควรปล่อยให้อาหารมีรสชาติตามแบบของมันเอง
เด็กจะได้เรียนรู้รสชาติต่าง ๆ ตามธรรมชาติ
และรสชาติตามธรรมชาตินั้นมักจะไม่ค่อยมีรสจัดเหมือนอาหารที่ปรุงแต่งขึ้น
นอกจากนั้นเด็กจะกลายเป็นคนที่รับประทานอาหารต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่เลือกมากอีกด้วย
สำหรับอาหารเสริมนั้น ท่านสามารถเริ่มให้เด็กรับประทานได้
เมื่ออายุครบ 4 เดือนเป็นต้นไป โดยก่อนหน้านั้นให้รับประทานนมเป็นอาหารหลัก
โดยเริ่มอาหารเสริมจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตก่อน
เช่น ข้าวบดกล้วย เป็นต้น ควรเริ่มทีละน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น
ค่อยเสริมเพิ่มเนื้อสัตว์ต่าง ๆ บด ตับบดและผักต่าง ๆ บด ไข่แดงสุกบด
น้ำซุปต้มกระดูกหมู
เมื่อเด็กทารกอายุครบ 6 เดือน จึงจะสามารถรับประทานอาหารหลักได้ 1 มื้อ
เมื่ออายุ 5 เดือนให้รับประทานแต่ไข่แดง ส่วนไข่ขาวให้เริ่มเมื่อทารกอายุ ครบ 7 เดือน
เนื่องจากก่อนหน้านั้นทารกมีโอกาสแพ้ไข่ขาวได้ง่าย
ส่วนอาหารทะเลให้เริ่มอย่างน้อยเมื่อทารกอายุได้ 9 เดือนไปแล้ว
เนื่องจากมีโอกาสแพ้อาหารทะเลได้ง่ายเช่นเดียวกัน
*********************************************************
ดร.นพ.ประสงค์ เทียนบุญ หัวหน้าหน่วยโภชนศาสตร์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
*********************************************************
วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557
เรื่องวุ่น ๆ ในวันนั้นของเดือน
เรื่องวุ่น ๆ ในวันนั้นของเดือน
วันไหน ๆ จะเกี่ยวกับใครยังไงก็ช่าง
แต่ถ้า "วันนั้นของเดือน" แล้วล่ะก็ เกี่ยวกับผู้หญิงล้วน ๆ เลย...
แต่เรื่องเนี้ยะผู้ชายก็ควรจะรู้ไว้นะ จะได้เข้าใจ๊...เข้าใจผู้หญิงมากขึ้นไง
< < < มดลูก อวัยวะมหัศจรรย์ > > >
... เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนจนไม่รู้ว่าธรรมชาติคิดได้ยังไง ถึงได้ออกแบบ
ระบบสืบพันธุ์ของเราได้สุดยอดขนาดนี้ ในร่างกายของมนุษย์อวัยวะที่นับว่า
มหัศจรรย์ที่สุดก็คือ สมอง
สมองของมนุษย์เราก้อนไม่ใหญ่ไม่โตนี่แหละที่สรรค์สร้างโลกจนถึงทุกวันนี้
รองจากสมองแล้วก็ต้องยกให้มดลูกกับระบบสืบพันธุ์ของเราสิครับ
ถ้าไม่มีมดลูกในโลกเราก็คงมีแค่อดัมกับอีฟ ดีที่พระเจ้าให้อีฟมีมดลูกติดตัวมาด้วย
มนุษย์ถึงได้แตกลูกแตกหลานออกมามากมายจนทุกวันนี้
มดลูกเป็นอวัยวะที่สำคัญ แต่จะบอกว่าสำคัญที่สุดก็ไม่ได้
เพราะระบบสืบพันธุ์ของเราต้องมีครบทุกส่วนประกอบถึงจะมีลูกได้
เพียงแต่มดลูกเป็นส่วนที่ทำงานหนักที่สุด
ตอนตั้งครรภ์ก็ต้องทำหน้าที่อุ้มลูกเป็นลูกโป่งอยู่ข้างใน แถมต้องเจ็บปวด
ทรมานตอนคลอดอยู่ส่วนเดียวอีกต่างหาก ถึงตอนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์
มดลูกก็ต้องทำหน้าที่ตามคำสั่งของรังไข่ คือมีรอบเดือนออกมา
จากมดลูกเป็นเลือดสด ๆ ทุก ๆ เดือน... น่าสงสารมดลูกจังนะครับ
ดีนะครับที่ธรรมชาติสร้างให้ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์เราทำงานเป็นรอบ
ในแต่ละรอบก็มีวันที่จะสามารถปฏิสนธิได้แค่วันเดียว
ถ้าปฏิสนธิกันได้ทุกวันป่านนี้คนคงล้นโลกไปแล้วครับ
ยิ่งคนเราไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นด้วย ไม่ว่าหมู หมา วัว ควาย
ที่ไหนต่างก็มีการผสมพันธุ์เป็นเรื่องเป็นราว เฉพาะบางช่วงของปีเท่านั้น
คนเรานี่แน่กว่า
สามารถผสมพันธุ์กันได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่ เฮ้อ...คิดแล้วก็เหนื่อยแทน
อย่างที่บอกไว้นะครับว่าระบบสืบพันธุ์ของคนเราทำงานเป็นรอบเป็นวงจร
มดลูกของคนเราก็จะทำงานของมันไป เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิทุกเดือน
หากเดือนไหนไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น เยื่อบุมดลูกที่เตรียมไว้สำหรับให้ตัวอ่อนฝังตัว
ก็จะหลุดลอกออกมาพร้อม ๆ กับมีเลือดออกมาด้วย
กลายเป็นประจำเดือน นี่แหละครับตัวการทำให้ต้องเปลืองผ้าอนามัยไปทุกเดือน
< < < คำนวณ "วันนั้น" ของเดือน > > >
เรื่องของรอบเดือนได้สร้างปัญหาให้กับผู้หญิงบ่อยเหมือนกัน
ก็คนเราไม่ใช่เครื่องจักรนี่ครับจะให้รอบเดือนมาตรงกันเป๊ะ ๆ เหมือนกันหมด
ไม่ยืดไม่หดเอาเลยคงเป็นไปไม่ได้
ทั้งคนเราเกิดมาไม่ได้มีอะไรเหมือนกันหมดซะทุกอย่าง
ดังนั้นรอบเดือนของผู้หญิงแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
จะไปเปรียบเทียบว่าประจำเดือนเราไม่เหมือนของคนอื่น
ของคนอื่นไม่เหมือนของเรา ไม่ได้แน่ ๆ ครับ
ปกติแล้วผู้หญิงจะมีประจำเดือนทุก 24-32 วัน
แต่โดยมากแล้วหรือประมาณ 1 ใน 6 ของผู้หญิงทั้งหมด
ประจำเดือนจะมาทุก 28 วัน ทำให้รู้สึกว่ารอบเดือนมันร่นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
คุณผู้หญิงหลาย ๆ คนมักบ่นให้ฟังเรื่องรอบเดือนมาไม่เคยตรงเลย
ทำยังไงถึงจะมาตรงซะที
แต่พอนับไปนับมาปรากฏว่ารอบเดือนมาทุก 28 วันพอดีทุกรอบ
ดังนั้นเราจะไปยึดถือเอาวันที่ของปฏิทินให้ตรงกันทุกเดือนเห็นจะไม่ได้
เพราะแต่ละเดือนมีวันไม่เท่ากันเลย บางเดือนมี 30 วัน บางเดือนมี 31 วัน
แถมบางเดือนมีแค่ 28 วันเอง
ผมเองยังงง ๆ เหมือนกันว่าอีตาจูเลี่ยนคนที่สร้างปฏิทินขึ้นใช้เป็นคนแรก
แล้วก็ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้
ทำไมไม่กำหนดให้แต่ละเดือนมี 30 วันเท่า ๆ กันซะหมดเรื่องหมดราว
หรือปฏิทินที่เราใช้กันอยู่
ที่แท้อาจเป็นตารางรอบประจำเดือนของภรรยาของคุณจูเลี่ยนเองก็ได้
ปกติแล้ววงรอบของประจำเดือนเกิดขึ้นที่มดลูก
โดยมีฮอร์โมนจากรังไข่มาควบคุมมดลูกอีกที แล้วรังไข่ก็ถูกควบคุมด้วย
ฮอร์โมนที่สร้างจากสมอง คุมกันไปคุมกันมาหลายขั้นตอนเลยนะครับ
ดังนั้นหากมีอะไรไปรบกวนระบบการควบคุมของฮอร์โมนนี้เข้า
ก็อาจทำให้รอบเดือนคลาดเคลื่อนไปได้ ที่พบบ่อย ๆ ก็เช่น
ความเครียด อดนอน พักผ่อนไม่พอ อ้วนขึ้นหรือผอมลง เจ็บป่วยไม่สบาย
หรืออาจเกิดจากการรับประทานยาบางอย่าง
ก็เป็นเหตุทำให้รอบเดือนมาเร็วขึ้นหรือยืดออกไปได้
แต่ปกติแล้วหากไม่เร็วขึ้นเกินกว่า 7 วัน หรือไม่ยืดเลยออกไปเกิน 7 วัน
ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ครับ
ส่วนจำนวนวันที่ประจำเดือนมาก็จะอยู่ที่ 3-7 วัน
ถ้าเกิน 7 วันขึ้นไปถือว่าผิดปกติ
แต่ผู้หญิงบางคนก็อาจมีประจำเดือนเพียงแค่วันเดียว
หรือมาเยอะเต็มที่ 7 วันเลยก็ได้
ต่างคนต่างมีลักษณะเฉพาะของใครของมัน
ไม่ใช่เห็นคนอื่นมีประจำเดือน 3 วัน ก็อยากจะให้ตัวเองมี 3 วันตาม อย่างนี้ไม่ได้แน่
< < < วันไหนมามาก วันไหนมาน้อย > > >
ปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกมาไม่ค่อยเท่ากันในแต่ละคน
บางคนออกมามาก บางคนออกมาน้อย
แต่เฉลี่ยแล้วจะเสียเลือดรวมทั้งหมดประมาณ 33 ซีซี.
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าเขาวัดตวงกันยังไง
และจะถือว่าประจำเดือนมามากผิดปกติก็ต่อเมื่อเสียเลือดมากกว่า 80 ซีซี.
นี่เป็นแค่ตัวเลขอ้างอิงที่ทำเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้นนะครับ
เพราะในความเป็นจริงถ้าจะไปวัดไปตวงว่ารอบเดือนเดือนนี้มากี่ซีซี.
ก็คงจะลำบาก
เอาเป็นว่าหากประจำเดือนออกมาในปริมาณปกติ
จะใช้ผ้าอนามัยขนาดมาตรฐานซับเต็มที่ 3-4 แผ่น ต่อวัน
แต่ถ้าเป็นแบบบางเฉียบ หรือเป็นคนที่เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย
ก็คงต้องใช้มากขึ้นกว่านิดหน่อย หากประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ
โดยปกติแล้วผู้หญิงสาว ๆ ยังไม่เคยมีลูก มดลูกยังใหม่ ๆ อยู่
ประจำเดือนมักมาไม่ค่อยมาก แต่พอมดลูกผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก
ผ่านการมีลูก มดลูกก็มักยืดขยายและแรงบีบรัดก็จะน้อยลง
โดยเฉพาะในช่วงหลังคลอดใหม่ ๆ จะรู้สึกว่าประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ
สักระยะหนึ่งก็จะน้อยลงเอง แต่ไม่น้อยลงไปกว่าตอนที่ยังไม่มีลูกหรอกนะครับ
การคุมกำเนิดหลังคลอดก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปริมาณของประจำเดือนด้วย
หากคุมกำเนิดโดยการกินยาคุมกำเนิด ปริมาณของประจำเดือนจะน้อยลงกว่าเดิม
เฉลี่ยแล้วลดลงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงคุมกำเนิด
ประจำเดือนจะกลับมามากกว่าเดิมอีก 30 เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน
ปริมาณของประจำเดือนยังขึ้นกับรูปร่าง น้ำหนักของผู้หญิงคนนั้นด้วย
ผู้หญิงผอม ๆ มักมีประจำเดือนออกมาน้อย
ผู้หญิงอ้วน ๆ มักมีประจำเดือนออกมามาก
เนื่องจากถ้าอ้วนมากก็จะมีไขมันมาก แล้วเซลล์ไขมันก็สามารถสร้างฮอร์โมนออกมาได้
คนอ้วนก็มักมีสิวมากกว่า หน้ามันมากกว่า มีขนขึ้นมากกว่า
แถมหากอ้วนมากก็มักมีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติอีกด้วย
< < < สีสด สีคล้ำ บอกอะไร > > >
เรื่องสีของประจำเดือนก็เป็นเรื่องชวนปวดหัว
ทั้ง ๆ ที่สีของประจำเดือนนั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกายเลย
มีคุณผู้หญิงหลาย ๆ คนที่มาหาหมอสูติฯ ด้วยเรื่องประจำเดือนออกมาสีดำกว่าปกติ
กลัวว่าจะเป็นเลือดเสีย มีปัญหาข้างในมดลูกหรือเปล่า
หรือถ้าเลือดสีดำออกมาน้อยไปหน่อย ก็กลัวว่าเลือดเสียมันจะตกค้างอยู่ข้างใน
แต่ที่จริงแล้วเลือดประจำเดือนของเราไม่ใช่เลือดเสียนะครับ
คนเราไม่ได้ขับของเสียออกมาทางประจำเดือน
มดลูกมีหน้าที่สืบพันธุ์เพียงอย่างเดียว
ส่วนหน้าที่ขับถ่ายของเสียเป็นหน้าที่ของไตและตับ ออกมาเป็นปัสสาวะ อุจจาระ
แต่ด้วยความบังเอิญว่าช่องคลอดของเราดันไปอยู่ตรงกลาง
ระหว่างท่อปัสสาวะกับทวารหนัก
พอมีประจำเดือนออกมาก็เลยเหมาเอาว่าเป็นการขับของเสียด้วยเหมือนกัน
เลือดประจำเดือนเกิดจากการลอกตัวของเยื่อบุมดลูก เมื่อไม่ได้รับการปฏิสนธิ
เลือดที่ออกมาก็มีคุณสมบัติไม่ต่างไปจากเลือดปกติในร่างกายของเรา
หากเลือดประจำเดือนออกมากก็มักไหลออกมาเร็วโดยไม่มีการติดค้าง
เลือดจะเป็นสีแดง และจับตัวเป็นก้อนเลือดได้ง่าย
แต่ถ้าเลือดซึมออกมาน้อย ๆ เช่นตอนที่เริ่มมาใหม่ ๆ หรือตอนที่ใกล้จะหมด
เลือดที่ออกมาน้อย ๆ จะไหลซึมออกมาช้า ๆ ติดค้างอยู่ในช่องคลอดอยู่นาน
เมื่อติดค้างอยู่นานก็จะมีสีคล้ำขึ้นเป็นสีออกน้ำตาลไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ
ไม่เชื่อลองนึกดูตอนที่เราโดนมีดบาดสิครับ
เลือดที่ออกมาตอนแรก ๆ จะมีสีแดงสด แต่ทิ้งไว้ไม่ถึง 5 นาที
เลือดก็จะแห้งเป็นสีแดงคล้ำ ๆ แล้ว
ดังนั้นเลือดสีคล้ำก็คือเลือดที่ออกมานานแล้ว ไม่ได้เป็นเลือดเสียแต่อย่างใด
< < < แบบนี้ ผิดปกตินะ! > > >
สำหรับประจำเดือนที่ผิดปกติ
ก็มักเป็นประจำเดือนที่มามากผิดปกติเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ๆ หรือมานานกว่า 7 วัน
หรือมานานมากกว่าครั้งก่อน ๆ หรือบางทีอาจมาสั้นลงหรือยืดยาวออกไปผิดปกติ
หลักง่าย ๆ ก็คือต้องเข้าใจ จดจำได้ว่าลักษณะเฉพาะของประจำเดือนของเราเป็นอย่างไร
หากมีอะไรที่มันไม่เหมือนเดิมอย่างชัดเจน ตรงนั้นแหละครับที่ควรไปพบไปปรึกษาคุณหมอ
แล้วตอนไปหาคุณหมอก็ไม่ต้องทนรอจนเลือดหายหมดนะครับ
หากเลือดออกมามาก ออกนาน ออกกะปริบกะปรอย ให้ไปหาหมอตอนที่ยังมีเลือดนี่แหละ
เพราะหมอต้องการจะดูว่าเลือดที่ว่านี้เป็นประจำเดือนจริง ๆ หรือเปล่า
มีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วยหรือเปล่า หากรอจนเลือดหมดแล้วค่อยไปตรวจ
บางทีก็ตรวจไม่เจออะไร หรือรอไปรอมาเลือดหมดตัวจนซีดไปหมด
คราวนี้แหละเรื่องมันก็จะยิ่งบานปลายไปใหญ่
คุณผู้หญิงส่วนมากไม่กล้าไปตรวจหากยังมีเลือดประจำเดือนออกมาอยู่
สงสัยจะเกรงใจหมอ หรืออาจกลัวเลอะเทอะเปรอะเปื้อน
ที่จริงไม่ต้องกลัวหรือเกรงใจเลยนะครับ
เกิดเป็นหมอสูติฯ แล้วก็ต้องนั่งรักษาเรื่องเกี่ยวกับอย่างว่านี่แหละ
ไม่ว่าเลือดออก ตกขาว มีกลิ่น คัน
ก็ต้องเป็นหน้าที่หมอสูติฯ อยู่แล้ว... ทำใจได้มานานแล้วครับ !
************************************************
น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์
************************************************
วันไหน ๆ จะเกี่ยวกับใครยังไงก็ช่าง
แต่ถ้า "วันนั้นของเดือน" แล้วล่ะก็ เกี่ยวกับผู้หญิงล้วน ๆ เลย...
แต่เรื่องเนี้ยะผู้ชายก็ควรจะรู้ไว้นะ จะได้เข้าใจ๊...เข้าใจผู้หญิงมากขึ้นไง
< < < มดลูก อวัยวะมหัศจรรย์ > > >
... เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนจนไม่รู้ว่าธรรมชาติคิดได้ยังไง ถึงได้ออกแบบ
ระบบสืบพันธุ์ของเราได้สุดยอดขนาดนี้ ในร่างกายของมนุษย์อวัยวะที่นับว่า
มหัศจรรย์ที่สุดก็คือ สมอง
สมองของมนุษย์เราก้อนไม่ใหญ่ไม่โตนี่แหละที่สรรค์สร้างโลกจนถึงทุกวันนี้
รองจากสมองแล้วก็ต้องยกให้มดลูกกับระบบสืบพันธุ์ของเราสิครับ
ถ้าไม่มีมดลูกในโลกเราก็คงมีแค่อดัมกับอีฟ ดีที่พระเจ้าให้อีฟมีมดลูกติดตัวมาด้วย
มนุษย์ถึงได้แตกลูกแตกหลานออกมามากมายจนทุกวันนี้
มดลูกเป็นอวัยวะที่สำคัญ แต่จะบอกว่าสำคัญที่สุดก็ไม่ได้
เพราะระบบสืบพันธุ์ของเราต้องมีครบทุกส่วนประกอบถึงจะมีลูกได้
เพียงแต่มดลูกเป็นส่วนที่ทำงานหนักที่สุด
ตอนตั้งครรภ์ก็ต้องทำหน้าที่อุ้มลูกเป็นลูกโป่งอยู่ข้างใน แถมต้องเจ็บปวด
ทรมานตอนคลอดอยู่ส่วนเดียวอีกต่างหาก ถึงตอนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์
มดลูกก็ต้องทำหน้าที่ตามคำสั่งของรังไข่ คือมีรอบเดือนออกมา
จากมดลูกเป็นเลือดสด ๆ ทุก ๆ เดือน... น่าสงสารมดลูกจังนะครับ
ดีนะครับที่ธรรมชาติสร้างให้ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์เราทำงานเป็นรอบ
ในแต่ละรอบก็มีวันที่จะสามารถปฏิสนธิได้แค่วันเดียว
ถ้าปฏิสนธิกันได้ทุกวันป่านนี้คนคงล้นโลกไปแล้วครับ
ยิ่งคนเราไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นด้วย ไม่ว่าหมู หมา วัว ควาย
ที่ไหนต่างก็มีการผสมพันธุ์เป็นเรื่องเป็นราว เฉพาะบางช่วงของปีเท่านั้น
คนเรานี่แน่กว่า
สามารถผสมพันธุ์กันได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่ เฮ้อ...คิดแล้วก็เหนื่อยแทน
อย่างที่บอกไว้นะครับว่าระบบสืบพันธุ์ของคนเราทำงานเป็นรอบเป็นวงจร
มดลูกของคนเราก็จะทำงานของมันไป เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิทุกเดือน
หากเดือนไหนไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น เยื่อบุมดลูกที่เตรียมไว้สำหรับให้ตัวอ่อนฝังตัว
ก็จะหลุดลอกออกมาพร้อม ๆ กับมีเลือดออกมาด้วย
กลายเป็นประจำเดือน นี่แหละครับตัวการทำให้ต้องเปลืองผ้าอนามัยไปทุกเดือน
< < < คำนวณ "วันนั้น" ของเดือน > > >
เรื่องของรอบเดือนได้สร้างปัญหาให้กับผู้หญิงบ่อยเหมือนกัน
ก็คนเราไม่ใช่เครื่องจักรนี่ครับจะให้รอบเดือนมาตรงกันเป๊ะ ๆ เหมือนกันหมด
ไม่ยืดไม่หดเอาเลยคงเป็นไปไม่ได้
ทั้งคนเราเกิดมาไม่ได้มีอะไรเหมือนกันหมดซะทุกอย่าง
ดังนั้นรอบเดือนของผู้หญิงแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
จะไปเปรียบเทียบว่าประจำเดือนเราไม่เหมือนของคนอื่น
ของคนอื่นไม่เหมือนของเรา ไม่ได้แน่ ๆ ครับ
ปกติแล้วผู้หญิงจะมีประจำเดือนทุก 24-32 วัน
แต่โดยมากแล้วหรือประมาณ 1 ใน 6 ของผู้หญิงทั้งหมด
ประจำเดือนจะมาทุก 28 วัน ทำให้รู้สึกว่ารอบเดือนมันร่นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
คุณผู้หญิงหลาย ๆ คนมักบ่นให้ฟังเรื่องรอบเดือนมาไม่เคยตรงเลย
ทำยังไงถึงจะมาตรงซะที
แต่พอนับไปนับมาปรากฏว่ารอบเดือนมาทุก 28 วันพอดีทุกรอบ
ดังนั้นเราจะไปยึดถือเอาวันที่ของปฏิทินให้ตรงกันทุกเดือนเห็นจะไม่ได้
เพราะแต่ละเดือนมีวันไม่เท่ากันเลย บางเดือนมี 30 วัน บางเดือนมี 31 วัน
แถมบางเดือนมีแค่ 28 วันเอง
ผมเองยังงง ๆ เหมือนกันว่าอีตาจูเลี่ยนคนที่สร้างปฏิทินขึ้นใช้เป็นคนแรก
แล้วก็ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้
ทำไมไม่กำหนดให้แต่ละเดือนมี 30 วันเท่า ๆ กันซะหมดเรื่องหมดราว
หรือปฏิทินที่เราใช้กันอยู่
ที่แท้อาจเป็นตารางรอบประจำเดือนของภรรยาของคุณจูเลี่ยนเองก็ได้
ปกติแล้ววงรอบของประจำเดือนเกิดขึ้นที่มดลูก
โดยมีฮอร์โมนจากรังไข่มาควบคุมมดลูกอีกที แล้วรังไข่ก็ถูกควบคุมด้วย
ฮอร์โมนที่สร้างจากสมอง คุมกันไปคุมกันมาหลายขั้นตอนเลยนะครับ
ดังนั้นหากมีอะไรไปรบกวนระบบการควบคุมของฮอร์โมนนี้เข้า
ก็อาจทำให้รอบเดือนคลาดเคลื่อนไปได้ ที่พบบ่อย ๆ ก็เช่น
ความเครียด อดนอน พักผ่อนไม่พอ อ้วนขึ้นหรือผอมลง เจ็บป่วยไม่สบาย
หรืออาจเกิดจากการรับประทานยาบางอย่าง
ก็เป็นเหตุทำให้รอบเดือนมาเร็วขึ้นหรือยืดออกไปได้
แต่ปกติแล้วหากไม่เร็วขึ้นเกินกว่า 7 วัน หรือไม่ยืดเลยออกไปเกิน 7 วัน
ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ครับ
ส่วนจำนวนวันที่ประจำเดือนมาก็จะอยู่ที่ 3-7 วัน
ถ้าเกิน 7 วันขึ้นไปถือว่าผิดปกติ
แต่ผู้หญิงบางคนก็อาจมีประจำเดือนเพียงแค่วันเดียว
หรือมาเยอะเต็มที่ 7 วันเลยก็ได้
ต่างคนต่างมีลักษณะเฉพาะของใครของมัน
ไม่ใช่เห็นคนอื่นมีประจำเดือน 3 วัน ก็อยากจะให้ตัวเองมี 3 วันตาม อย่างนี้ไม่ได้แน่
< < < วันไหนมามาก วันไหนมาน้อย > > >
ปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกมาไม่ค่อยเท่ากันในแต่ละคน
บางคนออกมามาก บางคนออกมาน้อย
แต่เฉลี่ยแล้วจะเสียเลือดรวมทั้งหมดประมาณ 33 ซีซี.
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าเขาวัดตวงกันยังไง
และจะถือว่าประจำเดือนมามากผิดปกติก็ต่อเมื่อเสียเลือดมากกว่า 80 ซีซี.
นี่เป็นแค่ตัวเลขอ้างอิงที่ทำเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้นนะครับ
เพราะในความเป็นจริงถ้าจะไปวัดไปตวงว่ารอบเดือนเดือนนี้มากี่ซีซี.
ก็คงจะลำบาก
เอาเป็นว่าหากประจำเดือนออกมาในปริมาณปกติ
จะใช้ผ้าอนามัยขนาดมาตรฐานซับเต็มที่ 3-4 แผ่น ต่อวัน
แต่ถ้าเป็นแบบบางเฉียบ หรือเป็นคนที่เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย
ก็คงต้องใช้มากขึ้นกว่านิดหน่อย หากประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ
โดยปกติแล้วผู้หญิงสาว ๆ ยังไม่เคยมีลูก มดลูกยังใหม่ ๆ อยู่
ประจำเดือนมักมาไม่ค่อยมาก แต่พอมดลูกผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก
ผ่านการมีลูก มดลูกก็มักยืดขยายและแรงบีบรัดก็จะน้อยลง
โดยเฉพาะในช่วงหลังคลอดใหม่ ๆ จะรู้สึกว่าประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ
สักระยะหนึ่งก็จะน้อยลงเอง แต่ไม่น้อยลงไปกว่าตอนที่ยังไม่มีลูกหรอกนะครับ
การคุมกำเนิดหลังคลอดก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปริมาณของประจำเดือนด้วย
หากคุมกำเนิดโดยการกินยาคุมกำเนิด ปริมาณของประจำเดือนจะน้อยลงกว่าเดิม
เฉลี่ยแล้วลดลงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงคุมกำเนิด
ประจำเดือนจะกลับมามากกว่าเดิมอีก 30 เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน
ปริมาณของประจำเดือนยังขึ้นกับรูปร่าง น้ำหนักของผู้หญิงคนนั้นด้วย
ผู้หญิงผอม ๆ มักมีประจำเดือนออกมาน้อย
ผู้หญิงอ้วน ๆ มักมีประจำเดือนออกมามาก
เนื่องจากถ้าอ้วนมากก็จะมีไขมันมาก แล้วเซลล์ไขมันก็สามารถสร้างฮอร์โมนออกมาได้
คนอ้วนก็มักมีสิวมากกว่า หน้ามันมากกว่า มีขนขึ้นมากกว่า
แถมหากอ้วนมากก็มักมีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติอีกด้วย
< < < สีสด สีคล้ำ บอกอะไร > > >
เรื่องสีของประจำเดือนก็เป็นเรื่องชวนปวดหัว
ทั้ง ๆ ที่สีของประจำเดือนนั้นไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกายเลย
มีคุณผู้หญิงหลาย ๆ คนที่มาหาหมอสูติฯ ด้วยเรื่องประจำเดือนออกมาสีดำกว่าปกติ
กลัวว่าจะเป็นเลือดเสีย มีปัญหาข้างในมดลูกหรือเปล่า
หรือถ้าเลือดสีดำออกมาน้อยไปหน่อย ก็กลัวว่าเลือดเสียมันจะตกค้างอยู่ข้างใน
แต่ที่จริงแล้วเลือดประจำเดือนของเราไม่ใช่เลือดเสียนะครับ
คนเราไม่ได้ขับของเสียออกมาทางประจำเดือน
มดลูกมีหน้าที่สืบพันธุ์เพียงอย่างเดียว
ส่วนหน้าที่ขับถ่ายของเสียเป็นหน้าที่ของไตและตับ ออกมาเป็นปัสสาวะ อุจจาระ
แต่ด้วยความบังเอิญว่าช่องคลอดของเราดันไปอยู่ตรงกลาง
ระหว่างท่อปัสสาวะกับทวารหนัก
พอมีประจำเดือนออกมาก็เลยเหมาเอาว่าเป็นการขับของเสียด้วยเหมือนกัน
เลือดประจำเดือนเกิดจากการลอกตัวของเยื่อบุมดลูก เมื่อไม่ได้รับการปฏิสนธิ
เลือดที่ออกมาก็มีคุณสมบัติไม่ต่างไปจากเลือดปกติในร่างกายของเรา
หากเลือดประจำเดือนออกมากก็มักไหลออกมาเร็วโดยไม่มีการติดค้าง
เลือดจะเป็นสีแดง และจับตัวเป็นก้อนเลือดได้ง่าย
แต่ถ้าเลือดซึมออกมาน้อย ๆ เช่นตอนที่เริ่มมาใหม่ ๆ หรือตอนที่ใกล้จะหมด
เลือดที่ออกมาน้อย ๆ จะไหลซึมออกมาช้า ๆ ติดค้างอยู่ในช่องคลอดอยู่นาน
เมื่อติดค้างอยู่นานก็จะมีสีคล้ำขึ้นเป็นสีออกน้ำตาลไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ
ไม่เชื่อลองนึกดูตอนที่เราโดนมีดบาดสิครับ
เลือดที่ออกมาตอนแรก ๆ จะมีสีแดงสด แต่ทิ้งไว้ไม่ถึง 5 นาที
เลือดก็จะแห้งเป็นสีแดงคล้ำ ๆ แล้ว
ดังนั้นเลือดสีคล้ำก็คือเลือดที่ออกมานานแล้ว ไม่ได้เป็นเลือดเสียแต่อย่างใด
< < < แบบนี้ ผิดปกตินะ! > > >
สำหรับประจำเดือนที่ผิดปกติ
ก็มักเป็นประจำเดือนที่มามากผิดปกติเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ๆ หรือมานานกว่า 7 วัน
หรือมานานมากกว่าครั้งก่อน ๆ หรือบางทีอาจมาสั้นลงหรือยืดยาวออกไปผิดปกติ
หลักง่าย ๆ ก็คือต้องเข้าใจ จดจำได้ว่าลักษณะเฉพาะของประจำเดือนของเราเป็นอย่างไร
หากมีอะไรที่มันไม่เหมือนเดิมอย่างชัดเจน ตรงนั้นแหละครับที่ควรไปพบไปปรึกษาคุณหมอ
แล้วตอนไปหาคุณหมอก็ไม่ต้องทนรอจนเลือดหายหมดนะครับ
หากเลือดออกมามาก ออกนาน ออกกะปริบกะปรอย ให้ไปหาหมอตอนที่ยังมีเลือดนี่แหละ
เพราะหมอต้องการจะดูว่าเลือดที่ว่านี้เป็นประจำเดือนจริง ๆ หรือเปล่า
มีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วยหรือเปล่า หากรอจนเลือดหมดแล้วค่อยไปตรวจ
บางทีก็ตรวจไม่เจออะไร หรือรอไปรอมาเลือดหมดตัวจนซีดไปหมด
คราวนี้แหละเรื่องมันก็จะยิ่งบานปลายไปใหญ่
คุณผู้หญิงส่วนมากไม่กล้าไปตรวจหากยังมีเลือดประจำเดือนออกมาอยู่
สงสัยจะเกรงใจหมอ หรืออาจกลัวเลอะเทอะเปรอะเปื้อน
ที่จริงไม่ต้องกลัวหรือเกรงใจเลยนะครับ
เกิดเป็นหมอสูติฯ แล้วก็ต้องนั่งรักษาเรื่องเกี่ยวกับอย่างว่านี่แหละ
ไม่ว่าเลือดออก ตกขาว มีกลิ่น คัน
ก็ต้องเป็นหน้าที่หมอสูติฯ อยู่แล้ว... ทำใจได้มานานแล้วครับ !
************************************************
น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์
************************************************
เรื่องอย่างว่า...หลังผ่าตัด !
เรื่องอย่างว่า...หลังผ่าตัด !
ถ้าต้องมีการผ่าตัด ซ่อมแซมเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์แล้วละก็
ผู้หญิงอย่างเรา ๆ คงต้องมีวิธีดูแลเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าต้องมีเรื่อง "อย่างว่า"
หลังผ่าตัดด้วยแล้ว ขอแนะนำให้เก็บข้อมูลนี้ไว้ใต้หมอน เป็นคู่มือ "ยามนั้น" ได้เลย....
< < < "ตรงนั้น" ของเธอช่างบอบบาง? > > >
เพราะอวัยวะระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะบอบบาง
เป็นโน่นเป็นนี่ง่ายไม่ค่อยทนทาน แต่ถึงเวลาต้องเจออะไรหนัก ๆ
ต้องอุ้มท้อง ต้องเจ็บท้องคลอด ต้องให้เบ่งเด็กตัวเบ้อเริ่มผ่านออกมา
ทางช่องคลอด อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเราก็สามารถทำได้
แต่ในความแข็งแกร่งก็มีความบอกบางแอบซ่อนอยู่
อวัยวะของผู้หญิงเป็นสิ่งที่ต้องหมั่นดูแลรักษา ต้องเข้ารับการตรวจ
อยู่เป็นประจำ หรือถึงแม้จะตรวจอยู่เป็นประจำก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้น
ต้องกินยา เหน็บยา หรือบางทีต้องผ่าตัดไปโน่น
เกิดเป็นผู้หญิงมีของสำคัญติดตัวมา ก็ต้องเป็นภาระหน้าที่
ที่ต้องห่วงหวงดูแลตั้งแต่เริ่มเป็นสาว จนแต่งงานมีสามีก็ต้องดูแล
อย่าให้มันเจ็บป่วยเป็นโน่นเป็นนี่ พอมีลูกก็ต้องคอยกังวลดูแล
อย่าให้มันยืดหย่อนยาน
พอเริ่มแก่ก็ต้องคอยหมั่นตรวจอย่าให้เป็นเนื้องอก เนื้อร้ายขึ้นมา
...เห็นมั้ยล่ะครับ เกิดเป็นผู้หญิงนี่ลำบากเหมือนกันนะ
ทีผู้ชายไม่เห็นต้องดูแลอะไรมาก แถมยังทนทานไม่ค่อยเจ็บไม่ค่อยป่วย
แล้วยังมีโอกาสเป็นเนื้องอกเนื้อร้ายน้อยกว่ามาก
ดูเหมือนธรรมชาติไม่ค่อยจะยุติธรรมเลยเนอะ
แต่เมื่อเลือกเกิดไม่ได้ แถมคุณสามีก็นอนร้องหง่าว ๆ อยู่ข้าง ๆ
ทุกคืนเป็นประจำ เห็นทีต้องจัดการแล้วล่ะ
เอาวิธีที่ดีกว่าทุบหัวพ่อเจ้าประคุณหมกใต้เตียงนะครับ
< < < เรื่องอย่างว่า ก่อนและหลังตรวจภายใน > > >
โดยปกติควรงดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนไปตรวจภายในอย่างน้อย 2 วันครับ
เพราะเวลาตรวจคุณหมอต้องตรวจดูทั้งหมด ตั้งแต่ปากช่องคลอด
ดูว่ามีแผลมีรอยบวมรอยแดงรอยอักเสบอะไรหรือเปล่า
ดูตกขาวภายในช่องคลอดว่ามีสีมีกลิ่นผิดปกติหรือไม่
ดูปากมดลูกว่าเป็นแผลหรือเปล่า
หากมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแล้วไปตรวจก็ต้องเจออะไรที่มันไม่ปกติเต็มไปหมด
ตั้งแต่ปากช่องคลอดแดง แถมบางทีเป็นรอยแผลถลอกอีกต่างหาก
พอจะตรวจดูตกขาวว่ามีเชื้อโรคผิดปกติหรือเปล่า ที่ไหนได้เจอแต่ตัว
อสุจิเต็มไปหมด โดยเฉพาะในรายที่มาตรวจมะเร็งปากมดลูก
หมอจะขูดเซลล์แถวปากมดลูกส่งไปห้องแล็บ ห้องแล็บคงตกใจ
รีบโทรกลับมาบอกว่าไม่เห็นมะเร็งซักตัว เจอแต่อสุจิเป็นล้านเลย !!!
หลังจากตรวจภายใน ตรวจหามะเร็งเสร็จแล้ว
ทางที่ดีควรงดมีเพศสัมพันธ์อีกวันสองวันจะดีกว่า
เพราะตอนตรวจหมอจะขูดปากมดลูกไปตรวจซึ่งอาจเกิดเป็นรอยถลอกได้
หากไปมีเพศสัมพันธ์เลยก็อาจมีเลือดออกหรือเกิดการอักเสบตามมา ....
ให้สามีอดใจไว้สองสามวันคงไม่ปวดไม่คัดมากหรอกครับ
< < < ช่วงใส่ห่วง ต้องงด "เรื่องอย่างว่า" > > >
ดู ๆ ไปแล้วการตรวจภายในนับเป็นการตรวจที่ไม่หนักหนาสักเท่าไหร่
แต่หากต้องทำอะไรเยอะกว่านี้ เช่น ใส่ห่วงคุมกำเนิด
ก็ควรจะงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 สัปดาห์ เนื่องจากตอนใส่ห่วง
ต้องใช้เครื่องมือจับปากมดลูกดึงซึ่งจะเกิดเป็นรอยแผลนิดหน่อย
แล้วตอนใส่ห่วงเข้าไปก็มักครูดโดนเยื่อบุผิวมดลูกถลอกอีกนิดหน่อย
หากคุณสามีเกิดอยากลองของใหม่ ตอนนี้อาจทำให้เจ็บท้องน้อย
หรือเกิดการอักเสบตามมาได้ คงต้องให้อดเปรี้ยวไว้กินหวานสัก 2 สัปดาห์
หลังจากใส่ห่วงแล้วคุณหมอมักจะนัดตรวจห่วงอีกครั้งใน 1 เดือนหลังใส่ห่วง
เพื่อดูว่าห่วงมันเลื่อนไปผิดที่ผิดทางหรือเปล่า มีอาการเจ็บมั้ย
ถึงตอนนี้หมอมักจะบอกว่าต้องยุ่งกันมาก่อนนะ ยิ่งบ่อย ๆ ยิ่งดี
เพราะหมอจะดูว่าเมื่อใส่ห่วงแล้วเกิดการแทกกระเทือนตามปกติ
ห่วงต้องไม่เลื่อน หากเลื่อนลงมาจะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ทั้ง ๆ ที่มีห่วงได้
แล้วก็ต้องดูด้วยว่าใส่ห่วงแล้วเวลามีอะไรกันมีอาการผิดปกติมั้ย
เพราะมีหลายคนเหมือนกันที่คุณสามีบ่นว่าเหมือนมีสายไนล่อนแข็ง ๆ
มาทิ่มโดนปลายน้องหนูของเขา ที่จริงก็น่าจะจั๊กจี้ดีนะครับ
แต่ถ้าเกิดรำคาญก็มีวิธีแก้ครับ
แค่เก็บสายห่วงพับไปข้างหลังให้เรียบร้อยก็คงไม่รู้สึกแล้วล่ะ
< < < ขูดมดลูก ก็ต้องงด...เช่นกัน > > >
ผู้หญิงเราหากอยู่สุขสบายดีก็คงไม่อยากให้มดลูกมาเจ็บตัวหรอกครับ
แต่ถ้ามีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือมีการแท้งเกิดขึ้น
ซึ่งทั้งสองกรณีต้องรักษากันด้วยการขูดมดลูก แค่ฟังก็เสียวท้องน้อยไปหมดแล้ว
หลังจากขูดมดลูกไปแล้วก็ควรงดมีเพศสัมพันธ์อีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ให้มดลูกลาป่วยไปก่อนครับ เพราะโดนขูดมดลูกมาไม่ใช่เรื่องเล็ก
โดนขูดข้างในซะเกลี้ยง เลือดออกซิบ ๆ แถมมีแผลถลอกอยู่ข้างในเต็มไปหมด
แบบนี้มดลูกคงเจ็บระบบไปอีกหลายวัน การมีเพศสัมพันธ์เร็วไป
จะทำให้ฝ่ายหญิงเจ็บระบมข้างในมากขึ้น และแผลจากการขูด
ที่ยังไม่หายดีก็จะเกิดการอักเสบได้ง่าย...
ให้มดลูกได้พักฟื้นสักสองสัปดาห์ เดี๋ยวก็กลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเดิมแล้วล่ะครับ
< < < ผ่าตัด ก็งดด้วย > > >
หากโชคร้ายขึ้นมาอีกหน่อยคราวนี้ถือเป็นการยกเครื่องซ่อมใหญ่กันเลย
ถ้ามีความผิดปกติที่เหลือบ่ากว่าแรง กินยารักษาไม่ได้จำเป็นต้องผ่าตัด
ก็ต้องหยุดพักกันยาว การผ่าตัดอาจจะแค่ตัดซีสต์ เลาะพังผืด
หรืออาจจำเป็นต้องตัดทิ้งหมดทั้งพวง มดลูกก็ไม่มีเหลือ ก็เป็นไปได้ครับ
หากผ่าตัดทางหน้าท้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 เดือนขึ้นไป
นอกจากนั้นใน 3 เดือนแรกให้ฝ่ายสามีเป็นผู้เหนื่อยแต่เพียงผู้เดียว
ผู้หญิงไม่ต้องช่วยออกแรงนะครับ ที่ต้องให้ผู้หญิงออมแรงไว้ก่อน
ก็เพราะเวลาผ่าท้องไม่ว่าจะผ่าตามแนวยาวหรือผ่าตามแนวขวาง
พอผ่าเสร็จแล้วต้องเย็บแผลกลับเหมือนเก่า แล้วเย็บก็ไม่ได้แค่ชั้นเดียว
ต้องเย็บตั้งแต่ตัวมดลูกถึงผิวหนังหน้าท้องบางทีเย็บกันตั้ง 8 ชั้น
แต่ละชั้นต้องมีปมหัวปมท้าย แต่ละปมก็ต้องผูกสามทีสี่ที
ไม่ได้ผูกสองทีเหมือนผูกเชือกกางเกงนะครับ
ไหมที่เย็บทั้งหมดมักจะเป็นไหมละลาย บางชั้นก็เส้นเล็กนิดเดียว
แต่ชั้นที่ต้องการความแข็งแรงมาก ๆ ก็เส้นใหญ่
แต่รวมแล้วไหมทั้งหมดจะละลายหมดเกลี้ยงในเวลา 3 เดือน
นั่นแปลว่าภายในสามเดือนแรกหากฝ่ายหญิงอยากจะออกแรงบ้าง
อาจจะทำให้เจ็บระบมแผลได้ ก็ตอนมี "เรื่องอย่างว่า" กัน
มันต้องขยับไปขยับมาตลอดนี่ครับ แผลที่ยังไม่หายดี ปมที่ยังละลายไม่หมด
ก็จะเสียดสีอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ สำเร็จเสร็จกิจแล้วระบมหน้าท้องไปหมด
แต่รับรองไม่เคยเจอยุ่งกันจนแผลแตกไส้ทะลักเลยนะครับ
หากอยากออกแรงเองบ้างก็ได้ แต่ถ้าเริ่มรู้สึกเจ็บก็เปลี่ยนมานอนเล่นข้างล่างดีกว่า
***************************************************
น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์
***************************************************
ถ้าต้องมีการผ่าตัด ซ่อมแซมเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์แล้วละก็
ผู้หญิงอย่างเรา ๆ คงต้องมีวิธีดูแลเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าต้องมีเรื่อง "อย่างว่า"
หลังผ่าตัดด้วยแล้ว ขอแนะนำให้เก็บข้อมูลนี้ไว้ใต้หมอน เป็นคู่มือ "ยามนั้น" ได้เลย....
< < < "ตรงนั้น" ของเธอช่างบอบบาง? > > >
เพราะอวัยวะระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะบอบบาง
เป็นโน่นเป็นนี่ง่ายไม่ค่อยทนทาน แต่ถึงเวลาต้องเจออะไรหนัก ๆ
ต้องอุ้มท้อง ต้องเจ็บท้องคลอด ต้องให้เบ่งเด็กตัวเบ้อเริ่มผ่านออกมา
ทางช่องคลอด อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเราก็สามารถทำได้
แต่ในความแข็งแกร่งก็มีความบอกบางแอบซ่อนอยู่
อวัยวะของผู้หญิงเป็นสิ่งที่ต้องหมั่นดูแลรักษา ต้องเข้ารับการตรวจ
อยู่เป็นประจำ หรือถึงแม้จะตรวจอยู่เป็นประจำก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้น
ต้องกินยา เหน็บยา หรือบางทีต้องผ่าตัดไปโน่น
เกิดเป็นผู้หญิงมีของสำคัญติดตัวมา ก็ต้องเป็นภาระหน้าที่
ที่ต้องห่วงหวงดูแลตั้งแต่เริ่มเป็นสาว จนแต่งงานมีสามีก็ต้องดูแล
อย่าให้มันเจ็บป่วยเป็นโน่นเป็นนี่ พอมีลูกก็ต้องคอยกังวลดูแล
อย่าให้มันยืดหย่อนยาน
พอเริ่มแก่ก็ต้องคอยหมั่นตรวจอย่าให้เป็นเนื้องอก เนื้อร้ายขึ้นมา
...เห็นมั้ยล่ะครับ เกิดเป็นผู้หญิงนี่ลำบากเหมือนกันนะ
ทีผู้ชายไม่เห็นต้องดูแลอะไรมาก แถมยังทนทานไม่ค่อยเจ็บไม่ค่อยป่วย
แล้วยังมีโอกาสเป็นเนื้องอกเนื้อร้ายน้อยกว่ามาก
ดูเหมือนธรรมชาติไม่ค่อยจะยุติธรรมเลยเนอะ
แต่เมื่อเลือกเกิดไม่ได้ แถมคุณสามีก็นอนร้องหง่าว ๆ อยู่ข้าง ๆ
ทุกคืนเป็นประจำ เห็นทีต้องจัดการแล้วล่ะ
เอาวิธีที่ดีกว่าทุบหัวพ่อเจ้าประคุณหมกใต้เตียงนะครับ
< < < เรื่องอย่างว่า ก่อนและหลังตรวจภายใน > > >
โดยปกติควรงดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนไปตรวจภายในอย่างน้อย 2 วันครับ
เพราะเวลาตรวจคุณหมอต้องตรวจดูทั้งหมด ตั้งแต่ปากช่องคลอด
ดูว่ามีแผลมีรอยบวมรอยแดงรอยอักเสบอะไรหรือเปล่า
ดูตกขาวภายในช่องคลอดว่ามีสีมีกลิ่นผิดปกติหรือไม่
ดูปากมดลูกว่าเป็นแผลหรือเปล่า
หากมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแล้วไปตรวจก็ต้องเจออะไรที่มันไม่ปกติเต็มไปหมด
ตั้งแต่ปากช่องคลอดแดง แถมบางทีเป็นรอยแผลถลอกอีกต่างหาก
พอจะตรวจดูตกขาวว่ามีเชื้อโรคผิดปกติหรือเปล่า ที่ไหนได้เจอแต่ตัว
อสุจิเต็มไปหมด โดยเฉพาะในรายที่มาตรวจมะเร็งปากมดลูก
หมอจะขูดเซลล์แถวปากมดลูกส่งไปห้องแล็บ ห้องแล็บคงตกใจ
รีบโทรกลับมาบอกว่าไม่เห็นมะเร็งซักตัว เจอแต่อสุจิเป็นล้านเลย !!!
หลังจากตรวจภายใน ตรวจหามะเร็งเสร็จแล้ว
ทางที่ดีควรงดมีเพศสัมพันธ์อีกวันสองวันจะดีกว่า
เพราะตอนตรวจหมอจะขูดปากมดลูกไปตรวจซึ่งอาจเกิดเป็นรอยถลอกได้
หากไปมีเพศสัมพันธ์เลยก็อาจมีเลือดออกหรือเกิดการอักเสบตามมา ....
ให้สามีอดใจไว้สองสามวันคงไม่ปวดไม่คัดมากหรอกครับ
< < < ช่วงใส่ห่วง ต้องงด "เรื่องอย่างว่า" > > >
ดู ๆ ไปแล้วการตรวจภายในนับเป็นการตรวจที่ไม่หนักหนาสักเท่าไหร่
แต่หากต้องทำอะไรเยอะกว่านี้ เช่น ใส่ห่วงคุมกำเนิด
ก็ควรจะงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 สัปดาห์ เนื่องจากตอนใส่ห่วง
ต้องใช้เครื่องมือจับปากมดลูกดึงซึ่งจะเกิดเป็นรอยแผลนิดหน่อย
แล้วตอนใส่ห่วงเข้าไปก็มักครูดโดนเยื่อบุผิวมดลูกถลอกอีกนิดหน่อย
หากคุณสามีเกิดอยากลองของใหม่ ตอนนี้อาจทำให้เจ็บท้องน้อย
หรือเกิดการอักเสบตามมาได้ คงต้องให้อดเปรี้ยวไว้กินหวานสัก 2 สัปดาห์
หลังจากใส่ห่วงแล้วคุณหมอมักจะนัดตรวจห่วงอีกครั้งใน 1 เดือนหลังใส่ห่วง
เพื่อดูว่าห่วงมันเลื่อนไปผิดที่ผิดทางหรือเปล่า มีอาการเจ็บมั้ย
ถึงตอนนี้หมอมักจะบอกว่าต้องยุ่งกันมาก่อนนะ ยิ่งบ่อย ๆ ยิ่งดี
เพราะหมอจะดูว่าเมื่อใส่ห่วงแล้วเกิดการแทกกระเทือนตามปกติ
ห่วงต้องไม่เลื่อน หากเลื่อนลงมาจะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ทั้ง ๆ ที่มีห่วงได้
แล้วก็ต้องดูด้วยว่าใส่ห่วงแล้วเวลามีอะไรกันมีอาการผิดปกติมั้ย
เพราะมีหลายคนเหมือนกันที่คุณสามีบ่นว่าเหมือนมีสายไนล่อนแข็ง ๆ
มาทิ่มโดนปลายน้องหนูของเขา ที่จริงก็น่าจะจั๊กจี้ดีนะครับ
แต่ถ้าเกิดรำคาญก็มีวิธีแก้ครับ
แค่เก็บสายห่วงพับไปข้างหลังให้เรียบร้อยก็คงไม่รู้สึกแล้วล่ะ
< < < ขูดมดลูก ก็ต้องงด...เช่นกัน > > >
ผู้หญิงเราหากอยู่สุขสบายดีก็คงไม่อยากให้มดลูกมาเจ็บตัวหรอกครับ
แต่ถ้ามีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือมีการแท้งเกิดขึ้น
ซึ่งทั้งสองกรณีต้องรักษากันด้วยการขูดมดลูก แค่ฟังก็เสียวท้องน้อยไปหมดแล้ว
หลังจากขูดมดลูกไปแล้วก็ควรงดมีเพศสัมพันธ์อีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ให้มดลูกลาป่วยไปก่อนครับ เพราะโดนขูดมดลูกมาไม่ใช่เรื่องเล็ก
โดนขูดข้างในซะเกลี้ยง เลือดออกซิบ ๆ แถมมีแผลถลอกอยู่ข้างในเต็มไปหมด
แบบนี้มดลูกคงเจ็บระบบไปอีกหลายวัน การมีเพศสัมพันธ์เร็วไป
จะทำให้ฝ่ายหญิงเจ็บระบมข้างในมากขึ้น และแผลจากการขูด
ที่ยังไม่หายดีก็จะเกิดการอักเสบได้ง่าย...
ให้มดลูกได้พักฟื้นสักสองสัปดาห์ เดี๋ยวก็กลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเดิมแล้วล่ะครับ
< < < ผ่าตัด ก็งดด้วย > > >
หากโชคร้ายขึ้นมาอีกหน่อยคราวนี้ถือเป็นการยกเครื่องซ่อมใหญ่กันเลย
ถ้ามีความผิดปกติที่เหลือบ่ากว่าแรง กินยารักษาไม่ได้จำเป็นต้องผ่าตัด
ก็ต้องหยุดพักกันยาว การผ่าตัดอาจจะแค่ตัดซีสต์ เลาะพังผืด
หรืออาจจำเป็นต้องตัดทิ้งหมดทั้งพวง มดลูกก็ไม่มีเหลือ ก็เป็นไปได้ครับ
หากผ่าตัดทางหน้าท้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 เดือนขึ้นไป
นอกจากนั้นใน 3 เดือนแรกให้ฝ่ายสามีเป็นผู้เหนื่อยแต่เพียงผู้เดียว
ผู้หญิงไม่ต้องช่วยออกแรงนะครับ ที่ต้องให้ผู้หญิงออมแรงไว้ก่อน
ก็เพราะเวลาผ่าท้องไม่ว่าจะผ่าตามแนวยาวหรือผ่าตามแนวขวาง
พอผ่าเสร็จแล้วต้องเย็บแผลกลับเหมือนเก่า แล้วเย็บก็ไม่ได้แค่ชั้นเดียว
ต้องเย็บตั้งแต่ตัวมดลูกถึงผิวหนังหน้าท้องบางทีเย็บกันตั้ง 8 ชั้น
แต่ละชั้นต้องมีปมหัวปมท้าย แต่ละปมก็ต้องผูกสามทีสี่ที
ไม่ได้ผูกสองทีเหมือนผูกเชือกกางเกงนะครับ
ไหมที่เย็บทั้งหมดมักจะเป็นไหมละลาย บางชั้นก็เส้นเล็กนิดเดียว
แต่ชั้นที่ต้องการความแข็งแรงมาก ๆ ก็เส้นใหญ่
แต่รวมแล้วไหมทั้งหมดจะละลายหมดเกลี้ยงในเวลา 3 เดือน
นั่นแปลว่าภายในสามเดือนแรกหากฝ่ายหญิงอยากจะออกแรงบ้าง
อาจจะทำให้เจ็บระบมแผลได้ ก็ตอนมี "เรื่องอย่างว่า" กัน
มันต้องขยับไปขยับมาตลอดนี่ครับ แผลที่ยังไม่หายดี ปมที่ยังละลายไม่หมด
ก็จะเสียดสีอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ สำเร็จเสร็จกิจแล้วระบมหน้าท้องไปหมด
แต่รับรองไม่เคยเจอยุ่งกันจนแผลแตกไส้ทะลักเลยนะครับ
หากอยากออกแรงเองบ้างก็ได้ แต่ถ้าเริ่มรู้สึกเจ็บก็เปลี่ยนมานอนเล่นข้างล่างดีกว่า
***************************************************
น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์
***************************************************
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
