วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สารพันปัญหาคุณแม่ตั้งครรภ์-ทานแค่ไหนเหมาะกับการตั้งครรภ์

สารพันปัญหาคุณแม่ตั้งครรภ์-ทานแค่ไหนเหมาะกับการตั้งครรภ์
คำถาม -
ขอเรียนถามว่า
1. ทำไมแม่ตั้งครรภ์จึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างคะ
ดิฉันเป็นคนที่กินอาหารเป็นเวลาไม่แพ้ท้อง
มีบางครั้งช่วง 4 โมงเช้าหรือตื่นมาเข้าห้องน้ำดึก ๆ จะแสบท้องหิว
แต่ก็ไม่ค่อยเป็นบ่อย เพราะแต่ละมื้อดิฉันจะทานจนอิ่ม
นมก็ดื่มหลังข้าวเช้าวันละกล่อง จะมีผลอย่างไรคะ
2. ช่วงตั้งครรภ์ได้ 30 สัปดาห์ดิฉันนั่งรถมอเตอร์ไซค์ ระยะทาง 8 กม.
ตลอดทางเป็นดินลูกรังมีฝุ่นมาก ดิฉันกลั้นหายใจเป็นช่วง ๆ
ช่วงละ 10 วินาที เห็นจะได้ พอมาถึงบ้านรู้สึกเหนื่อยมาก
และวันต่อมาลูกก็ไม่ดิ้นหรือถ้าดิ้นก็เบามาก
พอไปเช็กที่อนามัยหัวใจก็เต้นดีแต่พอสัปดาห์ที่ 36 ไปเช็ก
คุณหมอบอกว่าน้ำหนักดิฉันลดลง 1 กก. และเขียนผลว่า REACTIVE
หมายความว่าอย่างไรคะ ดิฉันกลัวลูกจะสมองพิการ มีโอกาสเป็นไปได้มั้ย
คำตอบ -
1. โดยปกติแม่ตั้งครรภ์มักจะมีปัญหาของระบบทางเดินอาหาร
กล่าวคือระบบทางเดินอาหารมักจะทำงานช้าลง ผลก็คือจะมีอาการท้องอืด
มีลมในท้อง อาการเหมือนอาหารไม่ย่อย ท้องผูก จุกเสียดบ่อย ๆ
(นอกเหนืออาการแพ้ท้องที่พบได้บ่อย) ดังนั้นแม่ตั้งครรภ์บางคน
จึงกินอาหารได้น้อยในแต่ละมื้อ ในกรณีนี้แพทย์จึงแนะนำให้คุณแม่
กินแต่น้อยแต่ให้เพิ่มจำนวนมื้อแทน เป็นการชดเชยปริมาณที่กินได้น้อยในแต่ละมื้อ
เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้เป็นแม่และทารกในครรภ์ด้วย

ในกรณีของคุณซึ่งเป็นคนกินอาหารเป็นเวลา
และไม่มีปัญหาของปริมาณที่กินแต่ละมื้อ คุณแม่ก็สามารถกินอาหารตามเวลา
อันเป็นปกติของคุณต่อไปตามเดิม ไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับการกินอาหารในมื้ออื่น ๆ
2. การกลั้นหายใจเป็นระยะสั้น ๆ ของคุณแม่คงเป็นสาเหตุทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย
ขณะเดียวกันย่อมจะมีผลทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดของคุณลดลงเป็นช่วง ๆ
ตามการกลั้นหายใจของคุณ ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ส่งผ่านไปถึงทารกในครรภ์
มีปริมาณลดลง ซึ่งอาจทำให้ทารกในครรภ์มีการดิ้นลดลงได้
แต่เนื่องจากการกลั้นหายใจของคุณไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเวลานาน
จึงไม่น่าจะมีผลรุนแรงต่อทารกในครรภ์
จะเห็นได้ว่าการเต้นของหัวใจ เมื่อคุณไปตรวจที่อนามัยเป็นปกติ

ส่วนการตรวจที่หมอเขียนว่า REACTIVE นั้น
เข้าใจว่าเป็นการตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์เรียกว่า NST
ซึ่งผลที่ได้หมายถึงว่าเป็นปกติ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่น่ารุนแรงแต่อย่างใด
คิดว่าคุณแม่ไม่ควรกังวลใจมากจนเกินไป
ควรจะไปฝากครรภ์ตามนัดและบำรุงสุขภาพของคุณเพื่อเตรียมพร้อม
สำหรับการเป็นแม่ที่จะมาถึงในเวลาอีกไม่นานนี้จะดีกว่านะครับ
*************************************************
น.พ.ชาญวิทย์ พันธุมะผล
*************************************************

สารพันปัญหาคุณแม่ตั้งครรภ์-แพ้ท้องนาน ๆ จะมีผลกับลูกไหม

สารพันปัญหาคุณแม่ตั้งครรภ์-แพ้ท้องนาน ๆ จะมีผลกับลูกไหม
คำถาม -
ตอนนี้ตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนแล้วแต่ยังแพ้ท้องอยู่
อาการแพ้ท้องนาน ๆ แบบนี้จะมีผลกับลูกไหมคะ เช่น เลี้ยงยาก ขี้หงุดหงิด
คำตอบ -
อาการแพ้ท้อง ถ้าเป็นมากหรือเป็นอยู่นานจนทำให้ร่างกายของคุณแม่
ไม่ได้สารน้ำและสารอาหารเพียงพอครบถ้วน นอกจากคุณแม่จะผ่ายผอม
น้ำหนักไม่ขึ้นแล้ว ยังหงุดหงิดและท้อแท้ได้ และเจ้าตัวเล็กในครรภ์ก็คง
มีสภาพไม่ต่างจากคุณแม่เอง โดยทั่วไปหลัง 3 เดือนไปแล้ว คุณแม่มักจะหายแพ้
และเริ่มอยากรับประทานทุกอย่างที่ขวางหน้า และเริ่มมีน้ำมีนวล
เพราะคุณแม่ต้องรับประทานเผื่อลูก เพื่อการเจริญเติบโตของลูกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ดังนั้นถ้าคุณแม่ยังแพ้ท้องอยู่นาน ก็จะทำให้ลูกมีน้ำหนักน้อย ตัวเล็กไม่สมวัย
ในรายที่รุนแรงอาจทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้
จึงควรปรึกษาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุอื่นที่อาจไม่ใช่อาการแพ้ท้อง
เช่น โรคตับอักเสบ หรือแม้แต่โรคเครียดเรื้อรัง และถ้าไม่มีโรคแฝง
คุณหมอจะจัดยาที่ไม่เป็นอันตราย และแนะนำวิธีการรับประทาน
เพื่อให้คุณแม่ทุเลาจากการแพ้ท้องและรับประทานอาหารได้มากขึ้นค่ะ
**************************************************
รศ.พญ.เฉลิมศรี ธนันตเศรษฐ
**************************************************

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 0-1 ปี-พัฒนาการไม่สมวัย...จะรู้ได้ไง

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 0-1 ปี-พัฒนาการไม่สมวัย...จะรู้ได้ไง
"ตายแล้ว... นี่ลูกเธอยังไม่คลานอีกเหรอ ดูลูกฉันสิ อ่อนกว่าลูกเธอ
ตั้งเกือบเดือน คลานปร๋อแล้ว พาไปเช็กบ้างก็ดีนะ เผื่อเจอโรคอะไรจะได้รักษาทัน"

-------- เวลาเพื่อน ๆ คุณพูดอย่างนี้ คุณก็คงรู้สึกใจไม่ดีเหมือนกันใช่ไหมคะ
แต่พูดไปเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าลูกเราผิดปกติอะไรหรือเปล่า
ลูกก็ดูเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ไม่โยเย หรือแค่ทำอะไรช้าเฉย ๆ แต่ก่อนจะถึงมือหมอ
อย่างที่เพื่อนแนะนำ พ่อแม่ก็สามารถสังเกตลูกน้อยของตัวเองในระดับเบื้องต้นได้
ว่าพัฒนาการของแกมีปัญหาหรือเปล่า
เพราะความผิดปกติบางอย่างก็อาจบอกได้จากพัฒนาการเหมือนกัน...

***   หม่ำ ๆ ร้อง ๆ 0-3 เดือน   ***
===>>>   อย่างนี้สิปกติ
หันหน้าไปหาเสียงพูดหรือเสียงเพลง
มองและหันหน้าตามของที่เคลื่อนไหว
แสดงอารมณ์ทางสีหน้าเมื่อเจอคนที่คุ้นเคย
มองและหันตามของเล่นที่เคลื่อนไหว
เริ่มตีสิ่งของและคว้าเข้ามาหาตัว
ส่งเสียงอืออา ตอบรับเสียงที่ได้ยิน
ตาสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้
มีความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ ได้นานระดับหนึ่ง
===>>>   มีแนวโน้มผิดปกติ
ไม่สะดุ้งหรือตกใจเมื่อเกิดเสียงดัง
ไม่มองตามมือตนเองเลย
ไม่ยิ้มหรือมีปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อคุยเล่นด้วยหลังอายุ 2 เดือน
ไม่มองตามของเล่นเลยเมื่ออายุ 2-3 เดือน
ไม่ยอมจับหรือถือของเล่นเมื่ออายุ 3-4 เดือน
ไม่ทำเสียงครางเมื่ออายุ 3-4 เดือน
ตาเขตลอดเวลา (อาการตาเขบางครั้งยังถือว่าปกติ)
ไม่สนใจคนแปลกหน้าหรือสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เลย
เล่นเสริมพัฒนาการ โมบายล์ปลาตะเพียนที่มีสีสันสดใส
เปิดกล่องเพลงหรือร้องเพลงให้ลูกฟัง

***   อ้อแอ้ไขว่คว้า 4-7 เดือน   ***
===>>>   อย่างนี้สิปกติ
ยันตัวเริ่มคลาน อาจจับสิ่งของเพื่อดึงตัวเองขึ้น
นั่งได้นานแม้ไม่พยุง และเริ่มหยิบจับของเล่น
ถือของได้ข้างละอัน อาจจับมากระทบกัน
ชอบดูดนิ้วและเริ่มหยิบอาหารเข้าปาก
พลิกคว่ำได้คล่องแคล่ว
ตามองตามสิ่งของไปในทางเดียวกัน
ชอบของเล่นมีเสียง
มีอารมณ์คึกคักบ่อยขึ้น
แสดงความต้องการเป็นคนหนึ่งในสังคม
===>>>   มีแนวโน้มผิดปกติ
เคลื่อนไหวขาไม่คล่อง กล้ามเนื้อแข็งและเกร็ง
เวลาจับอยู่ในท่านั่ง ตัวอ่อนปวกเปียก ศีรษะตกไปอยู่ด้านหลัง
ใช้มือได้ข้างเดียว
เอาของใส่ปากลำบาก
ไม่พลิกตัวเองเมื่ออายุ 5 เดือน
ตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเบนออกข้างนอกหรือเข้าข้างใน
ไม่หันตามเสียง
ไม่หัวเราะเสียงดังเมื่ออายุ 6 เดือน
ไม่เล่นจ๊ะเอ๋หรือตอบสนองคนรอบข้าง
เล่นเสริมพัฒนาการ ลูกบอลนิ่ม ๆ สีสดใส เล่นแล้วเกิดเสียง
ของเล่นที่มีลูกปัดข้างใน เขย่าแล้วเกิดเสียง หนังสือเด็กรูปสัตว์สามมิติ

***   ต้วมเตี้ยม เตาะแตะ 8-12 เดือน   ***
===>>>   อย่างนี้สิปกติ
ยืนได้ด้วยตัวเองตามลำพัง อาจโยกตัวเล่นไปมา
ค้นหาของที่เอาไปซ่อนต่อหน้าได้สำเร็จ
พูดได้มากกว่าคำว่า พ่อ แม่ ชอบพูดงึมงำคนเดียว
รู้สัญลักษณ์ของวัตถุ เช่น พูดคำว่าหมาก็ทำเสียงคำรามตาม
ชี้ของผ่านกระจกใสได้
===>>>   มีแนวโน้มผิดปกติ
ยังไม่คลานและไม่ยอมยืนเมื่อจับให้ยืน
ไม่ค้นหาของที่ซ่อน แม้เด็กจะเห็นว่าซ่อนที่ไหน
ไม่เรียกพ่อแม่หรือคำง่าย ๆ เมื่ออายุ 1 ปี
ไม่เรียนรู้ท่าทาง เช่น บ๊าย บาย สั่นศีรษะ
ไม่ชี้ที่รูปหรือสิ่งของ
เล่นเสริมพัฒนาการ หัดดื่มน้ำจากถ้วย หัดเล่นกับพี่น้องหรือเพื่อน
หนังสือสีสดที่มีตัวสัตว์และตัวหนังสือหรือตัวเลข

< < <   พัฒนาการดีหรือไม่ มาจาก...   > > >
สุขภาพเด็ก 
แน่นอนค่ะ หากเด็กที่มีสุขภาพดีจะมีพัฒนาการที่เร็วและสมบูรณ์กว่าเด็กที่อ่อนแอ
เพราะกำลังในการเคลื่อนไหวของเด็กที่อ่อนแอจะมีน้อยกว่านั่นเอง
ความสุข 
เด็กที่มีความสุข ความสบายใจ อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น
จะมีพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าในครอบครัวที่หย่าร้างหรือให้ความอบอุ่นกับเด็กไม่เพียงพอ
เพราะภาวะเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้เด็กเกิดความเครียดและรู้สึกเศร้าหมองได้
ความแกร่ง 
เด็กที่มีความแกร่งนั้นเกิดมาจากความรัก ความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ให้เขาอย่างเพียงพอ
จนทำให้เขามีความมั่นใจ รู้สึกปลอดภัย กล้าที่จะเรียนรู้ ต่อสู้กับปัญหาเฉพาะหน้าได้ในอนาคต

< < <   สมองผิดปกติ   > > >
พัฒนาการที่ผิดปกติและอันตรายที่สุดคงจะหลีกหนีความผิดปกติของสมองไม่ได้
เพราะความผิดปกติของสมองเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและรักษาได้ลำบาก
ซึ่งความผิดปกตินี้สังเกตได้จากพัฒนาการตั้งแต่เล็ก
เช่น การไม่สนใจสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งรอบข้างทั้ง ๆ ที่ถึงวัยที่สมควรแล้ว
คลานหรือเดินงุ่นง่านอยู่คนเดียว น้ำลายยังไหลมุมปากแม้อายุเกิน 1 ขวบแล้ว
จับโน่นนี่ไร้เป้าหมาย ซึ่งเราอาจต้องช่วยลูกในการฝึกกิจกรรมพัฒนาสมอง
เล่นเกม พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ เพื่อให้ลูกได้พัฒนาให้มากที่สุด

< < <   การได้ยินผิดปกติ   > > >
หากลูกเราไม่มีอาการตกใจเวลาเสียงดังหรือเรียกแล้วไม่หันตามเสียง
แกอาจมีปัญหาการได้ยินก็เป็นได้
ลองสังเกตดูและรีบตัดสินใจพาลูกไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
เพื่อให้การดูแลรักษาได้ทันท่วงที

เห็นแบบนี้พ่อแม่อย่าเพิ่งตกใจหรือกังวลจนมากเกินไป
เพราะพัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน
อาจช้าหรือเร็วไปจากเกณฑ์มาตรฐานทั่ว ๆ ไป หรืออาจเกิดจากองค์ประกอบอื่น ๆ

ตัวอย่างเช่น การที่เด็กใช้มือข้างเดียวหยิบจับของบ่อย ๆ
อาจจะเป็นเพราะเด็กมีความถนัดในมือข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป
หากสังเกตอีกระยะหนึ่งเด็กก็ยังไม่ใช้มืออีกข้างหนึ่ง
ก็ควรจับมือเด็กข้างนั้นให้จับหรือถือของเล่น เพื่อช่วยเด็กในการพัฒนากล้ามเนื้อค่ะ
แต่ขณะเดียวกันถ้ามือเด็กดูไม่มีแรง หยิบจับของไม่ได้เลย
เห็นทีควรปรึกษาแพทย์จะดีกว่า และอยากฝากไว้สักนิดค่ะว่า
ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกณฑ์เปรียบเทียบคร่าว ๆ ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว
เพียงแต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้จักสังเกตลูกและพบสิ่งผิดปกติได้ไวก็จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีค่ะ

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สารพันปัญหาคุณแม่ตั้งครรภ์ - เคยเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ มีลูกอีกคนมีโอกาสเป็นอีกไหม

สารพันปัญหาคุณแม่ตั้งครรภ์ - เคยเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ มีลูกอีกคนมีโอกาสเป็นอีกไหม
คำถาม -
ตอนท้องลูกคนแรกเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ คือ เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์
ต่อเมื่อคลอดลูกออกมา ผลตรวจเลือดปกติ
อยากทราบว่าถ้าจะตั้งครรภ์ลูกคนที่สองจะเกิดภาวะเบาหวานในระหว่าง
ตั้งครรภ์อีกหรือไม่ กี่เปอร์เซ็นต์คะและถ้าคลอดลูกออกมาแล้ว
โอกาสจะเป็นเบาหวานถาวรมีมากน้อยเพียงใด

ลูกคนแรกผ่าออก ถ้าจะมีลูกคนที่สองสำหรับแม่ที่มีอายุมาก (36-37) ควรห่างกันเท่าไรดีคะ
คำตอบ -
ก่อนที่จะตอบคำถาม หมอขอเล่าปัญหาบางอย่างที่เกิดในสตรีตั้งครรภ์
เพื่อเป็นความรู้ประกอบคำอธิบายต่อไป

เราพบว่ามีสตรีจำนวนหนึ่งซึ่งขณะไม่ตั้งครรภ์มีความดันโลหิตปกติ
แต่เมื่อตั้งครรภ์ความดันโลหิตกลับสูงขึ้น และบางรายมีอาการบวม
หรือมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ หรือมีทั้งสองอย่างเลย รายที่มีอาการรุนแรง
อาจชักได้ ภาวะดังกล่าวทั้งหมดนี้เรียกว่าครรภ์เป็นพิษ
เมื่อสตรีที่มีปัญหาดังกล่าวคลอดแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวถึงจะหายไปได้เอง
ซึ่งจนปัจจุบันแพทย์ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมสตรีบางคน
จึงเกิดความผิดปกติดังกล่าว (แต่ให้การดูแลรักษาได้)

มีสตรีอีกไม่น้อยเช่นกัน ที่ขณะไม่ตั้งครรภ์จะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
แต่เมื่อมีการตั้งครรภ์ก็อาจทำให้เกิด โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้
ความผิดปกตินี้จะหายไปเมื่อคลอดแล้ว ซึ่งพออธิบายได้ว่าความผิดปกติ
ดังกล่าวนี้ เกิดจากการสร้างฮอร์โมนบางชนิดจากการตั้งครรภ์
ไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินซึ่งสร้างจากตับอ่อน
และมีหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดีพอ
ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ น้ำตาลในเลือดจึงสูง
และไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ปัญหาที่ยังตอบไม่ได้คือ สตรีตั้งครรภ์ทุกคนก็จะมีฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ทุกคน
แต่ทำไมจึงเกิดโรคเบาหวานในสตรีบางคนเท่านั้น
(และเช่นเดียวกันแพทย์ให้การดูแลรักษาได้)

จากความรู้ดังกล่าวข้างต้นแสดงว่า
ขณะตั้งครรภ์แรก คุณมีปัญหาสองอย่างร่วมกันคือ
ครรภ์เป็นพิษและโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ไม่ใช่ครรภ์เป็นพิษ คือเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
การพบความผิดปกติทั้งสองชนิดนี้ร่วมกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพบได้บ่อย
โดยเฉพาะในการตั้งครรภ์ครั้งแรกและมีอายุมากขณะตั้งครรภ์ (เกิน 35 ปี)
ซึ่งก็เข้าได้กับกรณีของคุณ

การที่เมื่อคลอดบุตรแล้วผลการตรวจเลือด (ซึ่งน่าจะเป็นการตรวจน้ำตาลในเลือด)
ให้ผลปกติก็แสดงว่าคุณน่าจะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เท่านั้น
เมื่อคลอดแล้วโรคก็หายไป

สำหรับคำถามที่ว่า ถ้าจะตั้งครรภ์ลูกคนที่สองจะเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์อีกหรือไม่
และกี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบก็คือ มีโอกาสประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์
โดยเฉพาะคนอ้วนจะมีโอกาสได้มากกว่าคนผอม

ส่วนคำถามที่ว่า ถ้าคลอดลูกออกมาแล้วโอกาสที่จะกลายเป็นโรคเบาหวานถาวรเลย
มีมากน้อยเพียงใด ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด
แต่การศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า สตรีที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
พบเป็นโรคเบาหวานถาวรประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ภายหลังการติดตาม
เป็นเวลา 16 ปี ซึ่งจะเริ่มเป็นเร็วที่สุดประมาณ 5 ปีภายหลังคลอด

และสุดท้ายที่ถามว่าถ้าลูกคนแรกผ่าออก แล้วจะมีลูกคนที่สอง
สำหรับแม่ที่มีอายุมาก (36-37) ควรห่างกันเท่าไรดีนั้น ถ้าคำนึงเฉพาะตัวแม่เอง
การเว้นระยะให้ร่างกายกลับคืนสภาพปกติใช้เวลาไม่นานนัก
ประมาณ 2-3 เดือนก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าคำนึงถึงการที่ต้องเลี้ยงดูลูก
และปัญหาอื่น ๆ เช่น อาชีพการงาน ก็ควรที่จะเว้นระยะประมาณ 1 ปี

สำหรับในรายของคุณมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอีกเรื่องคือ
อายุของคุณค่อนข้างมากแล้ว ถ้าเว้นระยะเวลานานมากเกินไป เช่น 3-4 ปี
โอกาสที่จะตั้งครรภ์ก็น้อยลงจากอายุที่มากขึ้น
หรือถ้าตั้งครรภ์ได้ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน
เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่รุนแรงได้มากขึ้นด้วย

ปัญหาวัยอนุบาล-หากเด็กเกิดอาการติดครูเพียงคนเดียว

ปัญหาวัยอนุบาล-หากเด็กเกิดอาการติดครูเพียงคนเดียว 
ไม่ยอมห่างจากตัว และไม่ยอมเรียนไม่ยอมเล่นกับใคร
ครูและพ่อแม่ควรปฎิบัติอย่างไรคะ
คำตอบ - 
เราพบว่าช่วงแรกของการเข้าเรียนมีหลายคนติดครูค่ะ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดู
แบบที่มีผู้ใหญ่คอยใกล้ชิดตลอด เด็กที่เป็นลูกคนเดียวหรือเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน
อยู่ที่บ้านเด็กจะติดคนเลี้ยง ติดผู้ใหญ่ พอมาโรงเรียนก็จะติดครูหรือพี่เลี้ยง
และเด็กจะไม่ไปเล่นกับกลุ่มเพื่อน จะมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ผู้ใหญ่มากกว่า
เพราะเด็กไม่คุ้นเคยที่จะคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน ถ้าเราให้โอกาสและเวลาเด็ก
สักระยะหนึ่ง (ประมาณ 1 เดือน) เด็กจะปรับตัวเข้ากับเพื่อนโดยเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ
ลองพูดกับเพื่อนคนโน้นคนนี้ คุยกันไปคุยกันมาเดี๋ยวก็รู้จักกัน
ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเด็กจะปรับตัวได้เร็วกว่าผู้ใหญ่เสียอีก

ปัญหาที่เกิดขึ้นคุณแม่พบว่าลูกเกิดอาการติดครู ไม่ยอมให้ครูห่างเลย
แม้ผ่านระยะการปรับตัวไปแล้วลูกก็ยังไม่ยอมเรียน ไม่ยอมเล่นกับใคร
คุณแม่ไม่สบายใจ และคุณครูก็คงกังวลเหมือนกัน กลัวว่าเด็กจะขาดเพื่อน
ตัวลูกเองก็ไม่มีความสุข เพราะครูจะอยู่ด้วยตลอดเวลาไม่ได้
ต้องไปดูแลเด็กคนอื่นด้วย

เราต้องการให้ลูกของเรามีพัฒนาการทางสังคมเป็นไปตามวัย
ในเรื่องของการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
เราต้องหาโอกาสและให้เวลาลูกตามที่กล่าวมาแล้วค่ะ
ที่จริงครูหมูก็เคยพบปัญหาแบบนี้และแก้ปัญหาโดยให้โอกาสเด็กได้อยู่กับเพื่อน
ครูหมูพยายามทำตัวออกห่างเด็ก ทำเหมือนว่ายุ่งอยู่กับงาน ให้เด็กรอก่อน
และพูดชี้นำให้เด็กไปอยู่กับเพื่อน ๆ เช่น
"หนูไปเล่นกับเพื่อน ๆ ก่อนระหว่างรอครูนะคะ"
"เพื่อนคนนั้นเขาชอบหนู เขาพูดถึงหนูบ่อย ๆ ไปเล่นกับเพื่อนนะคะ"
"เพื่อน ๆ คอยให้หนูไปเล่นด้วยนะคะ" เป็นต้น
วิธีนี้ดูเหมือนว่าคุณครูใจร้าย แต่เป็นการให้โอกาสเด็กได้ทำความรู้จักกับเพื่อน
คุณครูต้องค่อย ๆ แยกตัวออกจากเด็ก ไม่ให้เด็กรู้สึกตัวว่าถูกทอดทิ้ง
และถ้าเด็กไม่ไป ครูก็ต้องจูงมือเขาไปนั่งเล่นด้วยกับเพื่อนเสียเลย
หรือคุณครู เด็ก และเพื่อนนั่งเล่นด้วยกัน
การหาเพื่อนที่น่ารักให้เล่นกับเด็กแล้วคุณครูถอยห่างก็เป็นอีกวิธีหนึ่งนะคะ
แต่ต้องดูท่าทีของเด็กด้วยว่ารับได้หรือไม่

บางครั้งลองถามเด็กดูก็ได้ว่าชอบเพื่อนคนไหน ครูก็ขอให้เพื่อนคนนั้นมาชวนเด็กไปเล่น
การจัดกิจกรรมที่เด็กต้องทำร่วมกันหลาย ๆ คนบ่อย ๆ เด็กก็จะได้เพื่อนใหม่ค่ะ
ปัญหาการติดครูซึ่งเกิดจากความว้าเหว่ ต้องการที่พึ่งทางใจการแก้ไขต้องทำอย่างนิ่มนวล
คือใช้เวลามากขึ้น ทำให้เด็กไว้ใจผู้อื่น และรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ในห้องเรียน
เด็กจะได้ไม่ยึดติดกับคนใดคนหนึ่ง
เมื่อเด็กมีเพื่อนเขาก็จะมีความสุขชอบกิจกรรมและสนุกกับการมาโรงเรียนค่ะ
*********************************************
คุณครูรุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี โรงเรียนอนุบาลสามเสน
*********************************************

เซ็กซ์เซ็ง....เพราะช่องคลอดปล่อยลม

เซ็กซ์เซ็ง....เพราะช่องคลอดปล่อยลม
ถาม--- 
คลอดลูกคนที่ 2 ได้ 7 เดือนแล้วค่ะ ร่างกายทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมแล้ว
แต่ทำไมเวลามีเพศสัมพันธ์กับสามีดิฉันรู้สึกว่าไม่เหมือนเดิม
คล้าย ๆ กับมีลมออกจากช่องคลอด บางทีก็มีเสียงคล้ายเสียงผายลม
ที่สำคัญเวลาไอหรือจามจะมีปัสสาวะเล็ดออกมาด้วย
เป็นเพราะช่องคลอดหลวมหรือเปล่า แล้วดิฉันจะทำอย่างไรดีคะ
ตอบ--- 
ผู้หญิงที่ยังไม่เคยเกิดอาการลมออกทางช่องคลอดคงจะงงเหมือนกันนะครับ
ว่ามันจะมีลมออกมาได้ยังไงกัน เพราะตัวช่องคลอดเองก็เป็นช่องตัน
ต่อจากช่องคลอดขึ้นไปก็เป็นมดลูก ซึ่งมดลูกมันไม่สามารถปล่อยลม
ออกมาได้แน่นอนครับ ...อ้าว เอ๊ะ... แล้วลมมันมาจากไหนกันล่ะ ?

< < <   ลมออกเพราะช่องคลอดกว้าง !   > > >
ปกติแล้วช่องคลอดของผู้หญิงเราจะปิดสนิทมิดชิด ผนังช่องคลอด
จะตีบเบียดเข้ามาหากันสนิท ไม่ได้เป็นช่องโพรงกลวง ๆ นะครับ
ปากทางก็จะมีแคมนอกที่เบียดปิดเข้ามาหากันสนิท แค่นั้นไม่พอ
แคมเล็กจะเหมือนหน้าต่างเล็ก ๆ ปิดซ้อนทับอีกชั้น ไม่สามารถผ่าน
เข้าออกได้ขนาดลงแช่น้ำ น้ำก็ยังเข้าไปในช่องคลอดไม่ได้เลย

แต่เมื่อความเป็นสาวมันหมดไปแล้วก็คือมีสามีแล้วนั่นแหละครับ
ช่องคลอดที่ปกติมันจะปิดมิดชิด พอมีอะไรมาผ่านเข้าผ่านออกมันก็จะ
เริ่มยืดหย่อนไปบ้าง ยิ่งถ้าคลอดลูกเองแล้วไม่ได้สนใจบริหาร
ให้มันเข้าที่เข้าทาง ช่องคลอดก็จะยิ่งขยายกว้างออกไปกันใหญ่
จากแต่เดิมเมื่อลองอ้าขาเอากระจกส่องดูก็จะเห็นแคมสองข้าง
มาปิดกันสนิทดูมิดชิดดี แต่ถ้าลองแยกขาดูแล้วเห็นช่องคลอดอ้าออก
เห็นข้างในโล่งโจ้งไปหมด อย่างนี้แหละที่เรียกว่า "ช่องคลอดกว้าง"

ตอนล่างของช่องท้องของคนเราทุกคนก็จะมีทางออกสำหรับเอาไว้
ระบายของเสียทั้งท่อปัสสาวะ ทวารหนัก โดยมีกะบังลมเป็นหูรูด
คอยควบคุมเอาไว้ เราสามารถเบ่งท้องให้ปัสสาวะพุ่งออกมาได้
เบ่งท้องให้ผายลมออกมาทางทวารหนักได้.... ช่องคลอดมันก็
อยู่ตรงกลางระหว่างท่อปัสสาวะกับทวารหนักนั่นแหละครับ
ถ้าช่องคลอดกลวงกว้าง เวลาเบ่งกะบังลมก็จะรู้สึกเหมือนมีลม
ออกมาได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้เดินแล้วมีลมออกมาปู้ดป้าดกัน
ได้ทั้งวันนะครับ จะมีก็เฉพาะตอนที่เบ่งท้องเท่านั้น

< < <   ลมออกตอนมีเซ็กซ์   > > >
มีลมออกมาทางช่องคลอดตอนอยู่คนเดียวก็ยังไม่น่าเกลียดเท่าไหร่
แต่ตอนที่กำลังมีอะไรกันเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่สิ อยู่ ๆ ก็มีเสียงประหลาดออกมา
เดี๋ยวปู้ด เดี๋ยวป้าด แรก ๆ ก็สงสัยว่าใครสักคนอาจจะเผลอผายลมออกมา
เธอเปล่า...ฉันเปล่า เลยต้องหยุดกลางคันมาหาว่ามีใครอื่นแอบมาผายลมหรือเปล่า
 ...มาทำอะไรกันต่อก็มีเสียงลมปู้ดป้าดออกมาอีกตลอด จนบางทีต้องมา
นั่งหัวเราะกันเองเมื่อรู้ว่ามันเป็นเสียงอะไร

ปกติแล้วขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่องคลอดจะเงียบฉี่ ไม่มีเสียงอะไร
เล็ดลอดออกมาหรอกครับ เนื่องจากช่องคลอดจะเป็นช่องที่ตีบ
เบียดฟิตเข้าหากัน ไม่ได้เป็นช่องกลวง ๆ หรือมีลมตกค้างอยู่ข้างใน
เวลามีเพศสัมพันธ์ อวัยวะของผู้ชายก็จะเบียดแทรกเข้าไปข้างใน
ระหว่างผนังของช่องคลอดที่เบียดเข้ามาหากัน พออวัยวะของผู้ชาย
เลื่อนออกมา ผนังช่องคลอดก็บีบเข้ามาเหมือนเดิม ถ้าเป็นอย่างนี้ ใช่เลย !
แปลว่าช่องคลอดยังกระชับ ใช้การได้ดีทำให้เกิดความรู้สึกเสียดสีได้ดี
ทำให้เกิดความพึงพอใจทางเพศได้ดี... ของยังใหม่ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้นแหละครับ

แต่ถ้าช่องคลอดใช้งานมานาน หรือหลังคลอดแล้วไม่ได้บริหารกะบังลม
ให้กระชับเหมือนเดิม ช่องคลอดก็จะดูกลวง ๆ มีอากาศขังค้างอยู่ข้างใน
เวลามีเพศสัมพันธ์อวัยวะของผู้ชายก็จะแทรกเข้าไปแทนที่อากาศ
แล้วประกอบกับช่องคลอดที่ไม่กระชับ
ลมก็จะเล็ดรั่วย้อนออกมาในจังหวะดันเข้า เป็นที่มาของเสียงปู้ดป้าดนี่เอง

< < <   หลังคลอดไม่บริหาร เสี่ยงนะ !   > > >
เสียงลมออกมาทางช่องคลอดจะพบได้บ่อยมากในช่วงหลังคลอด
ตอนยังไม่มีลูกหรือตอนที่ท้องแล้วแต่ยังไม่คลอด ช่องคลอดจะยังกระชับอยู่
แต่พอคลอดลูกผ่านช่องคลอดออกมาแล้วนี่สิ ความกระชับแบบสาว ๆ
มันหายไปหมดเลย ก็ลูกน่ะตัวไม่ได้เท่าไส้กรอกนี่ครับ
เบ่งกว่าจะออกมาได้ช่องคลอดต้องยืดขยายไปจากเดิมเยอะมาก
ถ้าขยายมากมันก็ยืดหย่อนไปมาก คุณแม่หลังคลอดที่ไม่ได้ใส่ใจในการ
ฟื้นฟูสภาพของช่องคลอดก็จะมีปัญหาช่องคลอดหลวม ไม่กระชับ

นี่ถ้าถึงขนาดมีเสียงลมปู้ดป้าดออกมาตอนมีเพศสัมพันธ์ก็แสดงว่า
ความหลวมไม่กระชับมันค่อนข้างรุนแรงจนอาจมีผลต่อความพึงพอใจทางเพศได้
ที่สำคัญคุณสามีก็อาจจะรู้สึกสูญเสียของรักของหวงไป จากที่เคยรู้สึกสุดยอด
ตอนนี้ก็อาจรู้สึกเหมือนเอาไม้ตีพริกไปแกว่งในปากโอ่ง ดูมันโล่ง ๆ ยังไงชอบกล ...

< < <   กะบังลมหย่อน ผลลัพธ์ที่ตามมา   > > >
นอกจากนั้นผู้หญิงที่มีลมออกมาทางช่องคลอดก็มักมีปัญหาอย่างอื่น
ร่วมด้วยเหมือนกัน นั่นก็เพราะการที่มีลมออกทางช่องคลอด หรือมีเสียงลม
ออกมาปู้ดป้าดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ มันมีสาเหตุเกิดจากการที่กะบังลมหย่อน
หรือกล้ามเนื้อหูรูดมันหลวม ขาดแรงรัด ดังนั้นอะไรต่ออะไรแถวนี้มันก็จะหย่อน
ไปหมดทั้งพวงแหละครับ ผลที่ตามมาก็จะมีอาการปัสสาวะเล็ดออกมาได้ง่าย
เวลาเบ่งท้องหรือเวลาไอจามแรง ๆ ลองดูสิครับ

ปกติเวลาคนเราจะไอหรือจะจามก็จะรีบเอามือปิดปากไว้ แต่คนที่กะบังลมหย่อน
เวลาไอหรือจามจะรีบเอามือปิดเป้ากางเกงเสียมากกว่า แล้วถ้าช่องคลอดหย่อนหลวม
มดลูกก็จะถูกดันเคลื่อนตัวลงมาด้านล่างได้ง่าย เมื่อมดลูกถูกดันลงมาก็จะดึงรั้ง
ปีกมดลูกจนตึงเจ็บได้ ดังนั้นนอกจากจะมีลมออกมาแล้ว เวลายกของหนัก
หรือเบ่งท้องก็จะมีอาการเจ็บที่ปีกมดลูก ปวดท้องน้อยได้อีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้วเวลาไปยกของหนัก ๆ ก็อย่าไปบ่นเชียวว่ายกไม่ได้
ยกแล้วเดี๋ยวปวดท้องน้อย เดี๋ยวคนอื่นเขาจะรู้กันหมดว่าช่องคลอดกว้าง ...อายเขา

ถ้ายกของหนักแล้วปวดท้องน้อยแค่นี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าถึงขนาดรู้สึก
มีลมออกมาหรือมีเสียงลมในขณะมีเพศสัมพันธ์นี่สิที่ค่อนข้างอาการหนัก
ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพตัวเอง สุขภาพทางเพศ  หรือแม้แต่อาจทำให้
มีปัญหาครอบครัวตามมาทีหลังได้เหมือนกัน ...ก็ใครจะทนฟังเสียงปู้ดป้าด
อยู่ได้ทุกวันล่ะครับ
ไปเจอของใหม่เข้าเดี๋ยวจะไปติดใจ ไม่ยอมกลับมานอนบ้าน แล้วจะสายเกินแก้

< < <   ขมิบ ขมิบ ช่วยได้นะ   > > >
การจะรักษากะบังลมหย่อนซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้
มันก็ไม่ยากหรอกครับ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความตั้งใจนั่นเอง เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า
กะบังลมหย่อนก็ต้องมาบริหารกะบังลมด้วยการ
ขมิบก้น ขมิบ...เกร็งไว้แป๊บหนึ่ง...คลาย....ขมิบ
ทำอย่างนี้วันละ 30 ครั้งขึ้นไป ถ้าทำเป็นร้อยเลยยิ่งดีใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะทำได้
แค่วันสองวันก็ลืม ขี้เกียจทำกันซะแล้ว เวลาโดนสามีบ่นก็ขยันทำกันพักหนึ่ง...
อย่างนี้สงสัยว่าจะไม่สำเร็จครับ ต้องไปเกิดใหม่กะบังลมถึงจะกลับมารัดแน่นได้เหมือนเดิม

ถ้ามีความตั้งใจแล้วมันก็ไม่ยากนักหรอกครับ พยายามทำให้การบริหารกะบังลมนี้
เป็นกิจวัตรส่วนหนึ่งในชีวิตที่ต้องทำเป็นประจำ ผมมักจะถามคนไข้เสมอว่า
ขับรถมาเองหรือเปล่า ถ้าขับเองก็ดีเลย เพราะเวลารถติดไฟแดงนาน ๆ
ไม่รู้จะทำอะไรก็ให้ขมิบก้นไปเรื่อย ๆ ไฟเขียวเมื่อไหร่ก็หยุด พอติดไฟแดงอีก
ก็ค่อยขมิบต่อ นั่งขมิบอยู่ในรถไม่มีใครเขารู้หรอกครับ รถคันข้าง ๆ หันมา
ก็มองยิ้มให้ก็พอ อย่าไปเกร็งหน้าเกร็งตาตามไปด้วยจนคนอื่นรู้ว่ากำลังขมิบอยู่
ก็แล้วกัน นี่ถ้าต้องรถติดบ่อย ๆ นั่งทำไปเรื่อย ๆ แค่สองสามเดือน
รับรองกะบังลมกลับมาตึงเป๊ะเหมือนเกิดใหม่เลยล่ะครับ
อาการลมรั่วลมเล็ดที่เคยมีก็จะหายไปด้วย เสียงปู้ดป้าดก็กลายเป็นอดีตไปเลยล่ะ
แม้แต่อาการไอจามแล้วปัสสาวะเล็ด ยกของหนักแล้วปวดท้องก็จะดีขึ้นด้วย

แล้วไม่ใช่ว่าบริหารจนดีแล้วเลิกนะครับ เดี๋ยวสักวันมีลมแปร้ดออกมาแล้วจะตกใจ
ทำต่อไปเรื่อย ๆ เป็นดีที่สุด หากวันหลังมีเสียงปู้ด...ด ด ด ออกมา
นั่นต้องเป็นเสียงสามีผายลมชัวร์ ...เสียงลมออกจากช่องคลอดลืมไปได้เลยครับ
**************************************************
น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์ สูติแพทย์
**************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 0-1 ปี - ร้องเก่งจริงนะตัวแค่เนี้ยะ

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 0-1 ปี - ร้องเก่งจริงนะตัวแค่เนี้ยะ
ไม่อยากจะบอกเลยว่าเสียงร้องแรกของทารกน้อยในห้องคลอดน่ะ
เป็นแค่การเกริ่นจากน้องหนูเท่านั้น นับจากนี้สิคือ "ร้องจริง" ของแกล่ะ
 ...แง...แง...แง... เตรียมรับมือให้ดีละกัน

จะร้องมากร้องน้อย ร้องดังร้องค่อยแค่ไหน จะทำคุณหงุดหงิด
อารมณ์เสียหรือยิ้มชื่นอารมณ์ดีปานใด การร้องก็เป็นหนทางเดียว
ที่เจ้าหนูวัยทารกใช้สื่อสารบอกความต้องการให้พ่อแม่รู้
ซึ่งก็ได้ผลดีใช่ไหมคะ
เพราะทั้งแม่และพ่อต่างก็รีบกุลีกุจอวิ่งตรงดิ่งมาหาลูกทันทีที่ร้องเลย

วิธีดังกล่าวก็ดูดีหรอก แต่นักวิชาการด้านเด็กบอกว่า
ถ้าคุณทำเช่นนั้นตลอดจะทำให้ลูก "เสีย" ตั้งแต่เล็กได้
กลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ไม่รู้จักยอมคิดแต่จะเอาชนะ
แพ้ไม่เป็นเพราะถูกตามใจมาตั้งแต่เกิดไงคะ

จริง ๆ แล้ว การร้องของเด็กล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น
งั้นลองหาสาเหตุก่อนดีไหมว่าลูกร้องเพราะอะไร
เช่น ผ้าอ้อมเปียกฉี่เปื้อนอึหรือเปล่า หรือว่าลูกหิว กระหาย
อากาศร้อนหรือเย็นเกินไปไหม หรือว่าลูกรู้สึกไม่สบาย เป็นต้น
ถ้าเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุเลย อาจเป็นเพราะลูกน้อยรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว
จึงร้องไห้ออกมาเพื่อต้องการอ้อมกอดอบอุ่นของคุณก็ได้

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปพอลูกอายุเลย 6 เดือนขึ้นมาก็จะค่อย ๆ ร้องน้อยลง
แต่ก็ยังคงต้องการการสนองตอบที่ถูกต้องตรงใจอยู่นะคะ
ซึ่งคุณจะค่อย ๆ เรียนรู้ได้เองในแต่ละวันที่เพิ่มพูนขึ้นจากการเลี้ยงลูกนั่นเอง

< < <    ลูกร้องเพราะ.....   > > >
ถ้าไม่ใช่สาเหตุเพราะความไม่สบายตัวแล้ว
เรื่องเหล่านี้อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกน้อยร้องไห้งอแงก็เป็นได้ค่ะ

***   เบื่อ   ***
ทารกน้อยจะร้องไห้ไม่พอใจเลยหากถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวเป็นเวลานาน
(แม้จะแค่อึดใจเดียวของคุณก็ตาม) เพราะลูกวัยนี้ไม่ชอบที่จะอยู่คนเดียวนี่คะ

การดึงความสนใจลูกจะช่วยผ่อนคลายความรู้สึกโดดเดี่ยวนั้นลงได้
คุณอาจหาโมบายล์มาให้ลูกมองเล่น และสำหรับลูกน้อยที่โตขึ้นอีกนิด
หนังสือภาพสีสันสดใส ภาพใหญ่ ๆ ช่วยได้ดีทีเดียว
ระหว่างที่คุณยังไม่สามารถมาหาลูกได้ทันทีเพราะทำงานค้างอยู่ไงคะ

***   กลัวถูกพรากจาก   ***
ทารกน้อยไม่ชอบให้ใคร ๆ ที่ไม่คุ้นอุ้มไปจากอกแม่หรือพ่อหรอกค่ะ
ขณะที่เด็กบางคนแค่เห็นคุณเดินหายออกไปจากห้องก็ร้องลั่นแล้ว
ทั้งนี้เพราะแกกลัวคุณจากไปนั่นเอง

อย่าทำให้ลูกน้อยมีความทุกข์เพราะเรื่องนี้เลยนะคะ
สำหรับลูกวัยขวบลงมาคุณควรอยู่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
จำให้ขึ้นใจเลยค่ะว่าคุณไปไหนเอาลูกไปด้วยเสมอ

***   เหนื่อย   ***
เด็กเล็ก ๆ ทุกคนล่ะค่ะ จะร้องไห้เมื่อรู้สึกเหนื่อย
เพราะพอเหนื่อยมากก็จะรู้สึกหงุดหงิด พาลทำให้อารมณ์บ่จอยขึ้นมาได้

ลองดูซิว่าลูกเหนื่อยเพราะนอนไม่พอหรือเปล่า
ถ้าใช่คงต้องฝึกฝนเจ้าตัวเล็กของคุณให้รู้จักแยกแยะเวลาแล้วค่ะ
ระหว่างเวลากลางวันที่อาจนอนน้อยหน่อย ตื่นมาเล่นมากหน่อย
กับเวลากลางคืนที่ควรจะได้นอนนาน ๆ ตลอดคืน

แต่ที่สำคัญ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติและความต้องการของลูกนะคะ
เช่น ลูกอยากหลับตอนนี้ก็ให้นอนตอนนี้ไม่ใช่ลูกอยากหลับตอนนี้
แต่คุณไม่ยอมให้หลับ
เพราะเป็นเวลาหม่ำพอดี อย่างนี้ลูกน้อยต้องร้องไม่ยอมแหง ๆ ค่ะ

***   ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ   ***
ถ้าลูกพยายามยื่นมือน้อย ๆ นั้นไปให้ถึงลูกบอลผ้าสีสันสดใสที่หมายตาไว้
แต่ทำอย่างไรก็เอื้อมมือไปไม่ถึง ลูกจะอารมณ์เสียค่ะ เพราะความที่ทำไม่ได้ดังใจ
ทำไม่ได้ตามที่ต้องการก็เลยร้องด้วยความคับข้องใจออกมาไงคะ

เห็นทีคุณคงต้องช่วยลูกหน่อยแล้วล่ะ การฝึกให้ลูกพยายามนั้นดีค่ะ
แต่ถึงที่สุดควรให้ลูกได้รู้สึกสมหวัง และภูมิใจในตนเองที่ทำได้ด้วย
เช่น วางบอลให้ใกล้ลูกอีกนิด
พอลูกเอื้อมมือไปจนสุดก็ถึงพอดีสามารถหยิบลูกบอลได้ตามที่ลูกต้องการ

***   หงุดหงิด   ***
บางทีลูกน้อยนอน ๆ อยู่ก็ร้องกรี๊ดเสียงดังลั่นออกมาได้
อาจเป็นเพราะถูกขัดจังหวะโดยสิ่งใดสิ่งหนึ่งค่ะ
เช่น ฉี่หรืออึที่ทำให้ผ้าอ้อมเปียกและเปื้อน มดแมลงที่กัดต่อย
อากาศที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เป็นต้น
ซึ่งจะทำให้ลูกไม่สบายตัว พอไม่สบาย ก็จะรู้สึกหงุดหงิด ร้องไห้ทันที

ตรวจดูสาเหตุแล้วรีบแก้ไขโดยด่วน ก็จะช่วยหยุดการร้องของลูกได้ค่ะ

***   ตื่นเต้นสุด ๆ    ***
ความตื่นเต้นดีใจแบบสุด ๆ บางทีก็ทำให้เจ้าตัวเล็กร้องกรี๊ดออกมา
ได้เหมือนกัน กรี๊ดแบบนี้ไร้ปัญหาเพียงแต่คุณต้องพิจารณาให้ดี
ว่าใช่หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่จะได้หาทางแก้ให้ถูกต้องไงคะ

***   ทำร้ายตัวเอง   ***
ประเภทคลานดุ๊กดิ๊กไปชนโน่นชนนี่ร้องอย่างนี้เดี๋ยวก็หยุด แต่ถ้าเจ็บมาก ๆ
เช่น หัวโน แขนขาหัก หรืออะไรก็ตามที่ไม่มีบาดแผล
ลูกจะร้องนานและดังเชียวค่ะ คุณจึงต้องตรวจสอบให้ละเอียด เพื่อแก้ไขให้ตรงจุด

< < <   อยากให้แม่รู้ใจ   > > >
การร้องของลูกเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ
เป็นการสื่อสารให้แม่รู้ถึงสิ่งที่เจ้าตัวเล็กเผชิญอยู่และต้องการความช่วยเหลือจากแม่
ซึ่งจะช่วยได้ดียิ่งขึ้นถ้าแม่เข้าใจในเรื่องต่อไปนี้
-. ยอมรับว่าทารกจะต้องร้องและทารกบางคนจะร้องมากด้วย
เพื่อให้แม่ตอบสนองได้ตรงความต้องการมากที่สุด
ทั้งบทเรียนมากมายในชีวิตก็เริ่มต้นจากการร้องนี้ด้วย
-. ถ้าลูกร้องและไม่ยอมนอนในที่นอนของตัวเอง
อ้อมอกของแม่จะเป็นที่นอนอันแสนอบอุ่นของลูกค่ะ
คุณอาจให้ลูกนอนแนบหัวใจคุณอยู่ในเป้อุ้มเด็กก็ได้
เพื่อคุณจะได้ทำงานอย่างอื่นไปด้วยได้ไงคะ
-. ให้นมลูกก่อนที่ลูกจะโมโหหิวและให้ลูกได้นอนพักผ่อนก่อนที่จะเหนื่อยเกินไป
เพราะการหิวและเหนื่อยจะทำให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด โมโห และร้องไห้ค่ะ
-. ทารกบางคนจะชอบร้องงอแงก่อนนอนเสมอ
ดังนั้นควรให้เวลาลูกได้อยู่ในช่วงดังกล่าว
แล้วคุณจึงค่อยไปอุ้มกล่อมให้ลูกนอนหลับต่อไป
-. เด็กบางคนนอนตอนกลางวันเก่งมาก อย่าปลุกลูกให้ลุกขึ้นมาเลยนะคะ
แม้ว่าการปลุกนั้นจะทำให้คุณไม่ต้องตื่นขึ้นกลางดึกมาอุ้ม เล่น หรือกล่อมลูกก็ตาม
-. โมบายล์ ของเล่นเขย่า จะช่วยให้ลูกน้อยอายุ 6 เดือนลงมา
สนุกและหยุดร้องได้ (เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ)
-. สำหรับลูกที่อายุเกิน 6 เดือนขึ้นไป จะชอบของเล่นประเภทหยอดรู
หรือของเล่นที่เอาตีให้เกิดเสียงดัง รวมทั้งภาพสีสันสดใสจากหนังสือต่าง ๆ
ของเล่นเหล่านี้จะทำให้ลูกอารมณ์ดีขึ้นไงค่ะ

คำแนะนำเหล่านี้ คงช่วยให้เสียงร้องของลูกน้อยลดลงก็คุณรู้ใจลูกดีออกอย่างนี้นี่จ๊ะ
--------------------------------------------------------------------------------
ทราบไหมเอ่ย....
* ผลการศึกษาวิจัยพบว่าทารกสามารถได้ยินเสียงได้ตั้งแต่อายุ 24 สัปดาห์ในท้องแม่แน่ะ
* และยังพบอีกว่าแม่จะเริ่มจำเสียงร้องของลูกได้หลังลูกเกิด 3 วัน
* ทารกน้อยที่แม่คลอดเองอย่างปลอดภัย จะเป็นเด็กชอบ
ความสงบมากกว่าทารกที่เกิดท่ามกลางบรรยากาศและสรรพสำเนียงที่โกลาหลวุ่นวาย