วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

พระอุโบสถ วัดเกตการาม เชียงใหม่

พระอุโบสถ วัดเกตการาม เชียงใหม่

..........เป็นสถานที่ทำสังฆกรรมของพระภิกษุ เช่น สวดปาติโมกข์ของพระสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เป็นเครื่องซักซ้อมตรวจสอบความบริสุทธิ์ของพระภิกษุ ทั้งเป็นเครื่องแสดงความพร้อมเพรียงของสงฆ์ และใช้เป็นที่อุปสมบทกุลบุตรให้เป็นพระภิกษุ ประเพณีทางเหนือไม่นิยมให้สุภาพสตรีขึ้น เช่นเดียวกับพระธาตุเจดีย์ และหอธรรมหรือหอพระไตรปิฎก

..........พระอุโบสถวัดเกตหลังปัจจุบันได้รับการซ่อมแซมเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน โดยคุณนคร ธัมทะมาลา ซึ่งได้มาส่งพระอธิการอิ่นแก้วสมัยนั้น ปัจจุบันคือ ท่านพระครูสุภัทรรัตนโชติ เจ้าอาวาสวัดศรีโขงมาเข้าอุโบสถที่วัดเกต ได้สังเกตเห็นฐานพระอุโบสถ ซึ่งเป็นไม้วางบนเสาปูนถูกปลวกกินจนเสาลอย เกิดความห่วงใยว่าพระอุโบสถจะล้มลง จึงปาวารณารับซ่อมแซมให้โดยได้ให้สล่า (ช่าง) มัดเหล็กหล่อปูนเสริมฐานให้แข็งแรงถาวรพร้อมกับได้มีการซ่อมส่วนที่ชำรุดผุพังให้ดีด้วย สล่าที่มาทำเป็นสล่าทางบ้านหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

..........สภาพพระอุโบสถที่ซ่อมนั้น ได้เปลี่ยนแปลงในส่วนของบันไดนาค ที่เป็นนาคเศียรเดียวตั้งตรงแบบบันไดพระวิหาร รูปตัวนาคทำด้วยปูนปั้นแบบสไตล์จีน เกล็ดนาคประดับด้วย "จืนสี" คนเก่าแก่บอกว่านำเข้าจากจีน บ้างบอกว่ามาจากพม่ามาทำเป็นนาคขดอ้อมที่เชิงบันได แล้วทำราวบันไดตรง ๆ แทน มีการทำซุ้มหน้าต่าง เปลี่ยนบานประตูจากแกะสลักนูนต่ำรูปรามเกียรติ์ มีหนุมานเป็นลายปิดทองล่องชาดรูปเทวดาแทน ส่วนบานเก่าคุณจรินทร์ เบน (คุณลุงแจ๊ก) นำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดเกตและได้มีการเปลี่ยนหลังคาดินขอ คือ กระเบื้องดินเผาแบบโบราณ ใช้มุงหลังคาเป็นหลังคากระเบื้องเคลือบแทน เปลี่ยนนาคที่เป็นป้านลม ทั้งยังมีการตบแต่งลวดลายที่ผนังด้านนอกเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ตามปีนักษัตร

..........ส่วนที่ยังคงไว้และนับว่าเป็นของเก่าที่งดงามและมีคุณค่า คือ รูปปูนปั้นลวดลายแบบจีน เป็นรูปปลาพ่นน้ำ มีฟองทะเล ตัวกิเลนและลูก ๆ ซึ่งเป็นสัตว์ในนิยายจีน กล่าวกันว่า หัวเป็นมังกร ตัวเป็นกวาง ตีนมีกีบเหมือนม้า หางเป็นพวง (อุดม รุ่งเรืองศรี - พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง,2547 หน้า 46) ส่วนที่สิบสองปันนา ที่ร้านขายหยกของรัฐบาลจีนชื่อ "จื่อเหลียง" ในเมืองฮำ เรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า "พีชิว" ถือเป็นตัวโชคลาภ เรียกเงินเข้าบ้านเข้าเมือง ยิ่งตัวไหนอ้าปากกว้าง ยิ่งถือว่าดี นิยมมีไว้ในบ้านเรือนร้านค้า คล้ายกับนางกวักของไทย เขาบอกว่า สัตว์ชนิดนี้มีรูปร่างที่ประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ต่างชนิดกันดังนี้ หัวเป็นมังกร มีหูเป็นกวาง ตัวเป็นสิงโต หางเป็นหงส์ เท้าเป็นเสือ คุณสุรชัย เลียวสวัสดิพงศ์ บอกว่ารูปเหล่านี้ เป็นช่างชุดเดียวกับที่ทำที่บ้านเหลี่ยวย่งง้วน หรือ ร้านเดอะแกลลอรี่ ปัจจุบัน (วรวิมล)

ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู ตำรับลุงจรวัดเกต

ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู ตำรับลุงจรวัดเกต



..........เมื่อเราเดินออกมาทางหลังวัดเกตการาม ด้านตรงกันข้ามเป็นร้านข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู ตำรับลุงจรวัดเกต นับเป็นอาหารว่างที่ลำขนาด (อร่อยมาก) ถ้าใครมาย่านวัดเกตแล้วไม่ได้กิน ก็แทบจะเรียกว่ามาไม่ถึงวัดเกตเลยทีเดียวนะจะบอกให้ ความลำ อยู่ที่แป้ง-สาคู ที่เหนียว นุ่ม บาง หอม หวาน ด้วยไส้ขนมที่มีรสชาติกลมกล่อม ทำสดใหม่ทุกวัน และยังมีการทำไส้เป็นสูตรมังสวิรัติ และยังมีขนมเบื้องญวนขายอีกด้วย ที่ตั้ง 107 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000

กู่ หรือ อัฏฐิเจดีย์ วัดเกตการาม เชียงใหม่

กู่ หรือ อัฏฐิเจดีย์ วัดเกตการาม เชียงใหม่


..........รอบพระธาตุ ที่บรรจุอัฏฐิ (กระดูกคนตาย) ของผู้ที่เคยเป็นศรัทธาวัดเกตสร้างด้วยอิฐสอปูนแบบสไตล์จีน บางหลังบันทึก ชื่อ นามสกุล ชาตะ มรณะ ถึง 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ล้านนา จีน นับได้ว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง
..........กู่คล้ายกับฮวงซุ้ย ต่างกันแต่เพียงกู่ใช้เก็บกระดูก แต่ฮวงซุ้ยเก็บซากร่างกายทั้งตัวตามความเชื่อที่สืบต่อมา กู่นั้นถือว่าเป็นตัวแทนของบรรพชน ถ้าลูกหลานเอาใจใส่ดูแลกู่ดี ก็จะมีความเป็นสิริมงคลเจริญรุ่งเรือง อีกนัยยะหนึ่งความกตัญญูกตเวทีเมื่อมาดูแลเอาใจใส่กู่ที่ตั้งอยู่ในวัด ก็ย่อมดูแลเอาใจใส่วัดตามไปด้วย
..........อนึ่ง สีที่ใช้เขียนหน้ากู่นั้น มักมี 2 สี คือ สีแดงและสีเขียว ซึ่งใช้เขียนชื่อคนตาย ส่วนสีแดงใช้เขียนนามสกุล เพราะยังมีลูกหลานสืบสกุลต่อไปอีก เพราะฉะนั้นนามสกุลยังไม่ตายจึงใช้สีแดง

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561

หอไตรวัดช่างฆ้อง เชียงใหม่

หอไตรวัดช่างฆ้อง

..........สร้างเมื่อปี พ.ศ.2446 โดยศรัทธาชาวจีน มีเจ๊กบุญยืน นางบัวคำ ไชยวงศ์ญาติ เป็นประธาน ตัวอาคารสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีน โครงสร้างก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นและไม้แกะสลัก ที่มีศิลปกรรมแบบล้านนาผสมศิลปะพม่า


..........บริเวณระเบียงชั้น 2 ของหอไตร ตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องปัญญาสชาดก ตอน "เจ้าสุวัตรกับนางบัวคำ" ชื่อนางบัวคำนั้น พ้องกับชื่อของภรรยาผู้สร้างหอไตร


..........นับเป็นตัวอย่างพิเศษของงานในช่วงหลังอีกแห่งหนึ่ง เป็นอาคารที่ดูจะสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ลักษณะเด่นอยู่ที่เป็นอาคารทรงตึก 2 ชั้นขนาดเล็ก ตกแต่งอย่างวิจิตรอลังการด้วยลวดลายปูนปั้นและงานไม้ฉลุที่มีการผสมผสานกันของงานแบบจีน พม่า และไทย ขณะเดียวกันภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนอยู่ด้านนอกของอาคารบนระเบียงชั้น 2 นั้นนอกจากจะยิ่งทำให้อาคารหลังนี้แปลกและโดดเด่นมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เข้าใจนัยความหมายของหอไตรว่าเป็นอาคารที่ต้องการให้ถูกเห็นจากภายนอกเท่านั้น
(หอไตรวัดช่างฆ้อง อำเภอเมือง เชียงใหม่ อายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25)


(จิตรกรรมฝาผนังหอไตรวัดช่างฆ้อง เขียนขึ้นบนผนังด้านนอกอาคารบริเวณระเบียงชั้นบนต่อเนื่องตลอดทั้งผนังเป็นภาพเล่าเรื่อง สันนิษฐานว่าเป็นชาดกที่นิยมกันในท้องถิ่นฝีมือช่างพื้นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะกรุงเทพ มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 25)


..........ในส่วนของจิตรกรรมฝาผนัง โดยพื้นฐานแล้วเป็นภาพเล่าเรื่องแบบไทยประเพณี ทว่าฝีมือช่างและการแสดงออกค่อนข้างจะเป็นงานพื้นบ้าน ตัวภาพและองค์ประกอบมีลักษณะหยาบไม่ประณีตวางอยู่ห่าง ๆ กัน ปล่อยให้ฉากหลังที่เป็นธรรมชาติป่าเขาดูเด่น สีที่ใช้มีน้อย ได้แก่ สีคราม ขาว เทา และดำ โดยจะระบายเน้นเฉพาะตัวภาพ โขดหิน และท้องฟ้า การตัดเส้นใช้สีดำซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการแสดงตัวภาพทั้งหมด ส่วนเรื่องราวที่น่าจะเป็นนิทานพื้นบ้านหรือชาดกที่นิยมกันในท้องถิ่นภาคเหนือ โดยรวมแล้วก็จัดเป็นงานที่มีแบบแผนแตกต่างจากที่อื่น ๆ สามารถเพิ่มความหลากหลายให้กับจิตรกรรมฝาผนังล้านนามากยิ่งขึ้น


ตำนาน-ประเพณีบูชาเสาอินทขิล

ตำนาน-ประเพณีบูชาเสาอินทขิล

..........ศูนย์กลางการปกครองหรือราชธานีของอาณาจักรลัวะโบราณอยู่ที่ "เวียงเชษฐบุรี" หรือ "เวียงเจ็ดริน" ซึ่งตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพด้านทิศตะวันออก (สถานที่เลี้ยงโคนมของกรมปศุสัตว์ และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลปัจจุบัน) อาณาจักรลัวะภายใต้การนำของ "ขุนหลวงวิลังคะ" ล่มสลายเพราะแพ้สงคราม ถูก "พระนางจามเทวี" แห่งอาณาจักรหริภุญชัยยึดครองเมื่อปีพุทธศักราช 1211 (พ.ศ. 1204 วาสุเทพฤาษี สร้างเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน, 1206 พระนางจามเทวีครองราชย์เมืองหริภุญชัย, 1211 เกิดสงครามกับลัวะ, 1213 สละราชสมบัติให้มหายศ หรือ มหันตยศ พระโอรสครองราชย์แทน)
..........อาณาจักรลัวะโบราณมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ตำนานกล่าวไว้ว่า บ้านเมืองของลัวะมีขุมทรัยพ์ คือ "บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว" อยู่ตามทิศต่าง ๆ ผู้คนตั้งสัจจะธิษฐานเอาได้ตามปรารถนา มีผู้คนพลเมืองมาก มีเมืองสำคัญ ๆ อยู่หลายแห่ง เช่น เวียงสวนดอก ทางทิศใต้ เวียงเชษฐบุรี และ เวียงนพบุรี (เมืองทั้ง 9 ตามชื่อเศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ยาว 1,000 วา กว้าง 900 วา อยู่ทางทิศตะวันออกของเวียงเชษฐบุรี เป็นศูนย์กลางการปกครองอาณาจักรลัวะแห่งสุดท้าย ก่อนล่มสลายในสมัยขุนหลวงวิลังคะดังกล่าวแล้ว
..........เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูลที่ทำการปกครองอาณาจักรลัวะครั้งโบราณก็มี โชติกเศรษฐี, เมณฑกะเศรษฐี, ภัททิยะเศรษฐี, ชติละเศรษฐี, เศรษฐีพ่อเรือน, เศรษฐีปอเลิงหรือพ่อเลือง, เศรษฐีหมื่นล้าน, เศรษฐีพันเตา, พญาวีวอ, เศรษฐี 9 ตระกูลนี้แบ่งหน้าที่กันปกครองอาณาจักร ตามเขตหรือภูมิภาคต่าง ๆ และ 3 ตระกูล ร่วมกันคุ้มครองบริหารบ่อเงิน, 3 ตระกูล คุ้มครองบริหารบ่อทอง, 3 ตระกูลคุ้มครองบริหารบ่อแก้ว
..........แรกเริ่มนั้นชาวลัวะเป็นชาวป่ากึ่งอารยชนไม่มีศาสนา การสร้างบ้านแปลงเมือง การปกครองอาณาจักรต้องอาศัยหมอผี พระดาบสฤาษีที่ถือศีลบำเพ็ญพรตอยู่ตามป่าเขาเป็นวิศวกรที่ปรึกษาสถาปนิก เป็นที่กราบไหว้บูชาและเป็นสื่อกลางติดต่อกับผีสางเทวดาที่ปรากฏให้เห็นในลักษณะของปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ลึกลับน่าสะพึงกลัว ที่ให้ทั้งคุณและโทษ ที่พวกเขาเกรงกลัวต้องเซ่นไหว้ทำพลีกรรม
..........การสร้างเวียงนพบุรีของลัวะ ที่มีพระฤาษีเป็นที่ปรึกษา กำหนดขอบเขตและแบบแปลนแผนผังของเมืองให้ รวมทั้งเป็นสื่อติดต่อขอเสาหลักเมืองที่ทำด้วยศิลาแท่งทึบจากพระอินทร์มาให้นั้น เสาหลักเมืองจึงได้ชื่อว่า "เสาอินทขิล" ตั้งแต่นั้นมา (พระอินทร์หรือเทวดาอาจหมายถึงกษัตริย์เมืองอื่นที่มีอำนาจเหนือชาวลัวะก็เป็นได้) แม้เสาหลักเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ที่ชนชาติไทยสร้างขึ้นภายหลัง ในถิ่นที่แผ่นดินเก่าของลัวะหรือละว้า ก็ให้ชื่อว่า "เสาอินทขิล" ถือเป็นมงคลนามตามนั้นด้วย เสาอินทขิลมีอยู่ 3 ต้นด้วยกันคือ
..........ต้นที่ 1 นั้น เมื่อตั้งอยู่ในบ้านเมืองใด ถ้าพระยาอามาตย์พร้อมใจกันกราบไหว้บูชา จะอยู่เจริญผาสุก แม้ข้าศึกศัตรูมารุกรานก็จะแตกพ่ายหนีไป และล้มตายหมดสิ้น
..........ต้นที่ 2 ต้นท่ามกลาง เมื่อตั้งอยู่ในบ้านเมืองใด ถ้าพร้อมใจกันทำการกราบไหว้บูชา ก็จะเจริญผาสุกมั่งมีด้วยทรัพย์สินสมบัติ มีเดชานุภาพ แม้ข้าศึกศัตรูมารุกราน ก็จะแตกพ่ายไปโดยไม่ต้องออกรบ
..........ต้นที่ 3 ตั้งอยู่บ้านเมืองใด เมื่อพร้อมใจกันทำการกราบไหว้บูชาแล้ว ข้าศึกศัตรูไม่อาจเข้ามารุกรานผ่านเขตแดนได้ พระอินทร์ได้ประทานเสาอินทขิลต้นที่ 2 ให้เวียงนพบุรี โดยให้กุมภัณฑ์ 2 ตนเอาเสาอินทขิลใส่สาแหรก หามนำมาประดิษฐานไว้เหนือแท่นกลางเมืองนพบุรี ที่ข้างล่างแท่นเป็น "หลุมกว้าง 7 วา  1 ศอก ลึก 2 วา ตบแต่งผนังเลื่อมมันมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว เอารูปสัตว์ต่าง ๆ บรรดามีในโลก ทั้งสัตว์น้ำสัตว์บก อย่างละคู่ (ผู้ตัวเมียตัว) ที่หล่อด้วยทองบรรจุไว้"
..........ในวัดเจดีย์หลวงปัจจุบัน มีรูปปั้นกุมภัณฑ์อยู่ 2 ศาล 2 ตน รูปพระฤาษี 1 ตน ถือเป็นของคู่กันกับเสาอินทขิล "เมื่อจุลศักราช 1162 ปีวอกโทศก (พ.ศ.2343) พระเจ้ากาวิละได้ก่อรูปกุมภัณฑ์ 1 คู่ รูปฤาษี 1 ตน ไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง กลางเมืองฯ"
..........เมื่อครั้งพระเจ้ามังรายทรงเตรียมจะสร้างเมืองเชียงใหม่ปี พ.ศ. 1835 ณ บริเวณหย่อมป่าท่ามกลางพงหญ้าคาบริเวณเขตที่ตั้งเมืองเชียงใหม่เก่าขณะนี้ "ก็ได้พบซากเมืองเก่าลักษณะสัณฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขณะที่พญามังรายให้เสนาข้าราชบริพารแผ้วถางซากเวียงเก่านั้น ได้พบโบราณวัตถุคือรูปกุมภัณฑ์ก่ออิฐถือปูนสืบมาจากชนชาวลัวะ เสนาบางพวกจะทำลาย แต่บางพวกได้ห้ามไว้ แล้วนำเรื่องขึ้นกราบทูลพญามังราย พญามังรายจึงมีบัญชาให้แต่งเครื่องบรรณาการ ใช้ให้เสนาชื่อ สรีกรชัย ผู้พูดภาษาลัวะได้ ไปหาพญาลัวะบนดอยอุจชุบรรพต พญาลัวะแนะนำว่า เวียงนี้หากจะให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขก็ให้บูชากุมภัณฑ์และเสาอินทขิล"
..........เมื่อชาวเมืองทำการกราบไหว้บูชาเสาอินทขิลมิได้ขาด และทำการเซ่นไหว้พลีกรรมกุมภัณฑ์ประจำ พร้อมทั้งตั้งตนอยู่ในศีลห้า รักษาสัจจะตามที่พระฤาษีสั่งสอน บ้านเมืองก็วัฒนาผาสุกร่มเย็นทำมาหากินค้าขึ้น ทำให้มั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง เปรียบเสมือนมีขุมทรัพย์ที่เนืองนองด้วย บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว อยู่ทุกทิศทุกเขตของบ้านเมืองที่ใคร ๆ (มีปัญญา/ขยัน) เมื่อตั้งมั่นอยู่ในศีลสัตย์ ก็ตั้งสัจจาธิษฐาน (แสวงหา) เอาได้ตามใจปรารถนา แม้ผู้คนจากบ้านอื่นเมืองไกลที่มุ่งร้ายหมายมารุกรานย่ำยี เมื่อมาถึงเมืองนพบุรีแล้วก็จะสยบสวามิภักดิ์ แปรสภาพเป็นพ่อค้าวาณิชมุ่งทำมาค้าขาย หาความร่ำรวยผาสุกรื่นรมย์ไปหมด
..........เมื่อนานเข้าผู้คนไม่รักษาคำสัตย์ปฏิบัติตนเป็นคนทุศีล ไม่ทำการเซ่นไหว้แต่ทำการอุกอาจย่ำยีดูหมิ่น และทิ้งของปฏิกูลบูดเน่า และขี้เยี่ยวรดราดกุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์จึงนำเสาอินทขิลกลับไปเสีย ต่อมามีผู้เฒ่าลัวะคนหนึ่งที่เคยมากราบไหว้เสาอินทขิลประจำ เมื่อไม่เห็นก็เกิดปริวิตกทุกข์ร้อนกลัวว่าจะเกิดเหตุเภทภัยแก่บ้านเมือง ถึงกับร้องห่มร้องไห้เสียใจจึงละเพศจากฆราวาส ถือเพศเป็นตาปะขาวรักษาศีลบำเพ็ญภาวนาอยู่ ณ บริเวณที่เคยตั้งเสาอินทขิล ใต้ต้นยางนั้นเป็นเวลานานถึง 3 ปี (ปัจจุบันในวัดเจดีย์หลวงมีต้นยางใหญ่อยู่ 3 ต้น)
..........ขณะนั้นมีพระเถระรูปหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ในป่าเขา จนบรรลุฌานสมบัติ มีญาณหยั่งรู้ความเป็นไปในเหตุการณ์ข้างหน้าได้มาบอกตาปะขาวว่า บ้านเมืองจะถูกข้าศึกศัตรูย่ำยี ถึงกาลวิบัติล่มจม เพราะไม่มีเสาหลักเมืองให้ผู้คนได้ยึดเหนี่ยวกราบไหว้บูชา อันเป็นที่มาของความสมัครสมานสามัคคีของผู้คน ตาปะขาวจึงประชุมปรึกษาหารือกับชาวเมืองและตกลงกันว่า ขอให้พระเถระเป็นสื่อติดต่อขอเสาอินทขิลจากพระอินทร์มาให้อีก
..........พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์นำเสาอินทขิลลงไปให้เมืองนพบุรีอีกครั้ง เมื่อทราบเหตุการณ์จากพระเถระแล้ว แต่กุมภัณฑ์ไม่ยอมไปเพราะเกลียดกลัวต่อพฤติกรรมต่ำหยาบของชาวเมือง พระอินทร์จึงขอให้พระเถระไปบอกชาวเมือง ให้สร้างเสาอินทขิลและปั้นรูปกุมภัณฑ์เทียมขึ้นใหม่ โดยหล่อกะทะขอบหนา 8 นิ้ว กว้าง 8 ศอก ปั้นรูปสัตว์บกสัตว์น้ำบรรดามีในโลกอย่างละคู่ และรูปมนุษย์ครบ 101 เจ็ดภาษา บรรจุไว้ในกะทะฝังไว้ท่ามกลางเมือง กลบดินปรับพื้นเสมอดีแล้ว ให้สร้างเสาหลักเมืองด้วยอิฐก่อสอปูน (ถือปูน) ประดิษฐานไว้บนนั้น (เสาอินทขิล ที่ย้ายจากวัดสะดือเมืองมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง สมัยพระเจ้ากาวิละนั้น ผู้คนเชื่อว่าเป็นเสาเดียวกันกับที่สร้างขึ้นสมัยอาณาจักรลัวะ) แล้วทำการกราบไหว้บูชามิให้ขาดก็จะเกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมืองและผู้คน พลเมืองจะอยู่ดีมีกิน มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ไม่มีโรคร้ายระบาดภัยเบียดเบียน
..........แสดงให้เห็นว่า เสาอินทขิล สร้างครั้งแรกทำด้วยหิน สร้างครั้งที่สองทำด้วยอิฐก่อโบกปูน เสาอินทขิลปัจจุบัน ก็สร้างด้วยอิฐก่อโบกปูนประดับลวดลายติดกระจกสี หลักเมืองนั้นเป็นเสมือนหลักชัยแห่งเมือง การสร้างหลักเมืองขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นศูนย์กลางที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในบ้านเมืองนั้น ๆ ให้ก่อเกิดพลังคือความสามัคคีของพลเมือง จนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายใต้กรอบศีลธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา หลักเมืองทั่วไปทำด้วยไม้แกะสลักหรือหล่อด้วยโลหะ ไม่ว่าจะสร้างด้วยวัตถุชนิดใดคุณค่าก็เหมือนกัน จะก่อเกิดคุณประโยชน์ก็ต่อเมื่อรู้จักให้ถูกต้องตามหลักโบราณประเพณี หากงมงายก็ไร้ค่าหาสาระมิได้
..........เสาอินทขิลปัจจุบัน ตั้งอยู่กึ่งกลางวิหารจตุรมุขศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ เป็นเสาอิฐก่อสอปูนติดกระจกสีรอบเสาวัดได้ 5.67 เมตร สูง 1.30 เมตร แท่นพระบนเสาอินทขิลสูง 97 เซนติเมตร รอบ 3.4 เมตร มีพระพุทธรูปทองสำริดปางรำพึง ที่พลตรีเจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) นำมาถวายวัดเจดีย์หลวงเมื่อปี 2514 ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกเหนือเสาอินทขิลให้ได้สักการบูชาคู่กัน พระเจ้ามังรายปฐมบรมกษัตริย์ราชวงศ์มังรายทรงสร้างเสาอินทขิลเมื่อครั้งสถาปนาราชธานี "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1839 แรกสร้างตั้งอยู่วัดสะดือเมือง พระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 1 วงศ์ทิพจักร ให้ย้ายมาไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง เมื่อพุทธศักราช 2343
..........ทุก ๆ ปี จะมีงานประเพณีบูชาเสาอินทขิล หรือเทศกาลบูชาเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 วัน สมัยก่อนการจัดงานประเพณีเข้าอินทขิลเป็นหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนครและข้าราชบริพาร ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ ร่วมกับวัดเจดีย์หลวง องค์กรเอกชน สถานศึกษา สถาบันต่าง ๆ และประชาชนชาวเชียงใหม่ทุกสาขาอาชีพร่วมกันจัดงาน ตลอด 7 วันของงานชาวเชียงใหม่ทั้งในเมืองและต่างอำเภอทุกเพศทุกวัย จะพากันมาบูชาเสาอินทขิลด้วยข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำอบน้ำหอม อย่างเนืองแน่น และมีการละเล่นพื้นเมืองศิลปะพื้นบ้านสมโภชตลอดงาน เมื่อจะทำการบูชาเสาอินทขิลด้วยดอกไม้ธูปเทียน ท่านให้กล่าวคำบูชาดังนี้
.........."อินทะขีลัง สิทธิไชยยะ, อินทะขีลัง สิทธิไชยยะ อินทะขีลัง มังคะลัตถิ, อินทะขีลัง โสตถิมังคะลัง"
..........เริ่มงานเข้าอินทขิลแรม 12 ค่ำ เดือน 8 เหนือ งานวันสุดท้ายขึ้น 3 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (ภาคเหนือนับเดือนไวกว่าภาคอื่น 2 เดือน) ออกอินทขิลขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 เรียกกันติดปากว่า "เดือน 8 เข้า...เดือน 9 ออก" วันออกอินทขิลเป็นวันทำบุญอุทิศบรรพชน ด้วยการถวายภัตตาหารเพลพระ 108 รูป ในพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวง ส่วนการทำบุญสืบชะตาเมือง "4 แจ่ง 5 ประตู...1 อนุสาวรีย์" นั้น ทำภายหลังงานประเพณีบูชาเสาอินทขิลเสร็จแล้ว ในวันข้างขึ้นเดือน 9 เหนือวันใดวันหนึ่ง 14

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

สวนสาธารณะหนองบวกหาด เชียงใหม่

สวนสาธารณะหนองบวกหาด

เป็นสวนสาธารณะใกล้กับ "แจ่งกู่เฮือง" สำหรับให้ประชาชนได้อาศัยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง เป็นบริเวณจัดงานมหกรรมไม้ดอก-ไม้ประดับ


วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

พิพิธภัณฑ์เปิดบริเวณแจ่งศรีภูมิ บริเวณรอบคูเมือง เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์เปิดบริเวณแจ่งศรีภูมิ
 (ความตั้งใจที่่จะเล่าเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณนี้ แล้วสังเกตว่ามีหลุม มีหลังคา คล้ายการขุดค้น มีศาลหลักเมือง เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ และบุคคลบริเวณใกล้เคียง ต่างไม่มีใครทราบว่าหลุมนั้นคืออะไร จึงพยายามหาที่มาที่ไปมาเล่าสู่กันฟังครับ)



..........ช่วงปี พ.ศ.2539 ได้มีการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีและขุดแต่งโบราณสถานกำแพงเมืองเชียงใหม่โดยใช้งบประมาณ OECF ในส่วนกิจกรรมบูรณะและซ่อมแซมประตูเมือง โดยจ้างเหมาให้บริษัทเอกชนดำเนินการ ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด เฌอกรีน เป็นผู้รับงานนี้ โดยมีขอบเขตการทำงานขั้นต้น 3 ประการ คือ

..........1. บูรณะกำแพงเมืองเชียงใหม่ ความยาว 550 เมตร พื้นที่ 4,400 ตารางเมตร
..........2. ขุดค้นศึกษารากฐานกำแพงเมือง หลุมขนาด 3x3 เมตร ลึก 5 เมตร 5 หลุม
..........3. ขุดแต่งรากฐานกำแพงเมืองเชียงใหม่ ส่วนที่ทำการบูรณะพื้นที่ 3,300 ตารางเมตร ความลึกเฉลี่ย 50 เซนติเมตร


..........ในการขุดศึกษาโครงสร้างส่วนฐานรากกำแพงเมือง ภายใต้การควบคุมของนักโบราณคดี สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ (ชื่อหน่วยงานขณะนั้น) กำหนดตำแหน่งหลุมขุดทดสอบ 5 แห่ง เพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังนี้

..........1. หลุมขุดทดสอบที่ 1 และ 2 กำหนดขึ้นในบริเวณแนวกำแพงด้านตะวันออกของแจ่งหัวลิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างส่วนรากฐานของกำแพงเมืองด้านเหนือ
..........2. หลุมขุดทดสอบที่ 3 กำหนดขึ้นในบริเวณแนวกำแพงส่วนที่ต่อจากแจ่งกู่เรืองไปทางทิศตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างส่วนฐานรากของกำแพงเมืองบริเวณแจ่งกู่เรือง
..........3. หลุมขุดทดสอบที่ 4 กำหนดขึ้นในบริเวณด้านบนของแจ่งศรีภูมิ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในระบบความเชื่อที่เป็นศรีของเมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนฐานรากด้านบนของแจ่งเมืองเชียงใหม่
..........4. หลุมขุดทดสอบที่ 5 กำหนดขึ้นในบริเวณด้านเหนือของกำแพงเมืองชั้นนอกหรือกำแพงดินด้านตะวันตกของโรงพยาบาลสวนปรุง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของชั้นดินวัฒนธรรมของกำแพงเมืองชั้นในและกำแพงเมืองชั้นนอก

..........ผลการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีในแต่ละหลุมนั้น นางสาววิวรรณ แสงจันทร์ นักโบราณคดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด เฌอกรีน ได้เขียนรายงานแล้ว จึงขอนำกล่าวเฉพาะหลุมที่น่าสนใจที่สุด คือ หลุมทดสอบที่ 4 บนแจ่งศรีภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ ทั้งในระบบความเชื่อและเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ยุคแรกเริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ ยุคพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984-2030) ยุคพญาแก้ว (พ.ศ.2038-2068) บริเวณนี้จึงพบหลักฐานต่าง ๆ มากที่สุดในบรรดา 5 หลุมที่ขุดทดสอบจากรายงานการขุดศึกษาชั้นดินทางโบราณคดี จำแนกได้เป็น 7 ชั้น ดังนี้

..........ชั้นดินที่ 1 เป็นชั้นดินวัฒนธรรมยุคปัจจุบัน มีความหนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร โบราณวัตถุที่พบ คือ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบเขียวและเคลือบน้ำตาล ชิ้นส่วนโลหะเหล็กทรงดอกบัวตูม ด้านเหนือของหลุมทดสอบเป็นแนวกำแพงที่กรมศิลปากรเคยทำการบูรณะเมื่อ พ.ศ.2529
..........ชั้นดินที่ 2 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม หลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่พบในชั้นนี้ คือ ร่องรอยอิฐปูพื้นที่พบต่อเนื่องมาจากแนวคานฐานรากตัวที่ 2 ในหลุมขุดทดสอบที่ 1 แนวอิฐปูพื้นดังกล่าวปูซ้อนกัน 1-2 ชั้น ไม่สม่ำเสมอ เป็นอิฐหักปะปนกับอิฐสมบูรณ์บางส่วน ในชั้นนี้ยังพบชั้นทับถมของกลุ่มถ่าน เศษภาชนะดินเผา เศษกระดูกมนุษย์ กระดูกฟันช้าง เศษโลหะเหล็ก และเศษกระเบื้องหลังคาโบราณวัตถุดังกล่าวมีร่องรอยถูกเผาไหม้จนเป็นแถวชั้นถ่านสีดำเห็นได้ชัด ในบริเวณผนังด้านเหนือของหลุมทดสอบได้พบร่องรอยของแนวกำแพงก่ออิฐฉาบปูนโบราณสภาพสมบูรณ์
..........ชั้นดินที่ 3 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม พบโบราณวัตถุเป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาประเภทต่าง ๆ แต่พบในอัตราส่วนจำนวนต่อพื้นที่ในปริมาณลดลงและพบเศษอิฐที่มีร่องรอยการฉาบปูน
..........ชั้นดินที่ 4 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม พบเศษอิฐที่มีร่องรอยการสอด้วยปูนขาว ลักษณะคล้ายอิฐที่เคยใช้ประกอบสถาปัตยกรรม แต่เมื่อสถาปัตยกรรมดังกล่าวพังทลายจึงนำอิฐส่วนนี้มาอัดเป็นฐานรากกำแพง
..........ชั้นดินที่ 5 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม โบราณวัตถุที่พบในชั้นนี้ คือ เสาอิฐฉาบปูน 1 ท่อน
..........ชั้นดินที่ 6 เป็นชั้นดินวัฒนธรรมที่ลึกสุด โบราณวัตถุที่พบ คือ ชิ้นส่วนกระเบื้องหลังคาเนื้อหยาบสีดินแดง
..........ชั้นดินที่ 7 ชั้นสุดท้าย เป็นชั้นดินธรรมชาติ ลักษณะเป็นดินร่วนเหนียวปนกรวดทราย มีกรวดแม่น้ำในชั้นดินเดิมก่อนสร้างกำแพงเมือง (รายงานผลการขุดค้นศึกษาโบราณวัตถุและชั้นดินทางโบราณคดี โดยนักโบราณคดี หจก.เฌอกรีน 2540)
..........โดยเหตุที่การขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาโครงสร้างส่วนฐานรากกำแพงเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้เป็นการขุดค้นเพื่อการศึกษาเป็นครั้งแรก ผลของการขุดค้นก็จะทำให้ได้หลักฐานประเภทที่ไม่เป็นลายลักษณ์เพิ่มขึ้น รอการประเมินอายุด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์และการรองรับด้วยหลักฐานประเภทลายลักษณ์ก็จะได้คำอธิบายใหม่ที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาหลักฐานประเภทลายลักษณ์ เช่น พื้นเมืองเชียงใหม่ระบุชัดว่า ปีรวายไจ้ ศักราช 878 ตัว หรือ พ.ศ.2059 ตรงกับสมัยพญาแก้ว (พ.ศ.2038-2068) ชาวเชียงใหม่และชาวต่างเมืองปั้นดินจักก่อเมกเวียงเชียงใหม่ปีต่อมาคือปีเมืองเป้า ศักราช 879 ตัว หรือ พ.ศ.2060 พญาแก้วโปรดฯ ให้หมื่นปิงยีคุมการก่อกำแพงเวียงด้วยอิฐเหล่านั้น (พื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับปริวรรตโดยนายทน ตนมั่น สำนักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์ พ.ศ.2514 หน้า 70)

..........การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้พบข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นอีกหลายประการ เช่น การพบแนวปูนฉาบซ้อน 2 แนว ณ บริเวณแจ่งศรีภูมิ ตลอดจนการขุดค้นเปิดหน้าดินให้เห็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่รองรับน้ำหนักแจ่งขนาดใหญ่ที่เป็นจุดรับน้ำของเมืองเชียงใหม่จะช่วยให้ผู้สนใจทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ ได้ศึกษากันต่อไป
..........สมโชติจึงได้เสนอผ่านสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ ในการประชุมร่วมกันให้พิจารณาเปิดบริเวณดังกล่าวเป็น "พิพิธภัณฑ์เปิด" ของเมืองเชียงใหม่ โดยไม่ต้องปิดหลุมทดสอบบริเวณแจ่งศรีภูมิเหมือนหลุมอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของผู้สนใจต่อไป ซึ่งได้รับความเห็นชอบ
..........ต่อมา หจก.เฌอกรีน ได้บริจาควัสดุมุงหลังคากันฝนและแนวเหล็กป้องกันอันตรายและดำเนินการสร้างให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดอีกแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่