วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เชียงใหม่-รู้จักกับ เวียงละโว้ ...เวียงบริวารแห่งหนึ่งของหริภุญไชยนคร

 เชียงใหม่-รู้จักกับ เวียงละโว้ ...เวียงบริวารแห่งหนึ่งของหริภุญไชยนคร 


ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลำพูน ปัจจุบันอยู่บริเวณวัดละโว้ ตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

.

ตำนานมูลศาสนาที่รจนาโดยพระพุทธพุกามราว ๕๐๐ ปีเศษ 

ได้กล่าวถึงพระนางจามเทวีทรงจัดกลุ่มบุคคลที่ติดตามพระนางมาแต่เมืองละโว้ให้อยู่รวมกันในหนทิศอีศานแห่งเมืองหริภุญไชย 

จะเห็นได้ว่าทิศอีสาน คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่ตรงกับที่ตั้งของเวียงละโว้ปัจจุบันที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

อย่างไรก็ดีตำนานมูลศาสนามีข้อความหลายตอนที่ระบุทิศที่ตั้งของสถานที่ต่างๆ คลาดเคลื่อนกับตำนานสมัยล้านนาเล่มอื่นๆ อยู่เสมอ 

อาทิ การที่ระบุว่าเจดีย์สันมหาพลตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ในขณะที่เล่มอื่นๆ ต่างระบุว่าสันมหาพลตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก 

แม้กระนั้นคุณูปการของตำนานมูลศาสนาในที่นี้ก็คืออย่างน้อยที่สุดทำให้เราทราบว่า

ในสมัยพระนางจามเทวีได้มีการแบ่งกลุ่มบุคคลให้อาศัยอยู่อย่างเป็นหมวดหมู่ตามทิศต่างๆ 

และได้มีการปรากฏชื่อเวียงละโว้เป็นครั้งแรกของตำนานเมืองเหนือด้วย 

เนื่องจากชินกาลมาลีปกรณ์และจามเทวีวงศ์พงศาวดารเมืองหริภุญไชยมิได้มีการพูดถึงรายละเอียดในส่วนของการจัดวางประชากรกลุ่มต่างๆ ในยุคพระนางจามเทวี

.

ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเวียงละโว้จึงได้มาจากตำนานพื้นบ้านที่เขียนขึ้นในยุคหลังราว ๑๐๐-๒๐๐ ปีเท่านั้น 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำนานของนายสุทธวารี สุวรรณภาชน์ ชาวสันป่าตองที่ได้ต้นฉบับมาจากฤาษีแก้วถ้ำดอยติ 

ได้ระบุถึงเรื่องราวของเวียงละโว้ไว้ชัดว่า 

พระนางจามเทวีทรงพระราชทานที่ดินสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของชาวละโว้ที่เสด็จตามมาด้วย

โดยให้ตั้งถิ่นฐาน ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งตรงกับสถานที่ของวัดละโว้ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน

.

นอกจากนี้แล้วตำนานเล่มดังกล่าวยังระบุว่า 

พระนางจามเทวีโปรดแต่งตั้งให้พระนางเกษวดี (พระพี่เลี้ยง) เป็นผู้รักษาพระนครและเป็นแม่กองสร้างเวียงต่างๆ 

ดังนั้นย่อมหมายรวมถึงว่าพระนางเกษวดีน่าจะมีบทบาทดูแลเวียงละโว้ด้วยเช่นกัน ตามที่ทางวัดละโว้ได้เรียบเรียงประวัติไว้

...เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่เหลือแต่เพียงภาพถ่ายของโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ทางวัดละโว้ได้ให้ดูนั้นสามารถทำการวิเคราะห์ได้ดังนี้


๑. ในส่วนของซากสถูปองค์เดิมที่ถูกก่อพอกทับใหม่แล้วด้วยเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมแบบปราสาทซ้อนชั้นเลียนแบบเจดีย์วัดกู่คำที่เวียงกุมกามนั้น พบว่าในอดีตสถูปแห่งนี้เคยมีฐานขนาดใหญ่ และใช้วัสดุประเภทอิฐก้อนโตคล้ายกับเจดีย์สมัยหริภุญไชย น่าจะเคยเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมตอนบนมีซุ้มพระพุทธรูปแบบคูหาจระนำแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีจำนวนกี่ชั้นและด้านละกี่องค์ สิ่งที่สามารถสรุปได้ว่าหลักฐานชิ้นนี้สร้างขึ้นในสมัยหริภุญไชยก็เนื่องมาจาก บริเวณนี้ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในสมัยล้านนาจนถึงรัตนโกสินทร์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการสร้างสถูปในยุคล้านนาหรือหลังจากนั้น

๒. พระพิมพ์ดินเผารูปพระพุทธเจ้าปางประทับยืน น่าเสียดายอย่างยิ่งที่หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นนั้นได้ถูกบรรจุฝังไว้ในคราวที่มีการก่อพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่ครอบองค์เดิมเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเก่าแก่ของศิลปกรรมที่สร้างขึ้นในยุคต้นหริภุญไชยหรืออาจเก่าไปถึงยุคทวารวดีด้วยซ้ำ


...พุทธลักษณะของพระพิมพ์มีความแปลกพิเศษ กล่าวคือ ทำเป็นพระพุทธรูปประทับยืนพระบาทไม่ชิดกัน พระหัตถ์ขวายกขึ้นระดับพระอุระในท่าปางแสดงธรรมอันเป็นปางที่นิยมอย่างสูงในศิลปะอินเดียและศิลปะทวารวดี ที่น่าประหลาดคือพระกรซ้ายกางออกและพระหัตถ์ถือดอกบัวอยู่ในระดับพระอุระ พระสรีระบอบบางเอนกายในท่าตริภังค์ (ยืนเอนสามส่วนตามสุนทรีย์ศาสตร์แบบศิลปะอินเดียยุคคุปตะ) ขอบสบงด้านล่างตัดตรงที่ปลายสองข้างมีริ้วเส้นเล็กๆ ในขณะที่ขอบจีวรแผ่นบนทำรูปวงโค้งเป็นเส้นหนานูน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะทวารวดี บั้นพระองค์คอดกิ่วละม้ายสตรี พระพักตร์ลบเลือนแต่มองเห็นเค้าความละม้ายกับพระพักตร์ของพระรอดลำพูน พระเกศาและเกตุมาลาเป็นรูปกรวย ประภามณฑลโดยรอบพระเศียรทำเป็นตุ่มวงกลมคล้ายเม็ดประคำ ซึ่งอาจเป็นสัญลักษณ์ของนาคปรก หรือใบโพธิ์ที่ลบเลือน อันเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในฉากหลังของงานพุทธศิลป์ยุคทวารวดีและศรีวิชัย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔

...จากพุทธลักษณะที่พรรณนามาทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ปราชญ์ชาวบ้านในละแวกนั้นพากันสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรูปจำลองของพระนางจามเทวี ซึ่งก็อาจมีส่วนเป็นไปได้ค่อนข้างมากเช่นกัน เพราะโดยปกติแล้วการทำรูปเคารพของบุคคลที่ถือดอกบัวในพระหัตถ์นั้นมักมีความเกี่ยวข้องกับสตรี อาทิ รูปพระนางตาราพระโพธิสัตว์ปัทมปาณีหรือพระนางลักษมี (ชายาของพระนารายณ์) เป็นต้น แต่รูปเคารพที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้จะมีการแต่งองค์ทรงเครื่องแบบสตรีทั้งสิ้น ผิดกับพระพิมพ์ดินเผาที่พบในวัดละโว้ซึ่งมิได้ตั้งใจทำให้เป็นรูปเทวสตรีหรือพระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบพุทธมหายานโดยตรง แต่กลับทำเป็นพระพุทธรูปประทับยืนมีร่องรอยของการห่มจีวรชัดเจนและไม่มีการทรงเครื่องใดๆ ซึ่งหากเป็นพระพุทธรูปประทับยืนปางแสดงธรรมสมัยทวารวดีที่พบทั่วไป ควรยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นระดับพระอุระเช่นเดียวกับพระหัตถ์ขวา ไม่เคยปรากฏการถือดอกบัวด้วยมือข้างหนึ่งมาก่อน

...จึงขอเสนอความเห็นว่า พระพิมพ์ดินเผาชิ้นนั้นเป็นไปได้อย่างมากที่จะเป็นการจำลองรูปพระนางจามเทวีในปางถือดอกบัวตามอย่างรูปนางตาราหรือพระลักษมี ซึ่งยุคนั้นทั่วเอเซียอาคเนย์มีการให้ความเคารพเทพสตรีในฐานะทรงเป็น "ศักติ" ของเทพเจ้า การที่ช่างผสมผสานเอาพุทธลักษณะโดยรวมของพระพุทธรูปประทับยืนทรงจีวรและมีประภามณฑลเบื้องหลังมารวมกับการทำท่าถือดอกบัวและมีสรีระคล้ายสตรีนั้น อาจต้องการสื่อถึงพระนางจามเทวีในฐานะผู้ทรงบำเพ็ญธรรมเยี่ยงธรรมิกราชาเหมือนเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งก็เป็นได้

...มีข้อน่าสังเกตว่าพระพิมพ์ดินเผาที่สร้างขึ้นในยุคหริภุญไชยจำนวนไม่น้อยเลยในดินแดนลำพูน-เชียงใหม่ นิยมการนำลักษณะของสตรีมาผสมผสาน เช่น พระสิกขีดินเผาที่ประดับกรอบซุ้มจระนำเจดีย์ต่างๆ อันน่าจะเป็นงานพุทธศิลป์เฉพาะของอาณาจักรแห่งนี้เพียงแห่งเดียว เนื่องจากมีประวัติความเป็นมาว่าผู้หญิงเป็นปฐมกษัตริย์

...เวียงละโว้คงรุ่งเรืองอยู่ในช่วงระยะหนึ่งในสมัยหริภุญไชยเท่านั้น ต่อมาในสมัยล้านนาก็คงกลายเป็นเมืองที่ถูกลดบทบาทความสำคัญลง เนื่องจากพญามังรายและทายาทได้สถาปนาเวียงอื่นๆ ขึ้นมาแทนมากมาย อาทิ เวียงกุมกาม เวียงเจ็ดลิน เวียงเชียงแสน เวียงพร้าว ฉะนั้นเวียงบริวารของหริภุญไชยแทบทั้งหมดจึงซบเซาลง เมื่อมีการเปลี่ยนศูนย์อำนาจจากลำพูนไปอยู่เชียงใหม่

...ข้อเสนอแนะสุดท้ายเพื่อการฟื้นฟูเวียงละโว้ คือ หากเป็นไปได้ใคร่ขอความร่วมมือจากทางวัดละโว้และชาวบ้านในละแวกนั้นอย่าพยายามสร้างอาคารใหม่แปลกปลอมเพิ่มเติมให้ยากแก่การรื้อถอนในอนาคตเพราะหลักฐานที่เหลือในปัจจุบันของวัดละโว้ไม่สามารถมองเห็นอดีตอันรุ่งเรืองของเวียงละโว้ได้อีกแล้ว ทว่ายังเหลือหลักฐานที่ถูกกลบฝังอยู่ใต้พื้นดิน และหากเป็นไปได้น่าจะมีโครงการขุดศึกษาทางโบราณคดีที่วัดละโว้และบริเวณใกล้เคียง เพื่อที่จะได้ค้นหาหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุสมัยหริภุญไชยอย่างเป็นรูปธรรมมายืนยันถึงความเป็นมาอันเก่าแก่นับ ๑,๓๐๐ ปีเศษของเวียงละโว้แห่งนี้ ได้ดีกว่าหลักฐานจากภาพถ่ายเก่า


เชียงใหม่-รู้จักกับประวัติรูปปั้นพระนางจามเทวีวัดละโว้

 เชียงใหม่-รู้จักกับประวัติรูปปั้นพระนางจามเทวีวัดละโว้


 ... พระนางจามเทวี ได้ถูกสร้างขึ้นในปี ๒๕๓๘ โดยความดำริของพระครูวิทิตปัญญาคุณ (พระครูถนอม ปญฺญาธโร) เจ้าอาวาสวัดละโว้ในขณะนั้น 

โดยได้สร้างควบคู่ไปกับการบูรณะพระธาตุจามเทวีศรีเวียงละโว้ 

ซึ่งมีแม่บุญปั๋น ถาริปน อาจารย์สุรภา วิริยะรักษ์สันติ อาจารย์กรวรรณ เทียนศิริ เป็นเจ้าภาพสร้างองค์พระแม่เจ้าจามเทวี พระแม่เจ้าเกษวดี พระแม่เจ้าปทุมวดี 

โดยมีช่าง สล่าผินบ้านดอยหล่อ เป็นผู้ปั้นใช้เวลานานถึง 3 เดือนเศษจึงแล้วเสร็จ ทำการฉลองสมโภชปี พ.ศ.๒๕๓๙

ศาลาพระนางจามเทวี

...สร้างขึ้นพร้อมกับการบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์ในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ลักษณะเป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นล่างแบ่งเป็น ๒ ห้อง คือ ห้องประดิษฐานรูปเหมือนของพระนางจามเทวี และพระพี่เลี้ยงทั้งสอง คือ นางข้าหลวงเกษวดีและนางปทุมวดี ส่วนชั้นบนใช้เป็นหอเก็บพระธรรมและหอระฆัง


เชียงใหม่-นำชมวัดโมคคัลลาน ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง อุทยานพระนอนองค์ใหญ่

 เชียงใหม่-นำชมวัดโมคคัลลาน ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง อุทยานพระนอนองค์ใหญ่


เมื่อใครขับรถไปตามถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ผ่าน อ.จอมทอง เข้าสู่ ต.สบเตียะ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 4-5 ก่อนขึ้นดอยโมคคัลลาน 


จะมองเห็นพระนอนปางไสยาสน์ ขนาดใหญ่และพระพุทธรูปองค์อื่นตั้งตระหง่านอยู่ 


ส่วนใหญ่แล้วผู้คนที่พบเห็น ณ จุดนี้แล้วไม่ได้แวะเข้าไปสักการะเนื่องจากเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น 


บริเวณพื้นที่ของวัดมีประมาณ 6 ไร่ เชื่อมติดต่อกับอุทยานพุทธสถานสุทธิจิตต์บนดอยโมคคัลลาน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ 


อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้จึงทำให้บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายตลอดทั้งวัน


ในพื้นที่อุทยานพุทธสถานสุทธิจิตต์ เป็นจุดที่ตั้งของพระนอนปางไสยาสน์ มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีความยาว 49 วา สูง 29 วา 

และมีพระพุทธรูป พระพิฆเนศ ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ ๆ ด้วย 


วัดโมคคัลลานถูกสร้างเมื่อ พ.ศ. 2547 เชื่อว่าเดิมเป็นรอยเท้าของสาวกพระพุทธเจ้าชื่อว่าพระมหาโมคคัลลานประดิษฐานอยู่บนยอดดอยโมคคัลลาน 


ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านเชิงดอย ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง ห่างจากแยกขึ้นดอยอินทนนท์ไปอีก 6 กิโลเมตร 

เป็นหนึ่งในสถานที่น่าท่องเที่ยวของอำเภอจอมทองภายในวัดในเงียบสงบ  และมีอุทยานพุทธสถานสุทธิจิตต์  


ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างสวยงาม ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือเช่น พระพุทธรูปปางไสยาสน์  และพระพิฆเณศร์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ


การเดินทางไปวัดโมคคัลลาน

ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (ถนนเชียงใหม่-ฮอด) มุ่งหน้าสู่อำเภอจอมทอง ผ่านแยกดอยอินทนนท์  และผ่านวัดพระธาตุศรีจอมทอง ไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร 


ปากทางเข้าวัดโมคคัลลานอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอจอมทอง จุดสังเกตง่ายๆ จะเห็นพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่เหลืองอร่ามบนยอดดอยด้านขวามือ


วัดโมคคัลลาน

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2547 เดิมเป็นรอยเท้าของสาวกพระพุทธเจ้าชื่อว่าพระมหาโมคคัลลานประดิษฐานอยู่บนยอดดอย 


ต่อมาพระแก้วสุทโธได้ธุดงค์ผ่านมา และได้ตั้งสัจจะอธิฐานขอสร้างพระธาตุขึ้นบนดอยแห่งนี้ 


โดยได้แรงศรัทธาจากชาวบ้านร่วมกันสร้างจนสำเร็จ และตั้งชื่อว่าพระธาตุดอยโมคคัลลาน


มาถึงปี พ.ศ. 2475 ได้ย้ายสำนักสงฆ์จากยอดดอยมาสร้างวัดที่บ้านหนองเตา ตั้งชื่อวัดเสียใหม่ว่าวัดโมคคัลลาน 


ต่อมาได้เกิดอุทกภัย อาคารต่างๆ ชำรุดเสียหาย จึงได้ทำการย้ายวัด ขึ้นไปอยู่บนเนินเขาและได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่จนถึงปัจจุบัน


สถาปัตยกรรมโดดเด่น

...พระพุทธมงคลประทานพรปางไสยาสน์...


ขนาดความสูงเทียบกับตึก ๕-๖ ชั้น เป็นองค์พระนอนสีเหลืองทองใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ ประดิษฐานอยู่ด้านบนของยอดดอย มีความยาว ๙๘ เมตร สูง ๕๘ เมตร นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นของสมเด็จโต หลวงปู่ทวด ครูบาเจ้าศรีวิชัย หลวงปู่แหวนสุจิณโณ หลวงพ่อคูณ หลวงพ่อปาน หลวงปู่สุข หลวงปู่หมั้น หลวงพ่อเงิน รูปปั้นและรูปสักการะอื่นๆ เป็นต้น

...เจดีย์...



รูปทรงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้น เอกลักษณ์เจดีย์ทรงปราสาทล้านนา เรือนธาตุมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนยอดเป็นเจดีย์องค์ระฆังขนาดเล็กซ้อนชั้นขึ้นไป

...วิหารสุทธิจิตต์...

อาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่ออิฐฉาบปูน มีการยกเก็จของผังผสมผสานโครงสร้างไม้รูปทรงสถาปัตยกรรมล้านนาด้านหน้าหลังคาทรงจั่วซ้อนชั้นสามชั้น และด้านหลังซ้อนชั้นสองชั้น มุงด้วยกระเบื้องโบราณ พื้นที่ภายในจัดแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับพระสงฆ์ พื้นที่ส่วนของฆราวาสและฐานชุกชีหรือแท่นแก้ว (พื้นที่ด้านในสุดของวิหารทำเป็นแท่นยกพื้นสูงกว่าอาสนสงฆ์ ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานของวัด) อยู่ด้านล่างบริเวณเชิงดอย

















วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เชียงใหม่-นำชมวัดอุโบสถ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๗ หมู่ ๒ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

 เชียงใหม่-นำชมวัดอุโบสถ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๗ หมู่ ๒ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่


...ประวัติความเป็นมาของวัด...

วัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๑๓๕ ซึ่งแต่เดิมก่อนจะมีวัดแห่งนี้ บริเวณวัดมีเพียงโบสถ์เป็นสถานที่ทำสังฆกรรมร่วมกันของพระสงฆ์ในตำบลแม่เหียะ เพราะต้องการความสงบและความเป็นส่วนตัว โดยรอบจึงเป็นป่าไม้ อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ต่อมาชาวบ้านเริ่มตั้งถิ่นฐานขยายเข้าเขตป่ามาจนใกล้กับโบสถ์ จึงได้ตั้งเป็นวัดขึ้นให้ชื่อว่า "วัดอุโบสถ" และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านบ่อ" เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่มีบ่อน้ำเป็นจำนวนมาก


...ความสำคัญของวัด...

เดิมวัดอุโบสถเป็นสถานที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ในตำบลแม่เหียะ โดยมีพระสงฆ์มาร่วมลงอุโบสถ ๕ วัด ได้แก่ ๑)วัดตำหนัก (สวนขวัญ) ๒) วัดต้นปิน ๓) วัดท่าข้าม ๔) วัดป่าชี่ (ป่าจี้) และ ๕) วัดอุโบสถ


...สถาปัตยกรรมโดดเด่น...

...อุโบสถโบราณ...

ได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๐ โดยครูบาโปธิ เจ้าอาวาสวัดป่าจี้ พร้อมศรัทธาชาวบ้าน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนผสมโครงสร้างไม้สัก หลังคาซ้อนชั้นมุงกระเบื้องดินขอ ประดับช่อฟ้าและนาคสะดุ้ง หน้าบัน หน้าแหนบ แผงโก่งคิ้วและแผงปีกสองข้างในลักษณะม้าต่างไหม ประดับไม้แกะสลักลวดลายพื้นถิ่นล้านนาผสมผสานแก้วอังวะสี มีเสาไม้คู่สี่เหลี่ยมรับน้ำหนักประดับปูนปั้นและไม้แกะสลักลวดลายดอกไม้ ปลายยอดเสาบัวแวงประดับแก้วอังวะสี ราวบันไดขนาบข้างด้วยปูนปั้นเทพยดา มีเขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วก่ออิฐโบราณ และมีหลักศิลาแสดงขอบเขตพัทธสีมา ส่วนด้านข้างอุโบสถมีศาลาไม้โบราณหนึ่งหลัง ปัจจุบันยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์






...วิหาร...

เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๔๘ หลังคาซ้อนชั้นประดับช่อฟ้าและนาคสะดุ้ง หน้าบันไม้แกะสลักลวดลายพรรณพฤกษา แผงโก่งคิ้วเป็นลายไทยเทพวานรรายล้อมด้วยลวดลายพรรณพฤกษา ราวบันไดขนาบข้างด้วยปูนปั้นมกรคายนาคประดับกระจกสี ซุ้มโขงประตูทางเข้าประดับปูนปั้นเทพพนมรายล้อมด้วยลวดลายก้านขดปิดทอง และผนังมีภาพวาดการแสดงโอวาทปาติโมกข์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ภายในวิหารมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยประดิษฐานเป็นพระประธาน และจิตรกรรมฝาผนังเล่าพุทธประวัติและทศชาติชาดก












...เจดีย์...

มีรูปทรงศิลปะล้านนาผสมศิลปะสุโขทัย ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีมุมทั้งสี่ประดับสัปทน ส่วนฐานเขียงสี่เหลี่ยมซ้อนชั้น ย่อมุมประดับปูนปั้นสัญลักษณ์สิบสองนักษัตร เหนือขึ้นไปฐานบัวย่อเก็จซ้อนชั้น รองรับฐานเรือนธาตุยกเก็จย่อมุมเจาะช่องซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ถัดขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยมซ้อนชั้นรองรับกับองค์ระฆังทรงคว่ำบัลลังก์ ปล้องฉัตร ปลียอดประดับฉัตร





...กำแพงโบราณ...

มีลักษณะเป็นแนวกำแพงโบราณอยู่เยื้องกับกุฏิเจ้าอาวาส และมีการค้นพบ "โอ่งโบราณ" ซึ่งในปัจจุบันอนุรักษ์และเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่