วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 1-2 ปี - ลูกจ๋าอย่า...เจ้าอารมณ์

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 1-2 ปี - ลูกจ๋าอย่า...เจ้าอารมณ์
คงจะมีพ่อแม่หลายคนกำลังตกที่นั่งลำบากไม่รู้จะจัดการยังไง
กับเจ้าตัวเล็กยามอาละวาดกรีดร้อง หรือหงุดหงิดงอแงเมื่อไม่ได้อย่างใจ
การตามใจไปซะทุกเรื่องไม่ส่งผลดีแน่ค่ะ
มาเริ่มต้นสอนลูกให้รู้จักควบคุมอารมณ์โกรธ
(แบบที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน) คงจะดีกว่ากันเยอะเลย

< < <   ทำไมเจ้าอารมณ์นัก    > > >
ปลายขวบที่ 2 เป็นช่วงเวลาเหมาะสม หากคุณจะฝึกให้ลูกรู้จักควบคุม
อารมณ์โกรธ หรือแสดงอารมณ์โกรธ ไม่พอใจในสิ่งต่าง ๆ ออกมา
ได้อย่างเหมาะสม แม้ลูกวัยนี้ดูเหมือนว่าจะเล็กเกินเข้าใจ หรือจัดการ
กับความรู้สึกของตัวเองได้ แต่การเริ่มต้นสอนและให้ลูกได้เรียนรู้
อย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้แกค่อย ๆ ซึมซับ
และเก็บเป็นประสบการณ์นำไปใช้เมื่อเติบโตขึ้น

แต่ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่คงต้องทำความเข้าใจพัฒนาการทางอารมณ์
ของลูกวัยนี้ ว่าที่แสดงฤทธิ์เดชต่าง ๆ นานานั้นเป็นเพราะ
***   ลูกยังเล็กกว่าที่จะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้
         ทำให้เกิดความคับข้องใจได้ง่ายและมักแสดงออกด้วยการร้องไห้แทน
***   ประสบการณ์ในชีวิตของลูกยังน้อยนิดที่จะทำให้แกรู้ว่า
         การแสดงอารมณ์หรือท่าทีเกรี้ยวกราดนั้นจะส่งผลร้ายอะไรตามมาบ้าง
         ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่เมื่อเกิดอารมณ์โกรธก็รู้จักควบคุมหรือรู้ว่า
         ต้องแสดงออกอย่างไร และรู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร
         เช่น เพื่อนไม่คบ หรืออาจโดนทำร้ายกลับมา ฯลฯ
***   อารมณ์โกรธหรือความคับข้องใจของลูกวัยนี้มักมาจากการถูกขัดใจ
         หรือไม่ได้อย่างใจลูกไม่เข้าใจถึงเหตุและผลที่สมควร
         ขณะเดียวกันลูกไม่รู้หรอกว่าการแสดงออกของความไม่พึงพอใจนั้น
         มีหลายวิธี นอกเหนือจากการร้องไห้ ดิ้น หรือขว้างปาข้าวของ
***   วัยนี้เป็นวัยอยากเป็นอิสระสูง และรู้สึกต่อต้านกับคำสั่งห้ามของพ่อแม่
         เพราะอย่างนี้เมื่อไหร่ที่แกได้ยินคำว่า "อย่า" "ห้าม" "ไม่"
         น้ำตาก็พานจะทะลักทลายได้ทุกเมื่อ
***   ความพยายามที่อยากจะทำอะไรด้วยตัวเอง
         แต่ความสามารถทางร่างกายยังไม่พร้อมเต็มที่
         อาจทำให้ลูกรู้สึกคับข้องใจหงุดหงิดใจได้ง่าย
***   การรู้จักอดทนกับอะไรได้นั้นยังมีน้อยมาก

< < <   หลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธ   > > >
เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาอีกค่ะ ที่จะหลีกเลี่ยง
ไม่ให้เกิดอารมณ์โมโห ไม่พอใจ ก็ขนาดผู้ใหญ่ยังทำได้ยากเลย
สำหรับลูกยิ่งยากสุด ๆ ค่ะ แต่จริง ๆ แล้วเวลาคนเราจะโกรธ
มักมีสัญญาณเตือนบอกเหตุก่อนล่วงหน้าเสมอ เช่น สิ่งแวดล้อม
อากาศ ภาวะอารมณ์ในช่วงนั้น ๆ ลูกก็เหมือนกัน
ถ้ารู้จักสังเกตใกล้ชิดสักหน่อยคุณก็จะจับอารมณ์ที่เป็นสัญญาณ
ความคับข้องใจของแกได้ และเมื่อนั้นก็น่าจะป้องกันได้เช่นกัน

< < <   สัญญาณเตือนอารมณ์บ่จอย   > > >
รู้จักจับอารมณ์และความรู้สึกของลูก เพราะยิ่งคุณจับอารมณ์ได้เร็วเท่าไหร่
การป้องกันและแก้สถานการณ์ภาวะอารมณ์ที่คุกรุ่นนั้นก็จะง่ายขึ้น เช่น
***   ถ้าลูกอยู่ในภาวะหิว เหนื่อย ง่วงนอน หรือร้อน มีโอกาสเสี่ยง
        ที่จะไม่สบอารมณ์อะไรง่าย ๆ แบบนี้คงต้องช่วยลูกให้ผ่อนคลาย
         จากอาการที่ว่ามาก่อน เช่น หาของกินเล่นให้หม่ำแก้หิวไปพลาง ๆ
         ก่อนมื้ออาหารหรือพาไปอาบน้ำให้รู้สึกสดชื่นสบายตัว ฯลฯ
***   เวลาลูกพยายามทำอะไรแต่ทำไม่สำเร็จ เช่น สวมเสื้อผ้าติดกระดุม
         ให้น้องตุ๊กตา หรือลากของเล่นชิ้นใหญ่ ๆ
         แบบนี้คงต้องทำตัวเป็นผู้ช่วยแล้วล่ะค่ะ

< < <   เทคนิคควบคุมอารมณ์โกรธ   > > >
***   เวลาลูกแสดงอารมณ์หรือออกท่าทางเกรี้ยวกราด สิ่งสำคัญที่สุดคือ
         พ่อแม่ต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ให้ดี อย่าฉุนเฉียว
         หรือโต้ตอบลูกด้วยความโมโห แต่ให้ใช้ความสงบ
         พูดด้วยน้ำเสียงปกติหรือจ้องมองแกนิ่ง ๆ
***   โอบกอดลูกหรือพูดจาปลอบโยนให้ลูกสงบลง เพราะแม้แก
         จะยังร้องไห้อยู่แต่ก็จะค่อย ๆ ควบคุมอารมณ์ได้ เพราะรู้สึก
         อุ่นใจว่าคุณไม่ได้ขัดขวาง แต่กำลังให้ความรักความเข้าใจแกอยู่
         (แม้จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่เจ้าหนูต้องการในทันที)
***   เด็กบางคนยิ่งพ่อแม่เข้าไปโอบกอด แกจะยิ่งอาละวาดหนักขึ้นไปอีก
         แบบนี้พ่อแม่คงต้องขอเวลานอก แยกตัวเองออกไปห่าง ๆ ลูก
         แต่ก่อนไปบอกแกสักหน่อยก็ดีค่ะว่า
         "ถ้าแม่อยู่ด้วยแล้วหนูยิ่งโกรธแบบนี้ แม่ไปอยู่ข้างล่างก่อนนะ
         เดี๋ยวหนูอารมณ์ดีแล้วแม่จะเข้ามาหาใหม่" เพื่อลูกจะได้รู้ว่า
         การที่แม่จากไปไม่ใช่เป็นเพราะไม่รักแกซะเมื่อไหร่
***   ถ้าลูกใช้การร้องไห้หรืออาละวาดเพื่อเป็นเครื่องต่อรองเอาอะไรสักอย่าง
         ห้ามตามใจลูกเด็ดขาด เพราะวิธีนี้จะทำให้ลูกจดจำและนำไปใช้อีก
         เพราะเข้าใจว่าได้ผล สามารถควบคุมพ่อแม่ได้ แต่จงแสดงให้ลูกเห็นว่า
         วิธีนี้ไม่ได้ทำให้แกได้ของตามที่ต้องการโดยการปล่อยแกอยู่กับ
         ตัวเองสักพัก หลังจากนั้นค่อยอธิบายถึงเหตุผลให้ฟัง
***   เด็กบางคนใช้วิธีกลั้นหายใจ คุณคงต้องตั้งสติให้ดี
         ถ้าลูกกลั้นหายใจนาน ๆ จนหน้าเขียวตบหน้าลูกแรง ๆ
         เพราะจะช่วยทำให้แกฟื้นหรือรู้สึกตัวขึ้น
***   เวลาลูกทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายามของกล้ามเนื้อมัดเล็กมาก ๆ
         เช่น ใส่ถุงเท้า ร้อยลูกปัด ใส่เสื้อให้ตุ๊กตา แกอาจทำได้ไม่ดี
         พ่อแม่คงต้องเข้าไปช่วย แต่ที่ต้องระวังคือ อย่าเป็นคนไปจัดการ
         กับกิจกรรมนั้น ๆ ควรทำตัวเป็นผู้ช่วยที่ดี แล้วให้ลูกเป็นผู้ควบคุม
         สถานการณ์ด้วยตนเอง ถ้าลูกยังไม่รู้สึกดีขึ้น ลองเบี่ยงเบน
         ความสนใจและชวนแกเล่นอย่างอื่นแทน
         ที่สำคัญควรอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับแกด้วย
***   เลือกของเล่นที่ช่วยให้ลูกจัดการกับมันได้ง่ายหน่อย
         (เพื่อลดความคับข้องใจ) เช่น ถ้าลูกเล่นกล่องหยอดรูปทรง
         ก็อาจทำรูสำหรับหยอดรูปทรงให้มีขนาดใหญ่ ไม่ต้องออกแรงมาก
         ในการเล่น หรือถ้าลูกเล่นลูกบอล ก็ไม่ควรเลือกลูกบอล
         ที่มีขนาดใหญ่เกินไปเพราะแกจะจับไม่ถนัดมือ ฯลฯ
***   เมื่อลูกรู้สึกสงบลงและอารมณ์ดีขึ้น คุณควรแสดงท่าทางให้แก
         รู้ว่ายังรักแกอยู่ เช่น โอบกอดและหอม ขณะเดียวกันก็บอกด้วยว่า
         คุณรู้สึกยังไงที่แกแสดงออกแบบนั้น และรู้สึกยังไงที่เห็นแกดีขึ้น
***   ถ้าลูกแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดในที่สาธารณะ เช่น ลงไปนอนดิ้น
         กลางทางเดินในห้างสรรพสินค้า คุณอาจต้องใช้วิธีอุ้มแกออกไป
         จากตรงนั้นและไปในที่ ๆ ไม่รบกวนคนอื่น เช่น ในรถ บริเวณที่นั่งเล่น
         หรือบริเวณที่คนไม่พลุกพล่าน แล้วปล่อยให้แกปลดปล่อยหรือร้องไป
         สักพักขณะเดียวกันถ้าแกยอมให้กอดก็ควรโอบกอดแกไว้
         แต่ถ้าไม่ยอมก็คงต้องปล่อยให้แกอาละวาดไปก่อนสักพัก
***   สอนให้ลูกรู้ว่า คำพูดนี่แหละเป็นการสื่อสารที่ดีที่สุด
         ที่จะช่วยให้แกบอกความต้องการออกมาได้
***   คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ
         ไม่ทะเลาะกันหรือใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

< < <   อย่าละเลยอารมณ์โกรธของลูก   > > >
พ่อแม่บางคนจะไม่สนใจต่อท่าทีเกรี้ยวกราด อาละวาดของลูก
พฤติกรรมนี้มีผลกระทบต่อลูกอย่างมากค่ะ การปล่อยให้ลูกแสดงอารมณ์โกรธ
อยู่บ่อย ๆ จะทำให้ลูกเติบโตไปเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย ไม่มีเหตุผล
เอาแต่ใจตัวเองและแก้ปัญหาด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ใจร้อน

ส่วนการหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกเกิดอารมณ์ขุ่นมัวด้วยการตามใจก็ส่งผลเสียเช่นกัน
เพราะจะทำให้เป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ขาดเหตุผล ไม่รู้จักรอคอย
ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น ที่สำคัญพฤติกรรมทั้งสองแบบนี้ล้วน
ทำให้แกมีปัญหาเมื่อต้องเข้าสังคมกับผู้อื่น เพราะในความเป็นจริง
คงไม่มีใครรักและเข้าใจแก ให้อภัยและยอมได้เท่ากับพ่อแม่อีกแล้ว

ความจริงแล้ว การแสดงความคับข้องใจและความโกรธนับเป็นเรื่องปกติ
และเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้มนุษย์เราไม่กลายเป็นคนเก็บกดปัญหา
แต่ก็ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม
ทั้งต้องรู้จักควบคุมเอาไว้บ้างจึงจะดีที่สุด เพราะคนเราไม่ว่าอารมณ์แบบไหน
ถ้ามีมากเกินไปก็คงจะทำให้เกิดปัญหามากกว่าผลดีค่ะ ลูกของคุณยังเล็กนัก
การเริ่มต้นฝึกสิ่งดี ๆ ให้จะเป็นทุนรอนที่ทำให้แกได้กำไรในอนาคต
***************************************
วิธีที่จะควบคุมอารมณ์ของลูกได้ดีก็คือ
ต้องควบคุมอารมณ์ของพ่อแม่ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 2-3 ปี - เปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นดี

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 2-3 ปี - เปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นดี
เห็นทีต้องเติมนิยามความสุขของคนเป็นพ่อเป็นแม่อีกหนึ่งข้อ
นอกเหนือจากการได้เห็นเจ้าตัวเล็กกินอิ่ม นอนหลับซะแล้ว
ก็ต้องนอนฝันดีด้วยไงคะ เพราะคงไม่ดีแน่ถ้าเจ้าหนูผวาตกใจตื่น
มากลางดึกบ่อย ๆ แล้วทำท่าไม่อยากนอนต่อ
เพราะฝันร้ายมาบุกรุกกันถึงห้องนอน

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ พูดถึงความฝันของคนเราว่า
เกิดจากการเก็บกด ปิดกั้นของจิตใต้สำนึก ดังนั้นความฝันในเชิงจิตวิทยา
จะบ่งบอกถึงสภาวะอยู่ดีมีสุขหรือทุกข์ร้อนของจิตใจได้ดีทีเดียว
ถ้าเป็นเช่นนี้การที่ลูกฝันร้ายหมายความว่า
ลูกมีเรื่องทุกข์ใจหรือ...ตัวแค่เนี้ย จะมีเรื่องกลุ้มอะไรนักหนาลูกจ๋า

< < <   ฝันร้ายกับวัย 2-3 ขวบ   > > >
เจ้าหนูวัยนี้มีโอกาสฝันร้ายได้บ่อยค่ะ เพราะพัฒนาการตามวัยของแก
ทำให้ได้พบกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ และการเปลี่ยนแปลงอีกหลาย ๆ อย่าง
ในชีวิตช่วงนี้ เช่น ไปนอกบ้านบ่อยขึ้น เข้าเนิร์สเซอรี่ มีน้องใหม่ ฝึกขับถ่าย
มีเพื่อนเล่น แยกห้องนอน รู้จักคำศัพท์ใหม่ ๆ เป็นต้น
มาดูกันค่ะว่าอะไรบ้างที่สร้างความกลัวและความกังวลจนลูกคนดีของคุณเก็บไปฝันได้

***   1. ความกลัว
         "น้องเปิ้ลเดินเขย่งขาไปมาเพื่อไม่ให้ฝ่าเท้าเหยียบถูกร่องพื้นและรอยต่อของ
           กระเบื้องปูพื้นโดยเฉพาะตอนกลางคืน และก่อนเข้านอน
           แกกลัวว่าจะมีอะไรโผล่มาจากความมืดแล้วคว้าขาแกไป"
เป็นธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่มักจะกลัวความมืด โพรง และห้องทึบ
ค่อย ๆ บอกแกว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เช่น รังนก โพรงหนู ห้องเก็บของ
         "ยายหนูหลับแล้วนอนดิ้นหัวไปโดนขอบเตียง โนขึ้นมานิดหน่อย
          แกตื่นแล้วร้องไห้ลั่นบ้าน โอ๋เท่าไหร่ก็ไม่ยอมนิ่ง ร้องเอาน้ำเอานม
          ของเล่น เปิดทีวี ทำทุกอย่างที่จะไม่ต้องนอนต่อ"
แบบนี้เรียกว่ากลัวเผลอหลับอีกรอบค่ะ เพราะการหลับของแกไม่เป็นสุข
จึงไม่อยากหลับต่อ ยิ่งถ้าฝันว่าถูกทำร้าย ตื่นมายังเจ็บตัวอีก เฮ้อ...ไปกันใหญ่
คุณควรทำให้ลูกอุ่นใจด้วยการอยู่กับแกหรือหาวัสดุนุ่ม ๆ มาติดขอบเตียงค่ะ

***   2. ความวิตกกังวล
         "ปกติลูกชายหลับง่ายค่ะ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนอนเลย จนกระทั่ง
          ดิฉันไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล 2-3 วัน สามีบอกว่าแกจะตื่นมา
          กลางดึกแล้วร้องไห้ค่ะ"
เจ้าหนูกังวลว่าแม่ไปไหนนานจังจนฝันไปว่าโดนแม่ทิ้ง หรือ
พลัดหลงกับพ่อแม่ แม้แต่การมีน้องใหม่เปลี่ยนที่นอนและกิจวัตรประจำวัน
ล้วนแต่ทำให้ลูกกังวลได้ทั้งนั้นเลยค่ะ คุณน่าจะบอกให้ลูกรู้ล่วงหน้าก่อน
และทำตามสัญญากับลูก เพราะหากจะฝึกนิสัยกับวัยนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป

***   3. จินตนาการล้นเหลือ
         "เราพาน้องที หลานชายไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ แล้วมีตุ่มเหมือน
          โดนยุงหรือมดกัดหนึ่งตุ่ม เจ้าทีงี้เกาใหญ่เลย เราเป่าเพี้ยงบอกให้หายคัน
          ได้แล้ว ยังเห็นเกายิก ๆ เลยปล่อย พอตกดึกเท่านั้นแหละ
          คุณหลานชายตื่นมาแล้วร้องไห้พูดแต่ว่า มีมด มดเยอะแยะ ไม่นอน มีมด"
โถ! ...เจ้าหลานชายปักใจว่าที่คันและเกาจนหนังถลอกเนี่ยเพราะมดกัดน่ะสิคะ
จนฝันว่ามีกองทัพมดไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนที่นอน จินตนาการของเด็กนี่แหละ
ที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง แต่การคุยกับลูกบ่อย ๆ (ที่ไม่ใช่พูดให้ลูกฟังฝ่ายเดียว)
จะทำให้เข้าใจวิธีคิดของเจ้าหนูวัยนี้มากขึ้นค่ะ

***   4. ความโกรธ
         "ลูกสาวพี่ติดตุ๊กตากระต่ายตัวนี้มาก วันก่อนแอบเอาของเขาไปซัก
          ตอนเขาไม่อยู่บ้าน พอกลับมาเห็นเท่านั้นแหละ ร้องไห้เป็นเรื่อง
          บอกว่าโป้งแม่เพราะทำให้ตุ๊กตาเป็นหวัด เดี๋ยวนี้นอนยากขึ้น
          พูดแต่เรื่องโดนแย่งเจ้ากระต่ายไม่รู้ฝันหรือเปล่าค่ะ"
หัวใจดวงน้อย ๆ โกรธเป็นเหมือนกันนะ ทางที่ดีควรชวนแก
อาบน้ำให้น้องตุ๊กตามากกว่าจะหักหาญน้ำใจกันแบบนี้

< < <   ฝันร้ายแค่ไหนที่ไม่ธรรมดา   > > >
ถึงแม้ฝันร้ายจะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามากขนาดนี้ไม่ธรรมดาแล้วค่ะ
พาน้องหนูไปปรึกษาแพทย์เพื่อพูดคุยหาสาเหตุที่แท้จริงดีกว่า
===>>>   ฝันร้ายทุกวันติดต่อกันเป็นประจำ
===>>>   ฝันร้ายรบกวนชีวิตประจำวัน ทำให้ลูกกลัวมากขึ้น
                 ไม่กล้านอน จนคุณเองไม่เป็นอันทำอะไร
===>>>   ลูกมีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือพฤติกรรม
                 เช่น ไม่ยอมทำกิจกรรมที่เคยทำ ซึมเศร้า แสดงว่าฝันร้าย
                 เป็นอาการร่วมของความผิดปกติในเรื่องอื่นแล้วล่ะ
===>>>   นอกจากนี้ยังมีฝันร้ายอีกประเภทหนึ่งที่พ่อแม่ควรรู้จัก
                 คือ ฝันที่เกิดจากความผิดปกติจากการนอนหรือระบบประสาทเล็กน้อย
                 เรียกว่า "Night terror" มีอาการกรีดร้องขณะหลับ หรือร้องแล้วตกใจตื่น
                 ตาเบิ่งสุดขีดหายใจเร็ว แต่ไม่รู้สึกตัวชั่วขณะเมื่อหลับต่อ
                 ตื่นเช้ามาจะจำเรื่องที่ฝันไม่ได้
ส่วนการนอนละเมอ (Sleep Walking / Sleep Talking) ในวัยนี้ยังไม่มีสาเหตุแน่นอนค่ะ
มักจะดีขึ้นเองเมื่อแกโต ลูกจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าฝัน ลูกจะจำและเล่าเรื่องที่ฝันได้

< < < หลับฝันดีนะเจ้าเนื้ออุ่น   > > >
1. คุยกันก่อนนอน 
วัยนี้พูดเป็นต่อยหอยอยู่แล้ว เป็นเรื่องดีที่คุณจะได้รู้ถึง
การผจญภัยรายวันของแก หากลูกฝันร้ายจะได้หาสาเหตุได้ถูก
2. ชวนกันแก้ฝัน
คุณกับลูกช่วยกันวาดภาพฝันร้าย แล้วต่อเรื่อง
ให้ตอนจบคนเก่งของคุณปราบเหล่าร้ายได้ เพื่อให้ลูกรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
3. นิทานแสนสุข 
ลองลดกิจกรรมระทึกใจก่อนนอน มาเป็นนิทานเสริมจินตนาการสิคะ
น้องหนูจะได้นิทราอย่างมีสุข
4. หนามยอกเอาหนามบ่ง 
คุณแม่ท่านหนึ่งเล่าว่าลูกชายชอบดูหนังแดร๊กคูล่าดูดเลือดมาก
แต่ก็กลัวจนฝันถึงบ่อย ๆ เจ้าลูกชายบอกว่าอยากได้ชุดแดร๊กคูล่าเอาไว้ใส่นอน
จะได้ดูเป็นพวกเดียวกัน และไม่ถูกทำร้าย
ลองถามลูกดูก็ได้ อาจได้ไอเดียที่เจ๋งจนน่าทึ่งเชียวล่ะ
5. บอดี้การ์ดหน้าเตียง 
ลองเอาตุ๊กตาที่เป็นฮีโร่ของลูกวางไว้เป็นบอดี้การ์ดตอนลูกหลับสิคะ
แกจะได้รู้สึกปลอดภัยขึ้น อย่างเด็กญี่ปุ่นเขาจะมีตัวบากุ (Baku)
หรือตัวเขมือบเร็วเป็นฮีโร่คุ้มครอง ถ้าคืนไหนฝันร้ายตื่นขึ้นมาจะรีบพูดว่า
"กินมันเลยเจ้าบากุเพื่อนข้า" เจ้าบากุจะไล่งับฝันร้ายของเด็กจนสิ้นซากเลยล่ะค่ะ
6. อย่าทำโทษด้วยวิธีขู่ 
เวลาที่ลูกไม่เชื่อฟัง อย่าขู่หรือหลอกว่าจะให้สัตว์ที่ลูกกลัวมาทำร้ายแก
เคยเห็นในรายการเกมโชว์มั้ยคะ ที่จับสารพัดสัตว์น่าขยะแขยงมาปาใส่กัน
แล้วตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้าหนูจะไปเหลืออะไร

ด้วยเคล็ดลับปฏิบัติเพียบเช่นนี้ คืนนี้รับรองทั้งคุณและลูกน้อยนอนหลับฝันดีแน่ค่ะ
*****************************************
ทำไงดี...เมื่อคืนนี้ลูกฝันร้าย
*****************************************
***   ถ้าเจ้าหนูแค่ส่งเสียงร้องหรือดิ้น
ช้าก่อนค่ะปล่อยให้หลับต่อเถอะนะ เพราะแกจะออกจากความฝันแล้วหลับต่อได้เอง
***   ลูกตื่นมา ร้องจ้ากลางดึก
เมื่อแน่ใจว่าแกฝันร้าย ไม่ใช่ร้องเพราะสาเหตุอื่น ให้โอบกอดจนลูกสงบและหลับต่อ
***   แย่แล้วสิ ตื่นมาแล้วไม่ยอมนอน
ชวนกันย้ายไปนอนห้องเดียวกับคุณ ให้ลูกจับมือคุณจนกว่าจะหลับไปเอง
------------------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณ -
ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
หน่วยจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลศิริราช ให้คำปรึกษาด้านข้อมูล

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 3-6 ปี - จังหวะดี ๆ ที่พลาดไม่ได้

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 3-6 ปี - จังหวะดี ๆ ที่พลาดไม่ได้
ระหว่างขวบปีที่ 3-6 ของสมาชิกตัวน้อย พัฒนาการด้านต่าง ๆ
ล้วนรุดหน้า และท่ามกลางพัฒนาการมากมายนั้น ก็มีบางจังหวะ
บางจุด ที่อยู่ในช่วงเบ่งบานที่สุด
ชนิดที่ถ้าพ่อแม่พลาดไปไม่ส่งเสริมล่ะก็ น่าเสียดายค่ะ

< < <   ภาษา   > > >
ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการเรียนรู้โลกของเด็กทุกวัย
โดยเฉพาะเจ้าตัวน้อยวัย 3-6 ปีที่ต้องเรียนรู้โลกที่กว้างขึ้นกว่าบ้าน
โดยมีต้นทุนคือ ประสบการณ์และความสามารถในการเรียนรู้
และจดจำภาษาของสมองที่ขยายขอบเขตกว้างขึ้น

มาดูกันค่ะว่า ลูกน้อยช่วงวัยนี้ใช้ภาษาในการเรียนรู้อย่างไร
และคุณพ่อคุณแม่จะสนับสนุนได้อย่างไรบ้าง

***   ใช้ภาษาในการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก 
         มากกว่าที่จะใช้ความก้าวร้าวรุนแรง 
         เว้นแต่จะหาคำอะไรมาแสดงความรู้สึกไม่ได้
พูดคุยเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกกับลูกเสมอ และสอนให้ลูกรู้จักคำเรียก
ลักษณะอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เจ้าหนูมีวัตถุดิบในการแสดงออกมากขึ้น
โดยอาจผ่านการเล่นให้ทายความรู้สึกจากหน้าแบบต่าง ๆ จะได้มาก
ได้น้อยก็ไม่เป็นไรค่ะ ขึ้นอยู่กับพัฒนาการตามวัย
ขอแต่ถ้าลูกยังใช้อารมณ์เราต้องไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ค่ะ

***   เด็ก ๆ จะสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในสิ่งต่าง ๆ 
        โดยใช้ภาษาที่เรียนรู้ในชั้นที่ซับซ้อนขึ้น เชื่อมความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 
        และทำความเข้าใจกับความคิดใหม่ ๆ สังเกตว่าเด็กสัก 5-6 ขวบ 
        จะพูดคุยเก่ง รู้จักแสดงความคิดความเข้าใจ และซักถามไม่หยุดหย่อน
นี่เป็นโอกาสดีที่คุณพ่อคุณแม่จะได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูก
อย่างสม่ำเสมอ และพยายามให้คำตอบกับทุกคำถามของเจ้าตัวเล็ก
แม้จะมีคำตอบว่า "ไม่รู้" บ้าง ก็ต๊ะไว้ก่อน ดีกว่าทำนิ่งเฉยเสมอ ๆ
ซึ่งทำให้ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ของลูกลดลง

***   ความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 
         ยังช่วยให้เด็ก ๆ คิดและเข้าใจในเชิงสัญลักษณ์ได้ด้วย 
         เช่น มองว่าตุ๊กตาแทนคนจริง ๆ แล้วเอามาเล่นสมมติ 
        หรือรู้ว่าเขาสามารถใช้ตัวหนังสือสื่อความหมาย 
        และสามารถใช้ตัวเลขแสดงปริมาณได้
เพิ่มความเข้าใจส่วนนี้ได้ด้วยการชี้ให้เด็ก ๆ เห็นความเชื่อมโยง
ระหว่างสัญลักษณ์กับความหมายของสัญลักษณ์นั้น
เช่น ไฟจราจรสีแดงคือให้หยุด
เต่าหมายถึงช้า (จากนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า) ตัวเลขนี้บอกว่าของในถุงมีกี่ชิ้น

***   เด็ก ๆ จะสนุกกับเรื่องตลกและการเล่นกับภาษา 
         เช่น เล่นเสียงและความหมาย รวมทั้งพร้อมที่จะรับ
         และเรียนรู้การใช้ภาษาและศัพท์ใหม่ ๆ ด้วย
ไม่ดุว่า (ถ้าเรื่องไหนเกินขอบเขตก็ใช้วิธีห้าม โดยอธิบายเหตุผล) และสร้าง
อารมณ์ขันในการฟัง หรือคิดเกมที่เป็นการเล่นภาษาให้ลูกได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน

***   น้องหนูวัยนี้ชอบและสนุกกับการดูหนังสือ และส่วนใหญ่จะจำ
         ข้อความในหนังสือที่ชอบได้ ซึ่งเป็นทักษะที่เกี่ยวเนื่องโดยตรง
         กับการอ่านที่จะตามมาภายหลัง
เด็ก ๆ เรียนรู้การอ่านจากประสบการณ์ ซึ่งได้จากการเล่นเสียมาก เพราะฉะนั้น
จึงควรหาหรือสร้างเกมการเล่นขึ้นมาเพื่อพัฒนาสมาธิ และความสนใจใคร่รู้
ของเด็ก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอ่าน
(เด็ก 4-5 ขวบและโตกว่าชอบเล่นเกม "อะไรหาย" เพื่อทดสอบความจำ)

เมื่อลูกเริ่มหัดเขียน (สนใจเอง) ก็ควรสนับสนุนให้แสดงออกโดยไม่ต้องกังวล
เรื่องความถูกต้อง สวยงาม พอเพิ่มทักษะการอ่านเข้าไป ข้อความของน้องหนู
ก็จะสื่อความหมายได้ชัดเจน ที่สำคัญคือต้องให้ลูกพร้อมเพื่อเรียนรู้ได้อย่างสนุกค่ะ

< < <   ความคิดสร้างสรรค์   > > >
***   เจ้าตัวน้อยวัย 4-5 ขวบเป็นนักเล่นที่ชอบสร้าง ชอบประดิษฐ์เอามาก ๆ
ทีเดียวค่ะ แกจะชอบเล่นและทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะต่อบล็อก วาดรูป
ปั้นดินน้ำมัน ปั้นแป้งโดว์ หรือเล่นบทบาทสมมติ ของโปรดประจำช่วงวัย
และถ้าจะทำอะไรก็มักจะคิดเตรียมเอาไว้แล้ว เช่น จะระบายสีไหน
จะเล่นสมมติเรื่องอะไรซึ่งความคิดเหล่านี้ลูกก็สร้างสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์
ต่าง ๆ ที่ได้รับจากโลกรอบตัว และที่สำคัญ คนเก่งของเรายังสามารถสื่อ
ความรู้สึกและความคิดต่อผู้คนและสิ่งรอบตัวได้หลายรูปแบบด้วย

เราสามารถกระตุ้นและสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ที่ว่านี้ให้เจ้าตัวเล็ก
ได้หลายทางค่ะ ทางแรกคือ ให้วัตถุดิบโดยเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้พบเจอ
กับประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น พาไปรู้จักกับคนในอาชีพต่าง ๆ
และเรียนรู้การทำงานของเขาเหล่านั้น บางครั้งอาจพาไปท้องฟ้าจำลองเพื่อทำ
ความรู้จักกับเรื่องของดวงดาวหรือเปิดโลกความรู้เกี่ยวกับสังคมมนุษย์และ
ธรรมชาติด้วย การอ่านหรือจากแหล่งความรู้อื่น ๆ ซึ่งเราจะสังเกตเห็นดอกผล
ของข้อมูลเหล่านี้ได้ในการเล่นของเด็ก ๆ นั่นเอง

ทางที่สอง คือ เตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์หลากหลาย เพื่อพร้อมให้เจ้าหนูนำไป
ใช้ในการสร้างสรรค์ได้อย่างใจนึก

ที่สำคัญคือ ไม่ว่าเด็ก ๆ จะเรียนรู้ในรูปแบบไหน จะเล่นเกมจะทำงานศิลปะ
จะทดลองอะไร ถ้าคุณพ่อคุณแม่หวังจะให้เจ้าตัวน้อยได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ที่สุด
อิสระในการเรียนรู้โดยไม่ต้องผูกมัดลูกไว้อยู่แต่กับความเป็นจริงนั้น
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ

< < <   ความเป็นตัวของตัวเอง   > > >
การได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด แม้กระทั่งกับเด็กเล็ก ๆ
และการที่จะไปถึงจุดนั้นได้ พื้นฐานสำคัญคือเด็ก ๆ ต้องรู้จักตัวเอง
มีความเป็นตัวของตัวเองที่จะเดินเข้าหาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้เสียก่อน
...มาช่วยเสริมสร้างความเป็นตัวของตัวเองในตัวลูกกันค่ะ

***   เด็กวัยนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการค้นหา
         และสร้างความเป็นตัวของตัวเองอยู่ค่ะ 
         โดยที่มีต้นทุนเป็นความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองนี่ล่ะ
พอ 3 ขวบ เจ้าหนูของเราก็พยายามและเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้วค่ะ
เช่น แต่งตัวเอง แปรงฟันเอง ชอบตักข้าวกินเอง และอะไรอื่น ๆ อีกเยอะแยะ
ซึ่งแรก ๆ อาจยังทำได้ไม่ดีนัก และต้องการความช่วยเหลืออยู่บ้างแต่ก็จะค่อย ๆ ทำ
ได้ดีขึ้น และช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นตามวัย ซึ่งก็ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกทักษะนั้นด้วย

เจ้าตัวน้อยอาจหงุดหงิด ไม่ยอมเวลาพ่อแม่จะเข้าไปทำอะไรให้
คุณพ่อคุณแม่คงต้องใจเย็นที่จะปล่อยให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง
แม้จะช้าไปนิด ผิดไปบ้าง เพียงแต่เข้าไปช่วยในเรื่องที่ยากเกินไปเท่านั้นก็พอ
(ถ้าปล่อยให้ลูกพยายามอยู่นานเกินไป แล้วทำไม่ได้สักที กำลังใจของแก
ก็อาจค่อย ๆ หดหาย หรือหงุดหงิดจนไม่พยายามจะพัฒนาความสามารถนั้นต่อไปอีก)

สำหรับเจ้าตัวน้อยที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพาไปส่งโรงเรียน และต้องการความ
รวดเร็วในช่วงเช้าคงต้องเผื่อเวลาสำหรับกิจกรรมของลูกมากหน่อยก็จะช่วยได้ค่ะ

***   วิธีหนึ่งที่เจ้าหนูของเราใช้เพื่อร่างความเป็นตัวของตัวเองให้ชัดขึ้นก็คือ 
         การทดสอบหาขอบเขตของสิ่งที่แกทำกับพ่อแม่และคนอื่น ๆ ที่แกสัมพันธ์
         ด้วยนั่นเองค่ะ เพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำ หรือจะทำได้แค่ไหน 
         และเมื่อรู้ขอบเขต แกก็จะเริ่มพัฒนาในส่วนที่สามารถทำได้ในขอบเขตนั้น 
         โดยไม่ต้องมีความพะวงสงสัยมารบกวน

ลักษณะชอบทดสอบของเจ้าหนูเป็นสัญญาณที่ดีค่ะ และถ้าเราไปทำลายเสีย
ก็อาจไปยับยั้งความคิดสร้างสรรค์และความเชื่อมั่นในตัวเองของลูกได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้ลูกมีอิสระ คิดเอง ทำเองทุกอย่างนะคะ
เพราะจริง ๆ แล้วเด็ก ๆ ยังต้องการข้อจำกัดที่ชัดเจนมั่นคง เพื่อป้องกันตัวแก
ให้พ้นจากอันตราย และไม่ให้เกิดความเสียหายหรือพฤติกรรมที่ไม่พึง
ปรารถนาต่าง ๆ ซึ่งถ้าพ่อแม่ละเว้นไป ไม่มีกฎระเบียบ เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกกลัว
กลายเป็นเด็กที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ และขาดความเชื่อถือในตัวเอง

***   การได้รับผิดชอบหน้าที่หรืองานอะไรสักอย่าง เป็นอีกทางที่เปิดโอกาส
         ให้น้องหนูของเราได้ดูแลการกระทำของตัวเอง และเห็นคุณค่า
         ในตัวเองในการมีส่วนร่วม 
         ทั้งรู้สึกเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตัวเองหากทำงานนั้นสำเร็จ
คุณพ่อคุณแม่ควรมอบหมายหน้าที่ที่ไม่อันตราย และเหมาะกับความสามารถ
ของเจ้าตัวเล็ก เช่น พับผ้า เก็บจานชามที่กินแล้วมาใส่อ่าง หรืออาจให้มี
ส่วนร่วมในงานของครอบครัว เช่น ล้างรถ ดูแลสัตว์เลี้ยง หรือกวาดใบไม้ก็ได้
และถ้าแถมรางวัลเป็นคำชมและอ้อมกอดด้วยล่ะก็
เจ้าหนูต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจยิ่งเลยล่ะค่ะ

เมื่อเห็นโอกาสทองแห่งพัฒนาการในช่วงวัยของลูกขนาดนี้แล้ว
คุณพ่อคุณแม่คนดีอย่าปล่อยให้จังหวะดี ๆ อย่างนี้ผ่านไปเฉย ๆ นะคะ

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 3-6 ปี-ชวนเล่น เพื่อชวนคิด

พัฒนาการเด็กช่วงวัย 3-6 ปี-ชวนเล่น เพื่อชวนคิด
เคยมั้ยคะ ที่ต้องหงุดหงิดเมื่อหารถที่จอดไว้ในชั้นจอดรถไม่เจอ
หรือเป็นโรคหลงทิศ จำทางไม่เคยได้ทั้งที่ตรงนี้เราก็มาออกบ่อย
แล้วรู้ไหมคะว่าเรื่องอย่างนี้เกี่ยวข้องกับพัฒนาการในช่วงวัยเด็กด้วยล่ะ

การที่เราสามารถอ่านแผนที่แบน ๆ บนหน้ากระดาษ แล้วนึกเห็น
เป็นภาพจริงในความคิดได้ หรืออยู่ในบ้านแล้วสามารถชี้บอกทิศทาง
เมื่อพูดถึงร้านค้าในหมู่บ้าน หรือสนามเด็กเล่นที่อยู่ไม่ไกลได้
หรือจัดสัมภาระที่มีอยู่หลายชิ้นลงในท้ายรถที่มีเนื้อที่จำกัดได้
นี่เป็นเพราะเรามีทักษะทางมิติสัมพันธ์ ที่ผ่านการเรียนรู้สะสมเรื่อยมา
ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กค่ะ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการคิดอย่างมีเหตุผล
ความสามารถในเชิงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในทุกคน
แต่จะแตกต่างกันตามการฝึกฝน ประสบการณ์การรับรู้
และระดับความสามารถของสติปัญญาแต่ละคน

< < <   เรียนรู้ได้จากของจริง   > > >
ตัวอย่างที่บอกไปดูก็รู้ว่าเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าที่หนู ๆ
จะเข้าใจ แต่ที่ยกมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หวังยุให้คุณพ่อคุณแม่
ลุกมาจับลูกเรียนอ่านแผนที่ เขียนแผนผังเข้าออกตึกหรอกนะคะ
เพียงแต่กำลังจะบอกว่าความสามารถเหล่านั้นเป็นตัวอย่างที่ดี
ในเรื่องการคิดอย่างเป็นระบบในระดับซับซ้อน ซึ่งพัฒนาขึ้น
จากความสามารถในการจัดระบบความคิดแบบง่าย ๆ ในวัยเด็กค่ะ

ทักษะนี้เป็นความสามารถที่ไม่ได้เกิดจากฟ้าสั่งมาเพียงอย่างเดียว
อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่สามารถฝึกฝนเรียนรู้กันได้
โดยเริ่มจากการรับรู้และเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว
ไม่ว่าจะเป็นลักษณะ รูปทรงของสิ่งของ ระยะทาง จำนวน ทิศทาง ฯลฯ
แล้วรู้จักคิดเชื่อมโยงหาความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านั้นว่าสัมพันธ์กันอย่างไร
จากนั้นจึงค่อยวาดออกมาเป็นภาพความคิดหรือที่เรียกกันว่าความคิดรวบยอดนั่นเอง

แต่กว่าจะไปถึงขั้นความคิดที่เป็นนามธรรมขนาดนั้นได้ เด็กน้อยต้องรู้จัก
และเข้าใจสิ่งรอบตัวเหล่านั้นอย่างรอบด้านเสียก่อน รวมทั้งต้องรู้จัก
จำแนกแยกแยะความแตกต่างของสิ่งที่รับรู้ได้ด้วย
เช่น ใหญ่-เล็ก ใกล้-ไกล บน-ล่าง เป็นต้น
โดยอาศัยการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ จากของจริง
ที่สามารถมองเห็น สัมผัสได้ค่ะ
(ขอย้ำว่าต้องเป็นของจริง ๆ ไม่ใช่แค่รูปภาพ
จะได้รับรู้และเรียนรู้กันได้เต็มศักยภาพของวัยเฮี้ยวเขา)

< < <   มิติสัมพันธ์ของคุณหนู   > > >
เพราะความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กเล็ก ๆ
แม้กระทั่งเด็กโตพ้นวัยเตาะแตะมาแล้วอย่างช่วง 3-6 ปีนี้
ยังมีลักษณะจำกัด การคิดเชื่อมโยงหาเหตุผลยังติดอยู่แค่สิ่งที่มองเห็น
สัมผัสได้เท่านั้น เช่น ของชิ้นเดียวกันที่วางในตำแหน่งต่างกัน
เด็กจะบอกได้แค่ว่า ชิ้นที่อยู่ใกล้ตัวขนาดใหญ่กว่าชิ้นที่อยู่ไกลตัวออกไป
และอาจคิดไปว่าเป็นของคนละชิ้นกันก็ได้ หรือ น้ำที่ปริมาตรเท่ากัน
เมื่ออยู่ในภาชนะต่างกัน
เด็กจะบอกว่าน้ำในแก้วก้นแคบมีมากกว่าแก้วก้นกว้าง เป็นต้น

ตรงนี้เองที่คุณพ่อคุณแม่จะเข้ามาเป็นกองหนุน ช่วยฝึกช่วยสอนลูกให้รู้
เช่น ขนาดเล็กใหญ่ที่มองเห็นนั้นเกิดจากระยะทางที่ต่างกัน
โดยใช้การเล่นที่หนู ๆ โปรดปรานนี่ละเป็นสื่อ ชักชวน
ให้ได้ใช้ความคิดหาเหตุผลและแก้ไขปัญหา
แต่ต้องไม่ลืมนะคะว่ากิจกรรมนั้น ๆ ต้องสนุกและไม่ยาก
เกินความสามารถของหนู ๆ ด้วย ลองดูอย่างนี้ค่ะ

***   บล็อกไม้พาเพลิน - ชุดไม้บล็อก
เจ้าไม้บล็อกรูปทรงและขนาดหลากหลายที่หนูเคยจับเล่น
โยนไปโยนมาเมื่อก่อนนี้ ชักเริ่มสนุกขึ้นมาแล้วสิคะ เพราะมือที่หยิบจับ
ได้แคล่วคล่องขึ้นทำให้หนู ๆ ได้แปลงร่างเป็นวิศวกรตัวน้อย
ที่มีงานก่อสร้างแปลก ๆ ใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่บล็อกเรียงแถวติดกันเหมือนก่อน

แล้วรู้หรือเปล่าว่าระหว่างที่หนู ๆ กำลังเพลินกับงานสร้างสรรค์ชิ้นเยี่ยมนี้
ในหัวสมองน้อย ๆ ได้เริ่มจับเอาภาพบล็อกหลากรูปทรงที่วางเกลื่อน
อยู่ตรงหน้า มาสร้างเป็นภาพชิ้นงานที่หนูอยากให้เป็น
เกิดเป็นภาพสัญลักษณ์ในความคิดขึ้น ยิ่งหนูได้หยิบจับเล่นอยู่บ่อย ๆ
หนูจะเริ่มรู้ว่าถ้าอยากให้หอคอยสูงมั่นคงก็ต้องสร้างฐานให้กว้าง
และแข็งแกร่ง หรือรู้วิธีทำให้แต่ละส่วนของโครงสร้างนั้นสมดุล
โดยคิดจากสัดส่วนของรูปทรงบล็อกแต่ละชิ้นนั่นแหละ
บล็อกจึงเป็นของเล่นชิ้นพิเศษที่ฝึกฝนทักษะในเรื่องมิติสัมพันธ์ได้ดี
แถมยังได้ฝึกใช้จินตนาการ เสริมความคิดสร้างสรรค์
รวมทั้งสมาธิและความอดทนในการสร้างชิ้นงานให้สำเร็จอีกด้วยค่ะ

คุณพ่อคุณแม่อาจเข้าไปเติมความสนุกได้ด้วยการตั้งเงื่อนไขการเล่น
เพื่อให้ลูกได้หาทางแก้ปัญหาและคิดสร้างสรรค์ไปด้วยในตัว
เช่น กำหนดให้ต่อในเนื้อที่จำกัด หรือ ถ้ามีบล็อกแค่ 10 ชิ้น
อย่างนี้หนูจะต่อเป็นรูปอะไรดี เป็นต้น
แต่อย่าลืมส่งสัญญาณให้กำลังใจและปล่อยให้ลูกคิดนึกด้วยตนเองด้วยนะคะ

***   ตามล่าหาขุมทรัพย์ - ตะกร้าของเล่นของลูก หรือ ถุงใส่บล็อก
เด็ก ๆ วัย 3 ขวบขึ้นไปสามารถจำรูปทรงเรขาคณิตอย่างง่าย ๆ ได้แล้ว
ทีนี้ลองให้เขาคัดแยกสิ่งของตามเงื่อนไขที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งให้สิคะ
เช่น ให้หาของเล่นที่เป็นสี่เหลี่ยมจากตะกร้าของเล่น
หรือ ปิดตาหยิบบล็อกที่กลม ๆ มน ๆ จากถุง
แล้วอย่าลืมแสดงให้หนูคนเก่งเห็นความแตกต่างระหว่าง
ของที่เป็นเหลี่ยมกับรูปกลมมนด้วยนะคะ
เป็นการแยกแยะรูปทรงที่นำไปสู่การจัดกลุ่มของรูปทรงแบบเดียวกัน

***   ทัศนศึกษาระหว่างทาง - เท้าทั้งสอง หรือ จักรยานคันจิ๋ว รถยนต์ของคุณพ่อ
อย่าปล่อยช่องว่างให้กับความเงียบระหว่างเดินทางเลยค่ะ
งานนี้ไม่ต้องมีใบอนุญาตก็สามารถเป็นไกด์ชั้นดีนำทางให้คุณลูก
ได้ด้วยการชี้ชวนบอกทิศทางตำแหน่งของสถานที่ที่ผ่านไป
ถ้าเป็นที่ที่ลูกคุ้นเคย เช่น สนามเด็กเล่นหรือร้านขายของ
ก็ทดสอบกันหน่อยค่ะว่าจากตรงนี้เราจะไปทางไหนต่อดีถึงจะถึงบ้านเรา
หรือถ้าบ้านไหนมีบริเวณรอบบ้านก็ลองพากันเดินชมสวน
แล้วพักยกให้ลูกทายดูว่าหลังหน้าต่างบานนี้เป็นห้องอะไรเอ่ย

***   ปะติดปะต่อจิ๊กซอว์เป็นภาพ - ภาพตัดต่อ
ช่องเว้าแหว่งของลวดลายกับสีของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น
บวกกับภาพตัวอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า เป็นตัวกระตุ้นอย่างดีให้หนู ๆ
ได้มองหาความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างและสีของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น
แต่ของเล่นชิ้นนี้ต้องเลือกขนาดและจำนวนให้เหมาะกับวัยหน่อยนะคะ
ถึงจะใช้ได้ผลดี เช่น วัย 3 ขวบช่วงสมาธิจดจ่อสั้นก็ต้องเลือกภาพตัดต่อ
ที่ขนาดใหญ่ จำนวนชิ้นไม่มาก (ประมาณ 4-6 ชิ้น)
เป็นภาพคนและสัตว์ที่มีรายละเอียดไม่มากนัก และสีสันสดใสเข้าไว้ค่ะ

***   นวด ๆ ปั้น ๆ ให้มันมือ - แป้งปั้น ดินเหนียวและอุปกรณ์ช่วยคลึงทั้งที่เป็นเหลี่ยมและมนกลม
ให้ลูกสังเกตความแตกต่างของแป้งปั้นเมื่อใช้อุปกรณ์ช่วยคลึงทั้ง 2 แบบ
หรืออาจแบ่งแป้งปั้นเป็น 2 ก้อนให้มีขนาดเท่ากัน
แล้วดูสิว่าใครจะปั้นงูได้ตัวยาวกว่า นอกจากได้บริหารกล้ามเนื้อมือแล้ว
ยังได้รู้จักลักษณะของแป้งว่าไอ้ที่หนืด ๆ นิ่ม ๆ แบบนี้
สามารถยืดหรือเปลี่ยนเป็นรูปโน้นรูปนี้ได้ตามต้องการ
ต่างจากของแข็ง ๆ และความมนกลมของแท่งไม้ ทำให้มันกลิ้งไปได้
ไม่สะดุด ผิดกับของที่มีเหลี่ยมมุม

***   ปราสาททราย - กระบะทราย ทรายแห้ง ๆ น้ำ ถ้วยชามพลาสติกรูปทรงต่าง ๆ ตะแกรงร่อน
เด็กทุกคนชอบเล่นทรายเล่นน้ำอยู่แล้วค่ะ แค่ให้เขาเทไปเทมา
หรือชวนเขาก่อสร้างเป็นปราสาททราย เขาจะเริ่มรู้ว่าตัวเองสามารถกำหนด
ให้ทรายเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ง่ายและเกาะตัวได้ดีถ้ามีน้ำเป็นตัวช่วย
หรือทรายแห้งจะผ่านรูตะแกรงได้ดีกว่าทรายเปียก ๆ
เรื่องอย่างนี้หนู ๆ รู้ได้จากการเล่นและสัมผัสอยู่บ่อย ๆ
และฝีมือการชี้แนะของเพื่อนเล่นที่ชื่อพ่อกับแม่ค่ะ

***   ตัด ๆ พับ ๆ - กระดาษ กรรไกรเล็กปลายทู่ของคุณหนู 
(วัย 3 ขวบครึ่งขึ้นไปสามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษได้บ้างแล้ว
แต่ยังควบคุมทิศทางของการตัดกระดาษได้ไม่ดีนัก)
ชวนพับกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ จะพับให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วพับไปพร้อมกัน
หรือจะกำหนดว่าทำยังไงกระดาษแผ่นนี้ถึงจะเป็นรูปสามเหลี่ยม
สี่เหลี่ยมก็ได้ เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชิ้นงานสำเร็จ
แต่อยู่ที่การได้ฝึกระยะระหว่างกรรไกรกับเนื้อที่กระดาษ
ระหว่างขอบกระดาษกับขอบกระดาษ
ได้รู้ว่าถ้ามุมนี้ชนกับมุมนี้จะเป็นสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม
ได้ทุกครั้งที่พับหรือตัดกระดาษต่างหากล่ะ

***   บันไดไต่ระดับ - น้ำในแก้วพลาสติกใสระดับต่างกัน หรือ แกนทิชชูตัดขนาดสั้นยาวต่างกัน หรือกระดาษตัดเป็นเส้นสั้นยาว
ให้จัดวางของที่เตรียมไว้ไล่ตามลำดับ สูงไปหาต่ำหรือต่ำไปสูง
สั้นไปยาวหรือยาวไปสั้น แล้วให้หาความเป็นที่สุดจากของที่มี
สูงสุด-ต่ำสุด ยาวสุด-สั้นสุด
บ่อยเข้าถึงไม่จับมาไล่เรียงกันว่าอันไหนยาวสุดสั้นสุด หนู ๆ ก็บอกได้ไม่ยากค่ะ

เกมเหล่านี้สนุกได้ตั้งแต่วัย 3 ขวบจนถึง 6 ขวบเลยค่ะ
อยู่ที่คุณพ่อคุณแม่จะปรับเงื่อนไขในการเล่นให้ยากง่ายต่างกันไป
ตามความสามารถและพัฒนาการของหนูแต่ละคน แต่ละวัย
และให้เขาได้ฝึกฝนอยู่เป็นประจำโดยมีพ่อแม่เป็นเพื่อนเล่นคอยแนะคอยบอกให้
แล้วทีนี้การคิดอย่างเป็นระบบที่ว่ายากก็กลายเป็นเรื่องท้าทายที่หนู ๆ อยากลิ้มลองแล้วค่ะ
**************************************************************
รศ.ดร.จิตตินันท์ เตชะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและครอบครัว
สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
**************************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปรึกษาหมอเด็ก-ร่องหน้าอกบุ๋มตอนหายใจเข้า ผิดปกติไหม

ปรึกษาหมอเด็ก-ร่องหน้าอกบุ๋มตอนหายใจเข้า ผิดปกติไหม
คำถาม -
ตอนนี้ลูกสาวอายุ 9 เดือน เวลาหายใจเข้าตรงกลางร่องหน้าอก
จะมีรอยบุ๋มลงไป เห็นชัดมาก เป็นตั้งแต่วันแรกที่คลอดออกมา
นี่เป็นเพราะลูกตัวโตเกินไปหรือเปล่าคะ
คำตอบ -
ลักษณะอาการอกเป็นร่องบุ๋มตรงกลางชัดเจนเวลาหายใจ และเป็นตั้งแต่เกิด
ไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากลูกตัวใหญ่เกินไป แต่น่าจะมีสาเหตุมาจาก
ความผิดปกติของทางเดินหายใจ อาจจะเป็นเหตุทำให้ร่างกายต้องพยายาม
หายใจอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนอย่างเพียงพอ
ซึ่งสาเหตุจากความผิดปกติของทางเดินหายใจที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้
มีหลายอย่าง จะขอยกตัวอย่างที่พบบ่อย ๆ คือมีการอ่อนปวกเปียกบริเวณ
กล่องเสียง ทำให้เด็กหายใจลำบาก อกบุ๋ม หายใจมีเสียงครืดคราด
อาการอาจจะดีขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางการนอน ถ้าเป็นจากสาเหตุนี้
เด็กมักจะมีอาการดีขึ้นเมื่อโตสักหน่อย เพราะกล่องเสียงจะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

ยังคงมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมากที่ทำให้เด็กหายใจแรงและมีอกบุ๋มเกิดขึ้น
และในบางกรณีอาจไม่มีอะไรผิดปกติ หมอแนะนำว่าควรพาลูกไปตรวจ
กับหมอเด็กก่อน ว่ามีสาเหตุอะไรหรือไม่
และจะต้องทำการตรวจเพิ่มเติม หรือรักษาเช่นไรต่อไปครับ

ปรึกษาหมอเด็ก-หนูไม่กินนมขวด

ปรึกษาหมอเด็ก-หนูไม่กินนมขวด
คำถาม -
ลูกสาวอายุ 11 เดือน ไม่ยอมทานนมขวดเลย ทานแต่นมแม่อย่างเดียว
ลองให้นมขวดก็จะดันขวดออกพร้อมกับร้องไห้ทุกครั้ง
อยากถามคุณหมอว่า น้ำนมแม่จะหมดคุณค่าอาหารตอนไหนคะ
แล้วมีวิธีไหนช่วยลูกดูดนมขวดคะ
คำตอบ -
ลูกสาวอายุ 11 เดือนแล้ว การที่จะหัดให้มาดูดนมขวดก็อาจจะพอทำได้
แม้จะยาก ความจริงแล้วคุณแม่ให้ดื่มนมจากแก้วไปเลยดีไหมคะ
จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาเลิกขวดอีก หมอฟันมักจะชอบแนะนำ
ให้เลิกขวดตอน 1 ขวบ เพราะกลัวปัญหาฟันผุจากนมขวด การหัดดื่ม
จากแก้วก็ใช้หลักค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปซื้ออะไรให้เสียเงิน
ใช้ฝาขวดนมที่มีอยู่นั่นแหละ ค่อย ๆ ให้ลูกหัดดื่มจากแก้วทีละเล็กทีละน้อย
ใจเย็น ๆ อย่าเร่งรีบ ใช้หลอดดูดบ้างก็ได้ ให้ลูกเห็นคนอื่นดื่มจากแก้วบ้าง
ส่วนใหญ่แม่มักจะใจร้อนเพราะรู้สึกไม่ทันใจ ใหม่ ๆ ดื่มนมจากแก้ว
มักจะทานนมได้น้อย ยิ่งถ้าลูกไม่ค่อยทานอาหารหรือน้ำหนักน้อย
แม่ก็จะยิ่งกังวล แต่ถ้าทำไปเรื่อย ๆ ใจเย็น ๆ ในที่สุดก็จะได้
มากกว่าไม่ได้ค่ะ ช่วงที่ต่อเนื่องนี้ควรให้นมแม่ไปก่อน แล้วค่อย ๆ ลด ละ เลิก

ทำไมต้องเลิกล่ะคะ (มาเจอคนบ้าให้นมแม่เข้าซะแล้ว) ในความคิดเห็นของหมอนั้น
การให้นมแม่ให้นานได้เท่าที่แม่และลูกมีความสุข ข้อจำกัดแต่ละคนแตกต่างไป
หากแม่รู้สึกดี ลูกรู้สึกดี น้ำหนักขึ้นดี ก็ให้ไปเรื่อย ๆ นมแม่คุณค่าไม่หมด
เพียงแต่ค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ไม่ว่านมอะไรถ้าให้อย่างเดียวไม่พอ
ต้องเสริมด้วยอาหาร หลัง 6 เดือนความสำคัญในแง่โภชนาการของนมแม่จะค่อย ๆ ลดลงค่ะ

อาหารจะเพิ่มบทบาทขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 1 ขวบ อาหารจะเป็นหลัก
นมเป็นสิ่งเสริมช่วงหลัง 6 เดือน นมแม่ยังดีในแง่ภูมิคุ้มกัน ความใกล้ชิด
และเครื่องกล่อมเวลางอแงหงุดหงิด ยิ่งเข้าปีที่ 2 ลูกอาจเข้าช่วงวัยกรี๊ด
เอาใจลำบาก แต่พอเอานมแม่เข้าปากปุ๊บ เงียบทันที แม่ก็ได้สงบไปด้วย
ไม่งั้นเวลาเจ้าประคุณแผลงฤทธิ์ขึ้นมา แม่แทบบ้า ยิ่งต่อหน้าธารกำนัลด้วยแล้ว
หมอเคยพาลูกวัย 15 เดือนไปเที่ยวกับคณะทัวร์ ก็ได้อาศัยนมแม่นี่แหละ
สยบไม่ให้ส่งเสียงร้อง (ให้อย่างมีศิลปะ ไม่มีใครรู้) ช่วยให้บรรดาลูกทัวร์อื่น
ไม่หน้าหงิกหน้างอที่ต้องฟังเสียงเด็กร้อง
เวลาที่ให้นมแม่ก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับสองเราด้วย

เรื่องการเปลี่ยนดูดนมจากนมแม่มาเป็นนมขวด อาจจะเกิดปัญหาได้
ในคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานหลังลาคลอด จะทำอย่างไรดีหนอ
คงไม่มีสูตรสำเร็จขึ้นอยู่กับลูกเหมือนกัน เด็กบางคนเอาอะไรใส่ปาก
ก็ไม่ว่ากัน เด็กบางคนร้องอย่างดุเดือด เล่นเอาแม่น้ำตาตก สุดแสนทรมานใจ

หลักโดยทั่ว ๆ ไป คือ ในช่วงแรกอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
ควรจะดูดแต่นมแม่อย่างเดียว เพื่อกระตุ้นให้นมแม่หลั่งดี ๆ
ให้ฮอร์โมนหลั่งดี ๆ เข้าที่แล้วค่อยเริ่มดูดจากขวด ถ้าเอาขวดเข้าเร็ว
บ่อยครั้งลูกอาจจะไม่ดูดนมแม่ไปเลย ยิ่งช่วงหลังคลอดใหม่ ๆ
ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้ดูดขวด จะทำให้การให้นมแม่มีปัญหาได้มาก
พยายามลาหลังคลอดให้นานที่สุดที่จะนานได้ เพราะชีวิตหลังกลับไป
ทำงานจะเปลี่ยนไป คุณแม่บางคนอาจจะรอก่อนจะไปทำงานสัก 1-2 สัปดาห์
แล้วจึงเริ่มให้นมจากขวด

จุกที่ให้ก็สำคัญ จุกที่มีขายทั่ว ๆ ไปมักจะแข็ง ถ้าหากเป็นจุกนิ่ม ๆ
สีน้ำตาล ๆ ยิ่งถ้ามีลักษณะคล้ายหัวนมแม่จะช่วยได้มากเลยค่ะ

ถ้านมแม่บีบได้ก็อาจจะบีบใส่ขวด แล้วควรให้คนที่มาดูแลช่วงที่แม่ไม่อยู่
เป็นคนให้ ค่อย ๆ ให้ ใจเย็น ๆ วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ลองใหม่ บางคนพอปล่อย
ให้หิวสักพักก็ยอมดูดเอง หลายคนประสบความสำเร็จให้ควบไปได้
ทั้งนมแม่และนมขวด ให้กันจนเบื่อกันไปข้างหนึ่งเลย แต่ต้องระวัง
พอลูกรับนมขวด บางคนก็เลิกนมแม่ไปเลยก็มี ลองดูนะคะ

ปรึกษาหมอเด็ก-ฟันขึ้นเร็วไปหรือเปล่า

ปรึกษาหมอเด็ก-ฟันขึ้นเร็วไปหรือเปล่า
คำถาม -
ลูกชายวัย 4 เดือน ฟันล่างขึ้น 1 ซี่ และกำลังจะขึ้นอีก 1 ซี่ติดกัน
ถือว่าฟันขึ้นเร็วหรือเปล่า และควรดูแลอย่างไร ตอนนี้ซื้อแปรงนวดเหงือกให้
และเริ่มให้อาหารเสริมบ้างแล้ว ถ้าฟันของลูกพัฒนาเร็วกว่าปกติ จะมีผลเสียไหมคะ
คำตอบ -
ลูกชายมีฟันขึ้นซี่แรกตอนอายุ 4 เดือน ถือว่าเร็วกว่าเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 2 เดือน
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ช่วงนี้ควรเริ่มใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดฟันได้แล้ว
โดยเช็ดทั้งด้านหน้าและด้านหลังของฟัน ควรเช็ดเหงือกบริเวณที่ฟันยังไม่ขึ้น
ไปพร้อม ๆ กันด้วย เพื่อให้เหงือกแข็งแรงและให้เด็กคุ้นเคยต่อการทำ
ความสะอาดช่องปาก เป็นการเตรียมความพร้อมของเด็กสำหรับการแปรงฟันภายหลัง

ส่วนการแปรงฟันควรเริ่มเมื่อเด็กอายุประมาณ 1 ปี หรือเมื่อมีฟันกรามขึ้นแล้ว
เนื่องจากฟันกรามจะมีหลุมและร่องฟันลึก การใช้ผ้าสะอาดเช็ดอย่างเดียวไม่พอค่ะ
และควรแปรงฟันให้เด็กประมาณวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงก่อนนอน