วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

เชียงใหม่-คำว่า "อุจฉุปัพพตะ" ก็คือ "ดอยสุเทพ" นั่นเอง

เชียงใหม่-คำว่า "อุจฉุปัพพตะ" ก็คือ "ดอยสุเทพ" นั่นเอง


...ชื่อ "อุจฉุปัพพตะ" หรือ "อุจฉุบรรพต" เป็นชื่อหนึ่งของ "ดอยสุเทพ"

ที่ได้ชื่อดังกล่าวเพราะดอยนี้มี "อุจฉุ" ซึ่งแปลว่า "อ้อย"

แต่ที่ดอยนี้มีต้น "อ้อยช้าง" ขึ้นอยู่มาก ต้นอ้อยช้างนี้กล่าวกันว่ามีลักษณะเป็นไม้ยืนต้น โตเร็ว เนื้อฉุและไม่แข็ง ใบคล้ายใบอ้อย แต่มีกลิ่นคล้ายข่าแดง ซึ่งช้างชอบกินมาก

...ส่วนที่ได้ชื่อ "ดอยสุเทพ" เพราะตั้งตามชื่อของบุตรชายของปู่และย่าแสะซึ่งขอพุทธานุญาตบวชในสำนักของพระพุทธองค์ แต่พระองค์ไม่ทรงรับ ชายผู้นั้นจึงบวชเป็นฤาษีมีชื่อว่าสุเทพอยู่ที่ดอยนั้น ในกาลต่อมา ดอยดังกล่าวก็ได้ชื่อว่า "ดอยสุเทพ"


วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในล้านนา

 แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในล้านนา


..........น้ำศักดิ์สิทธิ์ในราชพิธีต่าง ๆ เช่น น้ำสรงมูรธาภิเษก น้ำอภิเษก น้ำพระพุทธมนต์ จะมีการอัญเชิญมาจากแหล่งน้ำที่สำคัญทั่วประเทศ 107 แห่ง 

ซึ่งแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวเหล่านี้จะต้องเป็นแหล่งน้ำที่เคยใช้เสกเป็นน้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในราชพิธีโบราณก่อน หรือเป็นน้ำที่ได้จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพนับถือมาแต่โบราณหรือเป็นแหล่งน้ำจากสถานที่ที่เป็นมงคล 

และได้พัฒนาแนวความคิดเพิ่มขึ้นเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ 

ซึ่งจะต้องทำพิธีพลีกรรมตักน้ำมาจากแหล่งน้ำครั้งแรกก่อน โดยจะเสก ณ พระอารามสำคัญในมณฑลสถานอันเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำนั้น และจะทำพิธีเสกอีกครั้งรวมกันเมื่อจะใช้ในพิธีหรือนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในราชพิธี

สำหรับน้ำศักดิ์สิทธิ์ในล้านนา มีดังนี้

เชียงใหม่ --- แหล่งน้ำจากอ่างกาหลวง อำเภอจอมทอง

                 แหล่งน้ำจากขุนน้ำแม่ปิง อำเภอเชียงดาว

เชียงราย --- แหล่งน้ำจากบ่อน้ำทิพย์บนพระบรมธาตุดอยตุง อำเภอแม่สาย

                แหล่งน้ำจากบ่อน้ำทิพย์ วัดพระธาตุจอมกิตติ อำเภอเชียงแสน

                แหล่งน้ำจากน้ำตกขุนกรณ์ ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง

ตาก --- แหล่งน้ำจากเขื่อนภูมิพล บริเวณท่าน้ำวัดพระบาทผาหนาม อำเภอสามเงา

น่าน --- แหล่งน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ห้วยน้ำอุ่น บ้านปางมอญ อำเภอเวียงสา

แพร่ --- แหล่งน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ วัดพระธาตุช่อแฮ อำเภอเมือง

พะเยา --- แหล่งน้ำจากกว๊านพะเยา บริเวณหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง อำเภอเมือง

แม่ฮ่องสอน --- แหล่งน้ำจากแม่น้ำปาย ที่บ้านปางหมู อำเภอเมือง

ลำปาง --- แหล่งน้ำจากบ่อน้ำโบราณ ที่วัดลำปางหลวง อำเภอเกาะคา

ลำพูน --- แหล่งน้ำจากบ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอแม่ทา

อุตรดิตถ์ --- แหล่งน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์บ้านทุ่งยั้ง อำเภอลับแล


เชียงใหม่-นำชมวัดอุ้มโอ (ร้าง) ตั้งอยู่ใกล้ๆ กาดสวนแก้ว

 เชียงใหม่-นำชมวัดอุ้มโอ (ร้าง) ตั้งอยู่ใกล้ๆ กาดสวนแก้ว


(ภาพทั้งหมดนี้ได้แปลงเป็น SEPIA ด้วยความชอบส่วนตัว)

...ตั้งอยู่ถนนบุญเรืองฤทธิ์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


วัดอุ้มโอเรียกชื่อตามที่มีพระเจ้าอุ้มโอทั้ง ๔ ด้าน ขององค์เจดีย์ 

โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วยเจดีย์ และวิหาร

เจดีย์มีสภาพชำรุด เรือนธาตุสี่เหลี่ยม มีซุ้มพระพุทธรูปทั้ง ๔ ด้าน มีลวดลายปูนปั้นประดับซุ้ม ส่วนยอดพังทลายหมดแล้ว

อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑





















วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

เล่าเรื่องอุตพิตยักษ์ ไม้แปลก กลิ่นแปลก

 เล่าเรื่องอุตพิตยักษ์ ไม้แปลก กลิ่นแปลก


ชาวพื้นเมืองที่เข้าไปหาของป่าในป่าลึกของประเทศอินโดนีเซีย มักจะงดเข้าป่าในฤดูที่เจ้าดอกไม้ที่เรียกกันว่า "อุตพิตยักษ์" จะบาน 

เพราะหากมันเบ่งบานพร้อมกันละก็ป่าทั้งป่าจะอบอวลไปด้วยกลิ่นเน่าคล้ายปลาเน่าหรืออุจจาระท้องเสีย อันเกิดจากเกสรของมันที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว

.ชาวอินโดนีเซียเรียกมันว่า "ต้นไม้แห่งศพเน่า" นักพฤกษศาสตร์เรียกมันว่า "อโมร์โพพัลลุส" 

ต่อมาท่านเซอร์ริชาร์ต แอตเทนบอโรห์ ให้ชื่อใหม่ว่า "ไทตัน อรุม" เจ้าอุตพิตยักษ์เป็นไม้ที่ให้ดอกที่ตูมแล้วเบ่งบานส่งกลิ่นเต็มที่ทุกระยะ 6-7 ปี

.เจ้าอุตพิตยักษ์ได้รับอนุญาตให้นำออกไปจากประเทศอินโดนีเซียเพื่อไปขยายพันธุ์ในเรือนกระจกพิเศษสำหรับอนุรักษ์พันธุ์ไม้เมืองร้อนทั่วโลก 

ปัจจุบันสวนพฤกษศาสตร์ "คิว การ์เดน" ประเทศอังกฤษ ได้ประคับประคองจนสามารถขยายพันธุ์เจ้าอุตพิตยักษ์ได้ถึง 12 ต้น 

อยู่ในสวนพฤกษศาสตร์คิว ส่วนที่เรียกว่า "ปรินเซส ออฟ เวลส์" อันเป็นส่วนที่อนุรักษ์พันธุ์ไม้เมืองร้อนโดยเฉพาะ 

นับเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 250 ปีที่มีการก่อตั้งสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ที่ดอกอุตพิตยักษ์จะบานอวดสายตาชาวอังกฤษเป็นครั้งแรก

โดยสถานีโทรทัศน์บีบีซี. ได้ส่งทีมงานมาถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีออกเผยแพร่ในชื่อเรื่อง "ชีวิตในธรรมชาติของพันธุ์ไม้" อันมีเรื่องราวของอุตพิตยักษ์นี้รวมอยู่ด้วย

.อุตพิตยักษ์มีใบอยู่ติดดิน ส่วนดอกเจริญขึ้นด้านบนมีลักษณะคล้ายระฆังมีกลีบดอกสีแดงสลับกับสีอีกหลากสีชวนให้เข้าไปใกล้ๆ 

แต่กลิ่นคล้ายปลาเน่าหรืออุจจาระท้องเสียที่ฟุ้งกระจายออกมานั้น ทำให้คนที่ได้ดมกลิ่นพากันถอยฉากออกมา

หลายคนโก่งคออาเจียนหน้าเซียวเมื่อเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด เกสรของมันคือกับดักล่อแมลงภู่ แมลงผึ้ง กับแมลงกินน้ำหวานจากเกสรให้เข้ามาคลึงเคล้า 

ยางเหนียวคล้ายกาวจะยึดแมลงเอาไว้แล้วจัดการดูดของเหลวในตัวแมลงกินเป็นอาหาร เมื่อมันบานเต็มที่เกสรจะส่งกลิ่นเน่าไปทั่ว 

.หากมันอยู่ในป่าตามธรรมชาติจะส่งกลิ่นไปได้ไกลถึง 1 กม. และจะส่งกลิ่นอยู่ประมาณ 3 วันจึงจะหมดกลิ่น แต่สีของมันยังยั่วตาเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะเหี่ยวเฉาไปเอง

มีผู้เปรียบเอาไว้ว่าหากต้องการรู้ว่ากลิ่นเจ้าดอกอุตพิตยักษ์เป็นอย่างไร ก็ลองดมกลิ่นสัตว์ที่นอนเน่าตายอยู่ข้างถนนในเขตร้อน กลิ่นเจ้าอุตพิตยักษ์ก็ไม่ผิดกันเท่าใดนัก

.พิล กริฟฟิธ นักอนุรักษ์แห่งคิว การ์เดน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ผู้ชมหลายๆ คนมาชมดอกอุตพิตยักษ์

เมื่อมันหมดกลิ่นแล้ว พวกเขาเหล่านั้นจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับเจ้าอุตพิตยักษ์ทั้งสีและกลิ่นพร้อมกันไป

เคยมีผู้พบอุตพิตยักษ์ดอกใหญ่ในธรรมชาติที่มีน้ำหนักถึง 90 กก. 

มีการให้ปุ๋ยน้ำกับโปแตสเซียมกับเจ้าอุตพิตยักษ์ เพื่อให้มันสมบูรณ์แข็งแรงให้ดอกที่มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงเหมือนอยู่ในธรรมชาติ

นี่แหละครับ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า "สวยแต่รูปจูบอ้วกแตก"


เชียงใหม่-นำชมพระเจ้าค่าคิงครูบาศรีวิชัย จำนวน ๒ องค์ ภายในวิหารวัดสวนดอก

เชียงใหม่-นำชมพระเจ้าค่าคิงครูบาศรีวิชัย จำนวน ๒ องค์ ภายในวิหารวัดสวนดอก


...พระพุทธรูปสำริด ประทับยืนบนฐานแปดเหลี่ยมประดิษฐานด้านทิศเหนือ-ใต้ 

ด้านหน้าพระพุทธรูปประทับนั่งมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สร้างสมัยพญาเมืองแก้ว

ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปค่าคิงครูบาศรีวิชัย คือ พระพุทธรูปที่มีความสูงเท่าความสูงของครูบาศรีวิชัย


มีจารึกที่ฐานแปดเหลี่ยมเหมือนกันทั้งสององค์ เป็นจารึกอักษรธรรมล้านนา (๗ เหลี่ยม) และไทยปัจจุบัน (๑ เหลี่ยม)

จารึกแบ่งเป็น ๒ ส่วน ใจความจารึกสรุปโดยย่อว่า พ.ศ.๒๔๗๔ ครูบาศรีวิชัยเป็นประธาน

พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรและคณะศรัทธาทุกคน ร่วมกันจ้างช่างหล่อพระพุทธรูปยืน ๒ องค์

ให้มีขนาดความสูงเท่ากับครูบาศรีวิชัย ประดิษฐานด้านใต้และด้านเหนือของพระประธานในวิหารหลวงวัดสวนดอก

มีนายมูลเวช กลไก เป็นช่างปั้นและหล่อ มีน้ำหนัก ๒๔๐,๐๐๐ (ไม่ระบุหน่วยน้ำหนัก) 

ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


ส่วนที่ ๑ มงคลวุฑฺฒิ สิริสุภมสตฺตุ พุทธศักราช ๒๔๗๔ จุลศักราชได้ ๑๒๙๓ ตัว มะแมฉนำกัมโพชคามตามขอมพิสัย

ไทยภาษาว่าปีรวงเม็ด กิตติกา คือว่าเดือนยี่ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เม็งมณฑล คือว่าวัน ๕ ไทย (ว่าวัน) เบิกยี ดิถี ๑๐ ตัว

...หมายมีสมณศรัทธาและมหามูลศรัทธาและศรัทธาทั้งหลาย ทั้ง ๒ คณะคณาทั้งภายในและภายนอก 

ภายในหมายมีครูบาเจ้าศรีวิไชย วัดจอมศรีทรายมูล บ้านปางเป็นเค้า พร้อมกับด้วยอันเตวาภิกขุ สามเณรเจ้าชุตน

ขะโยมชุคนๆ หนแห่งห้อง

ภายนอกหมายมีศรัทธาอุบาสก อุบาสิกา ศรัทธาอนุโมทนา ไวยาวัจกร ทานานุโมทนาทั้งมวล วันตก เหนือ ออก ใต้ 

คือว่าอยู่ใกล้และอยู่ไกล ก็มีปสาทะบ่ศรัทธาเลื่อมใส บ่เส้ากับด้วยครูบาชุคนๆ

...ครูบาเจ้าก็ได้จ้างสล่าหล่อสารูปพระทศพล ๒ องค์ยืนอยู่ ใหญ่สูงค่าคิงครูบาเจ้าบ่เกินเหลือ

เอายองไว้ใต้เหนือพระเจ้าในวิหารหลวงวัดสวนดอกไม้ตราบ ๕,๐๐๐ พระวรรษา

แล้วขอหื้อเกิดกลายเป็นมหาสำเภาคำลำเล่มใหญ่...เป็นมหาสุวรรณนาวา... ช้าง ม้า หว่ายรอเวียงแก้วยอดเนรพาน

ตามดั่งความปณิธานว่า สุทินฺนํวตเมทานํ นิพฺพานปจฺจโย โหตุโน นิจฺจํ ธุวํ ธุวํ วตนิจฺจํ วตนิพฺพานํ สํสารํวตนิพพานํ แรมํสุขํ


...ส่วนที่ ๒ นายมูลเวช กลไก เป็นผู้ปั้นและหล่อพระพุทธรูปองค์นี้สองแสนสี่หมื่น (มีน้ำหนัก) ๒๔๐,๐๐๐ (ไม่ระบุหน่วยน้ำหนัก)

...พระพุทธรูปทั้งสององค์มีความสูงเท่ากัน คือ สูงตั้งแต่พระบาทถึงพระเศียร ๑๖๘ เซนติเมตร

สูงจากพระบาทถึงรัศมี ๑๘๕ เซนติเมตร สูงจากฐานถึงพระรัศมี ๒๑๙ เซนติเมตร

ดังนั้นแล้วจากความสูงของพระพุทธรูปสามารถอนุมานความสูงของครูบาศรีวิชัยได้ว่าท่านควรมีความสูง ๑๖๘ เซนติเมตร

อันเป็นความสูงของพระพุทธรูปตั้งแต่พระบาทถึงพระเศียร

...ความในจารึกพ้องกับที่บันทึกไว้ในสำนวนเทศน์ตำนานวัดสวนดอกของท้าวสุนทรพจนกิจ

ซึ่งได้นำออกแจกจ่ายแก่ศรัทธาประชาชนที่ไปร่วมงานบูรณะวิหารวัดสวนดอก

และนิทานตำนานวัดบุปผารามของพระญาณรังสี วัดดอนปิง (๒๔๗๕, หน้า ๗๐)

ปริวรรตโดยสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความในตำนานระบุว่า

"...บ่เท่าแต่นั้น ก็ได้สร้างสารูปพระมุนี หล่อด้วยทองสององค์ ยืนเท่าครูบาศรีวิชัยเจ้า..."


...ลักษณะพระเจ้าค่าคิงครูบาศรีวิชัย เป็นพระพุทธรูปประทับยืน พระกรทั้งสองแนบพระวรกาย

พระหัตถ์หันเข้าหาพระวรกาย พระพักตร์ค่อนข้างกลม เม็ดพระศกเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว

ครองจีวรห่มเฉียง สบงทำเป็นแถบหน้านาง ไม่ตกแต่งลวดลายใด

.......................................
<<<   บันทึกท้ายโพส   >>>

ภาพที่โพสนี้ได้ทำการแปลงให้เป็น Sepia เท่านั้นเองครับ (เป็นความชอบส่วนตัว)

ภาพที่ถ่ายจากกล้อง Infrared

 หัวข้อนี้จะเป็นภาพที่ถ่ายจากกล้อง Infrared ซึ่งเป็นการแปลงกล้อง ไม่ใช่การใส่ Filter IR 

ซึ่งแต่เดิมนั้น ผมเองก็ไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แม้กระทั่งบัดนี้ ผมเองก็แค่ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ตามแต่ใจจะปรารถนา

เริ่มจากภาพที่ถ่ายออกมาจากกล้องเลย จะเป็นแบบนี้ครับ


ส่วนภาพนี้จะทำการแปลงให้เป็นภาพขาว-ดำ เท่านั้นเองครับ





จากตัวอย่างภาพทั้ง ๖ ภาพที่นำมาเป็นตัวอย่าง ผมเองสังเกตว่า ภาพที่ถ่ายออกมาเป็น Infrared จากกล้องโดยตรงนั้น มันแทบจะมีกลุ่มคนนิยมกันน้อยมากๆ 

ผมเองจึงตัดสินใจว่า ทดลองแปลงภาพให้เป็นภาพขาว-ดำ น่าจะเข้าใกล้การรับรู้ของคนดูภาพมากกว่า ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดขึ้นสักหน่อยก็คงเป็นเรื่องของระดับความเข้มของสี รวมไปถึงความอิ่มตัวของภาพ

อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกได้ว่ามันน่าสนุกขึ้นบ้างแล้วครับ


เชียงใหม่-นำชมกู่ลาย วัดพระสิงห์

 เชียงใหม่-นำชมกู่ลาย วัดพระสิงห์


กู่ลาย .. ตั้งอยู่หลังวิหารลายคำเป็นเจดีย์ทรงปราสาท มี 5 ยอด 


มีทางเชื่อมจากผนังด้านหลังวิหารลายคำเข้าสู่อุโมงค์ของกู่ลาย เป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของล้านนา


...... ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า กู่ลายมีมาแต่โบราณ 


กษัตริย์ราชวงศ์เม็งรายองค์ที่ 14 (พ.ศ.2038-2069) ทรงสร้างไว้


เมื่อ พ.ศ.2359 พระยาธรรมลังกา เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 2 โปรดให้ซ่อมแซม ขุดแต่งพบของมีค่าจำนวนมาก 

ทรงให้บรรจุไว้ที่เดิม หลังจากบูรณะเสร็จแล้วได้มีการเฉลิมฉลองอย่างมโหฬาร