วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561

หอไตรวัดช่างฆ้อง เชียงใหม่

หอไตรวัดช่างฆ้อง

..........สร้างเมื่อปี พ.ศ.2446 โดยศรัทธาชาวจีน มีเจ๊กบุญยืน นางบัวคำ ไชยวงศ์ญาติ เป็นประธาน ตัวอาคารสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีน โครงสร้างก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นและไม้แกะสลัก ที่มีศิลปกรรมแบบล้านนาผสมศิลปะพม่า


..........บริเวณระเบียงชั้น 2 ของหอไตร ตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องปัญญาสชาดก ตอน "เจ้าสุวัตรกับนางบัวคำ" ชื่อนางบัวคำนั้น พ้องกับชื่อของภรรยาผู้สร้างหอไตร


..........นับเป็นตัวอย่างพิเศษของงานในช่วงหลังอีกแห่งหนึ่ง เป็นอาคารที่ดูจะสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ลักษณะเด่นอยู่ที่เป็นอาคารทรงตึก 2 ชั้นขนาดเล็ก ตกแต่งอย่างวิจิตรอลังการด้วยลวดลายปูนปั้นและงานไม้ฉลุที่มีการผสมผสานกันของงานแบบจีน พม่า และไทย ขณะเดียวกันภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนอยู่ด้านนอกของอาคารบนระเบียงชั้น 2 นั้นนอกจากจะยิ่งทำให้อาคารหลังนี้แปลกและโดดเด่นมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เข้าใจนัยความหมายของหอไตรว่าเป็นอาคารที่ต้องการให้ถูกเห็นจากภายนอกเท่านั้น
(หอไตรวัดช่างฆ้อง อำเภอเมือง เชียงใหม่ อายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25)


(จิตรกรรมฝาผนังหอไตรวัดช่างฆ้อง เขียนขึ้นบนผนังด้านนอกอาคารบริเวณระเบียงชั้นบนต่อเนื่องตลอดทั้งผนังเป็นภาพเล่าเรื่อง สันนิษฐานว่าเป็นชาดกที่นิยมกันในท้องถิ่นฝีมือช่างพื้นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะกรุงเทพ มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 25)


..........ในส่วนของจิตรกรรมฝาผนัง โดยพื้นฐานแล้วเป็นภาพเล่าเรื่องแบบไทยประเพณี ทว่าฝีมือช่างและการแสดงออกค่อนข้างจะเป็นงานพื้นบ้าน ตัวภาพและองค์ประกอบมีลักษณะหยาบไม่ประณีตวางอยู่ห่าง ๆ กัน ปล่อยให้ฉากหลังที่เป็นธรรมชาติป่าเขาดูเด่น สีที่ใช้มีน้อย ได้แก่ สีคราม ขาว เทา และดำ โดยจะระบายเน้นเฉพาะตัวภาพ โขดหิน และท้องฟ้า การตัดเส้นใช้สีดำซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการแสดงตัวภาพทั้งหมด ส่วนเรื่องราวที่น่าจะเป็นนิทานพื้นบ้านหรือชาดกที่นิยมกันในท้องถิ่นภาคเหนือ โดยรวมแล้วก็จัดเป็นงานที่มีแบบแผนแตกต่างจากที่อื่น ๆ สามารถเพิ่มความหลากหลายให้กับจิตรกรรมฝาผนังล้านนามากยิ่งขึ้น


ตำนาน-ประเพณีบูชาเสาอินทขิล

ตำนาน-ประเพณีบูชาเสาอินทขิล

..........ศูนย์กลางการปกครองหรือราชธานีของอาณาจักรลัวะโบราณอยู่ที่ "เวียงเชษฐบุรี" หรือ "เวียงเจ็ดริน" ซึ่งตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพด้านทิศตะวันออก (สถานที่เลี้ยงโคนมของกรมปศุสัตว์ และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลปัจจุบัน) อาณาจักรลัวะภายใต้การนำของ "ขุนหลวงวิลังคะ" ล่มสลายเพราะแพ้สงคราม ถูก "พระนางจามเทวี" แห่งอาณาจักรหริภุญชัยยึดครองเมื่อปีพุทธศักราช 1211 (พ.ศ. 1204 วาสุเทพฤาษี สร้างเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน, 1206 พระนางจามเทวีครองราชย์เมืองหริภุญชัย, 1211 เกิดสงครามกับลัวะ, 1213 สละราชสมบัติให้มหายศ หรือ มหันตยศ พระโอรสครองราชย์แทน)
..........อาณาจักรลัวะโบราณมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ตำนานกล่าวไว้ว่า บ้านเมืองของลัวะมีขุมทรัยพ์ คือ "บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว" อยู่ตามทิศต่าง ๆ ผู้คนตั้งสัจจะธิษฐานเอาได้ตามปรารถนา มีผู้คนพลเมืองมาก มีเมืองสำคัญ ๆ อยู่หลายแห่ง เช่น เวียงสวนดอก ทางทิศใต้ เวียงเชษฐบุรี และ เวียงนพบุรี (เมืองทั้ง 9 ตามชื่อเศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ยาว 1,000 วา กว้าง 900 วา อยู่ทางทิศตะวันออกของเวียงเชษฐบุรี เป็นศูนย์กลางการปกครองอาณาจักรลัวะแห่งสุดท้าย ก่อนล่มสลายในสมัยขุนหลวงวิลังคะดังกล่าวแล้ว
..........เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูลที่ทำการปกครองอาณาจักรลัวะครั้งโบราณก็มี โชติกเศรษฐี, เมณฑกะเศรษฐี, ภัททิยะเศรษฐี, ชติละเศรษฐี, เศรษฐีพ่อเรือน, เศรษฐีปอเลิงหรือพ่อเลือง, เศรษฐีหมื่นล้าน, เศรษฐีพันเตา, พญาวีวอ, เศรษฐี 9 ตระกูลนี้แบ่งหน้าที่กันปกครองอาณาจักร ตามเขตหรือภูมิภาคต่าง ๆ และ 3 ตระกูล ร่วมกันคุ้มครองบริหารบ่อเงิน, 3 ตระกูล คุ้มครองบริหารบ่อทอง, 3 ตระกูลคุ้มครองบริหารบ่อแก้ว
..........แรกเริ่มนั้นชาวลัวะเป็นชาวป่ากึ่งอารยชนไม่มีศาสนา การสร้างบ้านแปลงเมือง การปกครองอาณาจักรต้องอาศัยหมอผี พระดาบสฤาษีที่ถือศีลบำเพ็ญพรตอยู่ตามป่าเขาเป็นวิศวกรที่ปรึกษาสถาปนิก เป็นที่กราบไหว้บูชาและเป็นสื่อกลางติดต่อกับผีสางเทวดาที่ปรากฏให้เห็นในลักษณะของปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ลึกลับน่าสะพึงกลัว ที่ให้ทั้งคุณและโทษ ที่พวกเขาเกรงกลัวต้องเซ่นไหว้ทำพลีกรรม
..........การสร้างเวียงนพบุรีของลัวะ ที่มีพระฤาษีเป็นที่ปรึกษา กำหนดขอบเขตและแบบแปลนแผนผังของเมืองให้ รวมทั้งเป็นสื่อติดต่อขอเสาหลักเมืองที่ทำด้วยศิลาแท่งทึบจากพระอินทร์มาให้นั้น เสาหลักเมืองจึงได้ชื่อว่า "เสาอินทขิล" ตั้งแต่นั้นมา (พระอินทร์หรือเทวดาอาจหมายถึงกษัตริย์เมืองอื่นที่มีอำนาจเหนือชาวลัวะก็เป็นได้) แม้เสาหลักเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ที่ชนชาติไทยสร้างขึ้นภายหลัง ในถิ่นที่แผ่นดินเก่าของลัวะหรือละว้า ก็ให้ชื่อว่า "เสาอินทขิล" ถือเป็นมงคลนามตามนั้นด้วย เสาอินทขิลมีอยู่ 3 ต้นด้วยกันคือ
..........ต้นที่ 1 นั้น เมื่อตั้งอยู่ในบ้านเมืองใด ถ้าพระยาอามาตย์พร้อมใจกันกราบไหว้บูชา จะอยู่เจริญผาสุก แม้ข้าศึกศัตรูมารุกรานก็จะแตกพ่ายหนีไป และล้มตายหมดสิ้น
..........ต้นที่ 2 ต้นท่ามกลาง เมื่อตั้งอยู่ในบ้านเมืองใด ถ้าพร้อมใจกันทำการกราบไหว้บูชา ก็จะเจริญผาสุกมั่งมีด้วยทรัพย์สินสมบัติ มีเดชานุภาพ แม้ข้าศึกศัตรูมารุกราน ก็จะแตกพ่ายไปโดยไม่ต้องออกรบ
..........ต้นที่ 3 ตั้งอยู่บ้านเมืองใด เมื่อพร้อมใจกันทำการกราบไหว้บูชาแล้ว ข้าศึกศัตรูไม่อาจเข้ามารุกรานผ่านเขตแดนได้ พระอินทร์ได้ประทานเสาอินทขิลต้นที่ 2 ให้เวียงนพบุรี โดยให้กุมภัณฑ์ 2 ตนเอาเสาอินทขิลใส่สาแหรก หามนำมาประดิษฐานไว้เหนือแท่นกลางเมืองนพบุรี ที่ข้างล่างแท่นเป็น "หลุมกว้าง 7 วา  1 ศอก ลึก 2 วา ตบแต่งผนังเลื่อมมันมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว เอารูปสัตว์ต่าง ๆ บรรดามีในโลก ทั้งสัตว์น้ำสัตว์บก อย่างละคู่ (ผู้ตัวเมียตัว) ที่หล่อด้วยทองบรรจุไว้"
..........ในวัดเจดีย์หลวงปัจจุบัน มีรูปปั้นกุมภัณฑ์อยู่ 2 ศาล 2 ตน รูปพระฤาษี 1 ตน ถือเป็นของคู่กันกับเสาอินทขิล "เมื่อจุลศักราช 1162 ปีวอกโทศก (พ.ศ.2343) พระเจ้ากาวิละได้ก่อรูปกุมภัณฑ์ 1 คู่ รูปฤาษี 1 ตน ไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง กลางเมืองฯ"
..........เมื่อครั้งพระเจ้ามังรายทรงเตรียมจะสร้างเมืองเชียงใหม่ปี พ.ศ. 1835 ณ บริเวณหย่อมป่าท่ามกลางพงหญ้าคาบริเวณเขตที่ตั้งเมืองเชียงใหม่เก่าขณะนี้ "ก็ได้พบซากเมืองเก่าลักษณะสัณฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขณะที่พญามังรายให้เสนาข้าราชบริพารแผ้วถางซากเวียงเก่านั้น ได้พบโบราณวัตถุคือรูปกุมภัณฑ์ก่ออิฐถือปูนสืบมาจากชนชาวลัวะ เสนาบางพวกจะทำลาย แต่บางพวกได้ห้ามไว้ แล้วนำเรื่องขึ้นกราบทูลพญามังราย พญามังรายจึงมีบัญชาให้แต่งเครื่องบรรณาการ ใช้ให้เสนาชื่อ สรีกรชัย ผู้พูดภาษาลัวะได้ ไปหาพญาลัวะบนดอยอุจชุบรรพต พญาลัวะแนะนำว่า เวียงนี้หากจะให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขก็ให้บูชากุมภัณฑ์และเสาอินทขิล"
..........เมื่อชาวเมืองทำการกราบไหว้บูชาเสาอินทขิลมิได้ขาด และทำการเซ่นไหว้พลีกรรมกุมภัณฑ์ประจำ พร้อมทั้งตั้งตนอยู่ในศีลห้า รักษาสัจจะตามที่พระฤาษีสั่งสอน บ้านเมืองก็วัฒนาผาสุกร่มเย็นทำมาหากินค้าขึ้น ทำให้มั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง เปรียบเสมือนมีขุมทรัพย์ที่เนืองนองด้วย บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว อยู่ทุกทิศทุกเขตของบ้านเมืองที่ใคร ๆ (มีปัญญา/ขยัน) เมื่อตั้งมั่นอยู่ในศีลสัตย์ ก็ตั้งสัจจาธิษฐาน (แสวงหา) เอาได้ตามใจปรารถนา แม้ผู้คนจากบ้านอื่นเมืองไกลที่มุ่งร้ายหมายมารุกรานย่ำยี เมื่อมาถึงเมืองนพบุรีแล้วก็จะสยบสวามิภักดิ์ แปรสภาพเป็นพ่อค้าวาณิชมุ่งทำมาค้าขาย หาความร่ำรวยผาสุกรื่นรมย์ไปหมด
..........เมื่อนานเข้าผู้คนไม่รักษาคำสัตย์ปฏิบัติตนเป็นคนทุศีล ไม่ทำการเซ่นไหว้แต่ทำการอุกอาจย่ำยีดูหมิ่น และทิ้งของปฏิกูลบูดเน่า และขี้เยี่ยวรดราดกุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์จึงนำเสาอินทขิลกลับไปเสีย ต่อมามีผู้เฒ่าลัวะคนหนึ่งที่เคยมากราบไหว้เสาอินทขิลประจำ เมื่อไม่เห็นก็เกิดปริวิตกทุกข์ร้อนกลัวว่าจะเกิดเหตุเภทภัยแก่บ้านเมือง ถึงกับร้องห่มร้องไห้เสียใจจึงละเพศจากฆราวาส ถือเพศเป็นตาปะขาวรักษาศีลบำเพ็ญภาวนาอยู่ ณ บริเวณที่เคยตั้งเสาอินทขิล ใต้ต้นยางนั้นเป็นเวลานานถึง 3 ปี (ปัจจุบันในวัดเจดีย์หลวงมีต้นยางใหญ่อยู่ 3 ต้น)
..........ขณะนั้นมีพระเถระรูปหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ในป่าเขา จนบรรลุฌานสมบัติ มีญาณหยั่งรู้ความเป็นไปในเหตุการณ์ข้างหน้าได้มาบอกตาปะขาวว่า บ้านเมืองจะถูกข้าศึกศัตรูย่ำยี ถึงกาลวิบัติล่มจม เพราะไม่มีเสาหลักเมืองให้ผู้คนได้ยึดเหนี่ยวกราบไหว้บูชา อันเป็นที่มาของความสมัครสมานสามัคคีของผู้คน ตาปะขาวจึงประชุมปรึกษาหารือกับชาวเมืองและตกลงกันว่า ขอให้พระเถระเป็นสื่อติดต่อขอเสาอินทขิลจากพระอินทร์มาให้อีก
..........พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์นำเสาอินทขิลลงไปให้เมืองนพบุรีอีกครั้ง เมื่อทราบเหตุการณ์จากพระเถระแล้ว แต่กุมภัณฑ์ไม่ยอมไปเพราะเกลียดกลัวต่อพฤติกรรมต่ำหยาบของชาวเมือง พระอินทร์จึงขอให้พระเถระไปบอกชาวเมือง ให้สร้างเสาอินทขิลและปั้นรูปกุมภัณฑ์เทียมขึ้นใหม่ โดยหล่อกะทะขอบหนา 8 นิ้ว กว้าง 8 ศอก ปั้นรูปสัตว์บกสัตว์น้ำบรรดามีในโลกอย่างละคู่ และรูปมนุษย์ครบ 101 เจ็ดภาษา บรรจุไว้ในกะทะฝังไว้ท่ามกลางเมือง กลบดินปรับพื้นเสมอดีแล้ว ให้สร้างเสาหลักเมืองด้วยอิฐก่อสอปูน (ถือปูน) ประดิษฐานไว้บนนั้น (เสาอินทขิล ที่ย้ายจากวัดสะดือเมืองมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง สมัยพระเจ้ากาวิละนั้น ผู้คนเชื่อว่าเป็นเสาเดียวกันกับที่สร้างขึ้นสมัยอาณาจักรลัวะ) แล้วทำการกราบไหว้บูชามิให้ขาดก็จะเกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมืองและผู้คน พลเมืองจะอยู่ดีมีกิน มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ไม่มีโรคร้ายระบาดภัยเบียดเบียน
..........แสดงให้เห็นว่า เสาอินทขิล สร้างครั้งแรกทำด้วยหิน สร้างครั้งที่สองทำด้วยอิฐก่อโบกปูน เสาอินทขิลปัจจุบัน ก็สร้างด้วยอิฐก่อโบกปูนประดับลวดลายติดกระจกสี หลักเมืองนั้นเป็นเสมือนหลักชัยแห่งเมือง การสร้างหลักเมืองขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นศูนย์กลางที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในบ้านเมืองนั้น ๆ ให้ก่อเกิดพลังคือความสามัคคีของพลเมือง จนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายใต้กรอบศีลธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา หลักเมืองทั่วไปทำด้วยไม้แกะสลักหรือหล่อด้วยโลหะ ไม่ว่าจะสร้างด้วยวัตถุชนิดใดคุณค่าก็เหมือนกัน จะก่อเกิดคุณประโยชน์ก็ต่อเมื่อรู้จักให้ถูกต้องตามหลักโบราณประเพณี หากงมงายก็ไร้ค่าหาสาระมิได้
..........เสาอินทขิลปัจจุบัน ตั้งอยู่กึ่งกลางวิหารจตุรมุขศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ เป็นเสาอิฐก่อสอปูนติดกระจกสีรอบเสาวัดได้ 5.67 เมตร สูง 1.30 เมตร แท่นพระบนเสาอินทขิลสูง 97 เซนติเมตร รอบ 3.4 เมตร มีพระพุทธรูปทองสำริดปางรำพึง ที่พลตรีเจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) นำมาถวายวัดเจดีย์หลวงเมื่อปี 2514 ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกเหนือเสาอินทขิลให้ได้สักการบูชาคู่กัน พระเจ้ามังรายปฐมบรมกษัตริย์ราชวงศ์มังรายทรงสร้างเสาอินทขิลเมื่อครั้งสถาปนาราชธานี "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1839 แรกสร้างตั้งอยู่วัดสะดือเมือง พระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 1 วงศ์ทิพจักร ให้ย้ายมาไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง เมื่อพุทธศักราช 2343
..........ทุก ๆ ปี จะมีงานประเพณีบูชาเสาอินทขิล หรือเทศกาลบูชาเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 วัน สมัยก่อนการจัดงานประเพณีเข้าอินทขิลเป็นหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนครและข้าราชบริพาร ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ ร่วมกับวัดเจดีย์หลวง องค์กรเอกชน สถานศึกษา สถาบันต่าง ๆ และประชาชนชาวเชียงใหม่ทุกสาขาอาชีพร่วมกันจัดงาน ตลอด 7 วันของงานชาวเชียงใหม่ทั้งในเมืองและต่างอำเภอทุกเพศทุกวัย จะพากันมาบูชาเสาอินทขิลด้วยข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำอบน้ำหอม อย่างเนืองแน่น และมีการละเล่นพื้นเมืองศิลปะพื้นบ้านสมโภชตลอดงาน เมื่อจะทำการบูชาเสาอินทขิลด้วยดอกไม้ธูปเทียน ท่านให้กล่าวคำบูชาดังนี้
.........."อินทะขีลัง สิทธิไชยยะ, อินทะขีลัง สิทธิไชยยะ อินทะขีลัง มังคะลัตถิ, อินทะขีลัง โสตถิมังคะลัง"
..........เริ่มงานเข้าอินทขิลแรม 12 ค่ำ เดือน 8 เหนือ งานวันสุดท้ายขึ้น 3 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (ภาคเหนือนับเดือนไวกว่าภาคอื่น 2 เดือน) ออกอินทขิลขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 เรียกกันติดปากว่า "เดือน 8 เข้า...เดือน 9 ออก" วันออกอินทขิลเป็นวันทำบุญอุทิศบรรพชน ด้วยการถวายภัตตาหารเพลพระ 108 รูป ในพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวง ส่วนการทำบุญสืบชะตาเมือง "4 แจ่ง 5 ประตู...1 อนุสาวรีย์" นั้น ทำภายหลังงานประเพณีบูชาเสาอินทขิลเสร็จแล้ว ในวันข้างขึ้นเดือน 9 เหนือวันใดวันหนึ่ง 14

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

สวนสาธารณะหนองบวกหาด เชียงใหม่

สวนสาธารณะหนองบวกหาด

เป็นสวนสาธารณะใกล้กับ "แจ่งกู่เฮือง" สำหรับให้ประชาชนได้อาศัยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง เป็นบริเวณจัดงานมหกรรมไม้ดอก-ไม้ประดับ


วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

พิพิธภัณฑ์เปิดบริเวณแจ่งศรีภูมิ บริเวณรอบคูเมือง เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์เปิดบริเวณแจ่งศรีภูมิ
 (ความตั้งใจที่่จะเล่าเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณนี้ แล้วสังเกตว่ามีหลุม มีหลังคา คล้ายการขุดค้น มีศาลหลักเมือง เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ และบุคคลบริเวณใกล้เคียง ต่างไม่มีใครทราบว่าหลุมนั้นคืออะไร จึงพยายามหาที่มาที่ไปมาเล่าสู่กันฟังครับ)



..........ช่วงปี พ.ศ.2539 ได้มีการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีและขุดแต่งโบราณสถานกำแพงเมืองเชียงใหม่โดยใช้งบประมาณ OECF ในส่วนกิจกรรมบูรณะและซ่อมแซมประตูเมือง โดยจ้างเหมาให้บริษัทเอกชนดำเนินการ ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด เฌอกรีน เป็นผู้รับงานนี้ โดยมีขอบเขตการทำงานขั้นต้น 3 ประการ คือ

..........1. บูรณะกำแพงเมืองเชียงใหม่ ความยาว 550 เมตร พื้นที่ 4,400 ตารางเมตร
..........2. ขุดค้นศึกษารากฐานกำแพงเมือง หลุมขนาด 3x3 เมตร ลึก 5 เมตร 5 หลุม
..........3. ขุดแต่งรากฐานกำแพงเมืองเชียงใหม่ ส่วนที่ทำการบูรณะพื้นที่ 3,300 ตารางเมตร ความลึกเฉลี่ย 50 เซนติเมตร


..........ในการขุดศึกษาโครงสร้างส่วนฐานรากกำแพงเมือง ภายใต้การควบคุมของนักโบราณคดี สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ (ชื่อหน่วยงานขณะนั้น) กำหนดตำแหน่งหลุมขุดทดสอบ 5 แห่ง เพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังนี้

..........1. หลุมขุดทดสอบที่ 1 และ 2 กำหนดขึ้นในบริเวณแนวกำแพงด้านตะวันออกของแจ่งหัวลิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างส่วนรากฐานของกำแพงเมืองด้านเหนือ
..........2. หลุมขุดทดสอบที่ 3 กำหนดขึ้นในบริเวณแนวกำแพงส่วนที่ต่อจากแจ่งกู่เรืองไปทางทิศตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างส่วนฐานรากของกำแพงเมืองบริเวณแจ่งกู่เรือง
..........3. หลุมขุดทดสอบที่ 4 กำหนดขึ้นในบริเวณด้านบนของแจ่งศรีภูมิ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในระบบความเชื่อที่เป็นศรีของเมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนฐานรากด้านบนของแจ่งเมืองเชียงใหม่
..........4. หลุมขุดทดสอบที่ 5 กำหนดขึ้นในบริเวณด้านเหนือของกำแพงเมืองชั้นนอกหรือกำแพงดินด้านตะวันตกของโรงพยาบาลสวนปรุง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของชั้นดินวัฒนธรรมของกำแพงเมืองชั้นในและกำแพงเมืองชั้นนอก

..........ผลการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีในแต่ละหลุมนั้น นางสาววิวรรณ แสงจันทร์ นักโบราณคดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด เฌอกรีน ได้เขียนรายงานแล้ว จึงขอนำกล่าวเฉพาะหลุมที่น่าสนใจที่สุด คือ หลุมทดสอบที่ 4 บนแจ่งศรีภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ ทั้งในระบบความเชื่อและเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ยุคแรกเริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ ยุคพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984-2030) ยุคพญาแก้ว (พ.ศ.2038-2068) บริเวณนี้จึงพบหลักฐานต่าง ๆ มากที่สุดในบรรดา 5 หลุมที่ขุดทดสอบจากรายงานการขุดศึกษาชั้นดินทางโบราณคดี จำแนกได้เป็น 7 ชั้น ดังนี้

..........ชั้นดินที่ 1 เป็นชั้นดินวัฒนธรรมยุคปัจจุบัน มีความหนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร โบราณวัตถุที่พบ คือ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบเขียวและเคลือบน้ำตาล ชิ้นส่วนโลหะเหล็กทรงดอกบัวตูม ด้านเหนือของหลุมทดสอบเป็นแนวกำแพงที่กรมศิลปากรเคยทำการบูรณะเมื่อ พ.ศ.2529
..........ชั้นดินที่ 2 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม หลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่พบในชั้นนี้ คือ ร่องรอยอิฐปูพื้นที่พบต่อเนื่องมาจากแนวคานฐานรากตัวที่ 2 ในหลุมขุดทดสอบที่ 1 แนวอิฐปูพื้นดังกล่าวปูซ้อนกัน 1-2 ชั้น ไม่สม่ำเสมอ เป็นอิฐหักปะปนกับอิฐสมบูรณ์บางส่วน ในชั้นนี้ยังพบชั้นทับถมของกลุ่มถ่าน เศษภาชนะดินเผา เศษกระดูกมนุษย์ กระดูกฟันช้าง เศษโลหะเหล็ก และเศษกระเบื้องหลังคาโบราณวัตถุดังกล่าวมีร่องรอยถูกเผาไหม้จนเป็นแถวชั้นถ่านสีดำเห็นได้ชัด ในบริเวณผนังด้านเหนือของหลุมทดสอบได้พบร่องรอยของแนวกำแพงก่ออิฐฉาบปูนโบราณสภาพสมบูรณ์
..........ชั้นดินที่ 3 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม พบโบราณวัตถุเป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาประเภทต่าง ๆ แต่พบในอัตราส่วนจำนวนต่อพื้นที่ในปริมาณลดลงและพบเศษอิฐที่มีร่องรอยการฉาบปูน
..........ชั้นดินที่ 4 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม พบเศษอิฐที่มีร่องรอยการสอด้วยปูนขาว ลักษณะคล้ายอิฐที่เคยใช้ประกอบสถาปัตยกรรม แต่เมื่อสถาปัตยกรรมดังกล่าวพังทลายจึงนำอิฐส่วนนี้มาอัดเป็นฐานรากกำแพง
..........ชั้นดินที่ 5 เป็นชั้นดินวัฒนธรรม โบราณวัตถุที่พบในชั้นนี้ คือ เสาอิฐฉาบปูน 1 ท่อน
..........ชั้นดินที่ 6 เป็นชั้นดินวัฒนธรรมที่ลึกสุด โบราณวัตถุที่พบ คือ ชิ้นส่วนกระเบื้องหลังคาเนื้อหยาบสีดินแดง
..........ชั้นดินที่ 7 ชั้นสุดท้าย เป็นชั้นดินธรรมชาติ ลักษณะเป็นดินร่วนเหนียวปนกรวดทราย มีกรวดแม่น้ำในชั้นดินเดิมก่อนสร้างกำแพงเมือง (รายงานผลการขุดค้นศึกษาโบราณวัตถุและชั้นดินทางโบราณคดี โดยนักโบราณคดี หจก.เฌอกรีน 2540)
..........โดยเหตุที่การขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาโครงสร้างส่วนฐานรากกำแพงเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้เป็นการขุดค้นเพื่อการศึกษาเป็นครั้งแรก ผลของการขุดค้นก็จะทำให้ได้หลักฐานประเภทที่ไม่เป็นลายลักษณ์เพิ่มขึ้น รอการประเมินอายุด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์และการรองรับด้วยหลักฐานประเภทลายลักษณ์ก็จะได้คำอธิบายใหม่ที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาหลักฐานประเภทลายลักษณ์ เช่น พื้นเมืองเชียงใหม่ระบุชัดว่า ปีรวายไจ้ ศักราช 878 ตัว หรือ พ.ศ.2059 ตรงกับสมัยพญาแก้ว (พ.ศ.2038-2068) ชาวเชียงใหม่และชาวต่างเมืองปั้นดินจักก่อเมกเวียงเชียงใหม่ปีต่อมาคือปีเมืองเป้า ศักราช 879 ตัว หรือ พ.ศ.2060 พญาแก้วโปรดฯ ให้หมื่นปิงยีคุมการก่อกำแพงเวียงด้วยอิฐเหล่านั้น (พื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับปริวรรตโดยนายทน ตนมั่น สำนักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์ พ.ศ.2514 หน้า 70)

..........การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้พบข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นอีกหลายประการ เช่น การพบแนวปูนฉาบซ้อน 2 แนว ณ บริเวณแจ่งศรีภูมิ ตลอดจนการขุดค้นเปิดหน้าดินให้เห็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่รองรับน้ำหนักแจ่งขนาดใหญ่ที่เป็นจุดรับน้ำของเมืองเชียงใหม่จะช่วยให้ผู้สนใจทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ ได้ศึกษากันต่อไป
..........สมโชติจึงได้เสนอผ่านสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ ในการประชุมร่วมกันให้พิจารณาเปิดบริเวณดังกล่าวเป็น "พิพิธภัณฑ์เปิด" ของเมืองเชียงใหม่ โดยไม่ต้องปิดหลุมทดสอบบริเวณแจ่งศรีภูมิเหมือนหลุมอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของผู้สนใจต่อไป ซึ่งได้รับความเห็นชอบ
..........ต่อมา หจก.เฌอกรีน ได้บริจาควัสดุมุงหลังคากันฝนและแนวเหล็กป้องกันอันตรายและดำเนินการสร้างให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดอีกแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

อาคารโรงเรียนนักธรรม สำนักเรียนวัดสระเกษ วัดเกตการาม เชียงใหม่

อาคารโรงเรียนนักธรรม สำนักเรียนวัดสระเกษ


..........สร้างเมื่อ พ.ศ.2462 ในยุคที่เรียก วัดเกตการาม ปัจจุบันในชื่อของ "วัดสระเกษ" โดยจีนอินทร์ ซิ้มกิมฮั่วเซ้ง และนางจีบ ภริยา เพื่อใช้เป็นโรงเรียนสอนนักธรรม บาลี ปริยัติธรรมจนคนเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรงเรียนปริยัติฯ ต่อมาภายหลังไม่มีการเรียนการสอนนักธรรม จึงใช้เป็นกุฏิให้พระเณรพักอาศัยแทน


..........สำหรับจีนอินทร์ หรือพ่ออินทร์ ซิ้มกิมฮั่วเซ้งนั้น ท่านเป็นคนมาจากที่อื่น เข้ามาตั้งหลักฐานอยู่กับบ้านวัดเกตด้วยการแต่งงานกับแม่จีบ มีบ้านตั้งอยู่ที่ปัจจุบันนี้คือ บริเวณที่จอดรถข้าง ๆ บ้านเลขที่ 89 ถนนเจริญราษฎร์ ติดกับสะพานจันทร์สมทางทิศใต้ พ่ออินทร์ท่านเป็นพ่อค้าขายของโชวห่วยใหญ่โตที่บ้านวัดเกต ท่านไม่มีลูกสืบตระกูล

..........แม่จีบนั้น ท่านเป็นหลานของหม่อมลมัย สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 89 ถนนเจริญราษฎร์นั่นเอง ความเป็นญาติของหม่อมลมัยกับแม่จีบนั้นเป็นดังนี้
ก. หม่อมลมัย มีพี่น้อง 4 คน สกุลเดิม แซ่ฉั่ว
..........ยายแช
..........ยายกิม
..........หม่อมลมัย ชื่อเดิม แม่ตุ่น
..........พระยาจันทร์ ชื่อเดิม ตายืน (รูปลงจอบแรก คนมีหนวด)
ข. ยายกิม มีลูก 4 คน ดังนี้
..........แม่จีบ
..........แม่เลี้ยง
..........แม่สร้อย
..........แม่เปลี่ยน เป็นลูกเลี้ยง (ลูกบุญธรรม)

..........1. แม่จีบไม่มีลูก แต่งงานกับพ่ออินทร์ แซ่ซิ้ม มีร้านขายของโชวห่วย ชื่อร้าน "ซิ้มกิมฮั่วเซ้ง" ตั้งร้านอยู่ตรงหลังวัดเกตด้านหลังติดกับแม่น้ำปิง ผู้สร้างอาคารโรงเรียนนักธรรมวัดสระเกษถวายไว้ที่วัดเกต เมื่อ พ.ศ.2462 แม่จีบไม่มีลูกขอลูกของน้องสาวมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ชื่อบุญลอง ฉิมพลี
..........2. แม่เลี้ยงแต่งงานกับคนในสกุลฉิมพลี มีลูกชาย 2 คน คือ บุญลอง กับ ก้านเลียง ฉิมพลี
..........3. แม่สร้อย แต่งงานกับคนในสกุล อุทกภาช มีบุตรชาย 2 คน คือ พ.ต.ท.ชะลอ อุทกภาช ทำงานในกองสลาก อีกคนจำชื่อไม่ได้
..........4. แม่เปลี่ยนเป็นลูกบุญธรรม มีลูกสาว 2 คน ลูกชาย 1 คน คือ แม่คำตุ้ย ปัญจสังข์ ครูกิมเซ็ง ปัญจสังข์ และนางสาวทองสุข ปัญจสังข์
แม่คำตุ้ยมีลูก 4 คน คือ
..........นางสมจิตต์ ตียพันธ์
..........นางสมพร ลักษณ์ศิริ (ร้านพรภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ช้างม่อย เชียงใหม่)
..........นายสมพงษ์ คุณพัฒน์วัฒนา (พงษ์ภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ ช้างม่อย เชียงใหม่)
..........นางสาวสมคิด คุณพัฒน์วัฒนา

..........ที่บ้านยายกิม พี่สาวหม่อมลมัยพร้อมด้วยลูก ๆ มีฝีมือในการทำขนมไทยระดับที่เจ้าในคุ้มหลวงมีการมีงานแล้วละก็ ขนมไทยของที่บ้านยายกิมเป็นต้องได้ขึ้นโต๊ะเสมอ ภาพที่หลาน ๆ คุ้นตาคือ แม่ตุ่น (หม่อมลมัย) จะหาบขนมไปส่งให้คุ้มหลวงด้วยตัวเองเสมอ เจ้าแก้วนวรัฐจึงได้ขอแม่ตุ่นให้แต่งงานกับเจ้าคุณกลาโหม

..........หม่อมลมัยเคยแต่งงานครั้งแรกกับเจ้าคุณกลาโหม มีบ้านอยู่ที่มุมขัวเหล็ก (สะพานนวรัฐ) ด้านทิศตะวันตก ไม่แน่ใจว่ามุมด้านทิศเหนือหรือทิศใต้ ภายหลังยกให้หลวงไป เมื่อเจ้าคุณถึงแก่กรรม หลังจากนั้นจึงมาเป็นหม่อมของหม่อมเจ้าพร้อมพงษ์อธิราช มีลูกสาว 2 คน
..........1. คุณหญิงใหญ่ (จำชื่อไม่ได้) แต่งงานมีลูกชายชื่อ ม.ร.ว.พัฒนไชย ไชยยันต์ ทำงานสภากาชาดไทย
..........2. คุณหญิงเล็ก คือ ม.ร.ว.อุไร สนิทวงศ์ แต่งงานกับ ศ.ดร.อภัย ชมุนี มีบุตรชาย 1 คน คือ คุณไพโรจน์ ชมุนี
..........พระยาจันทร์ (ตายืน) มีภรรยาชื่อบัวผัน พระยาจันทร์นามสกุล ธุรกิจสุเทพ ด้วยพระยาจันทร์ได้ช่วยครูบาศรีวิชัยทำถนนขึ้นดอยสุเทพ จากรูปลงจอบแรกของเจ้าแก้วนวรัฐจะเห็นคนมี "หนวดโง้ง" (หนวดโค้งเป็นวง) นั่นแหละคือ พระยาจันทร์

(รูปลงจอบแรกโดยเจ้าแก้วนวรัฐ ส่วนพญาจันทร์ คือ คนยืนกลางมีหนวดโง้ง ถือสลุงเงิน และหลวงศรีประกาศ คือ คนขวามือ)

..........กาลเวลาผันผ่าน สรรพสิ่งย่อมถึงการทรุดโทรมเป็นธรรมดา ในปี พ.ศ.2543 ชมรมทัวร์ป่าภาคเหนือ ททท.ร่วมกับคณะศรัทธาชาวบ้านวัดเกตจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีทางน้ำได้เงินตั้งต้นเพื่ออนุรักษ์อาคารโรงเรียนปริยัติฯนี้ 2 หมื่นกว่าบาท และต่อมาในปี พ.ศ.2544 ลูกหลานตระกูลอุนจะนำปุรณะพรรค์และโสภโณดร โดยมีคุณโกสินทร์ เกษทอง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ขณะนั้น ผู้เป็นลูกหลานตระกูลพร้อมด้วยคุณนายจิตรลดา เกษทอง เป็นประธานการทอดกฐินผ้าป่าสามัคคี ได้เงินอีก 2 แสนกว่าบาท รวมกับเงินทางวัดสมทบให้อีก นำมาซ่อมแซมอาคารหลังนี้จนแล้วเสร็จ เมื่อปี พ.ศ.2547 นี้เอง ปัจจุบันใช้เป็นที่อยู่ของพระเณรและรับแขกของทางวัด

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์วัดเกต

..........เมื่อ พ.ศ.2543 มีการปรับปรุง "โฮงตุ๊เจ้าหลวง" (กุฏิเจ้าอาวาส) โดยคุณจรินทร์ เบน (คุณลุงแจ๊ก) เป็นเก๊า คือ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงร่วมกับคณะสงฆ์ และคณะศรัทธาชาวบ้านวัดเกต จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ได้มีการเก็บรวบรวมของเก่า ทั้งภายในวัดเกตและรับบริจาคจากบุคคลทั่วไปมาแสดง เมื่อแรกเปิดใช้ชื่อว่า "พิพิธภัณฑ์วัดสระเกษ" เพื่อเป็นการรำลึกถึงชื่อหนึ่งของวัดเกตในอดีต ซึ่งเคยใช้ตามที่ปรากฏบนหน้าบันอาคารโรงเรียนนักธรรมสำนักเรียนวัดสระเกษ (โรงเรียนปริยัติฯ) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "กุฏิพ่ออินทร์" ตามชื่อของผู้สร้างถวาย คือ จีนอินทร์ ซิ้มกิมฮั่วเซ้ง และแม่จีบภริยา เมื่อ พ.ศ.2462
..........พิพิธภัณฑ์วัดเกตนี้ นับได้ว่า "เป็นหน้าเป็นตา" ของวัดเกตเลยทีเดียว เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นและดำเนินการโดยชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาแท้ ๆ


ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย
..........1. รูปภาพเชียงใหม่ในอดีต เรียงตามลำดับของเหตุการณ์ที่เกิดก่อนหลัง ภาพเหล่านี้สามารถบอกเล่าความเป็นมาของเรื่องราวต่าง ๆ ในเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี รูปเหล่านี้ได้มาจากการเก็บรวบรวมจากหน้าหนังสือพิมพ์โดย คุณวุฒิพงศ์ สิทธิกุล ไวยาวัจกรวัดเกต ซึ่งเป็นรูปที่คุณบุญเสริม สาตราภัย ได้ถ่ายเองบ้าง เก็บสะสมและรับมอบมานำลงเผยแพร่เมื่อหลายปีมาแล้ว ภายหลังคุณจรินทร์ยังได้สั่งซื้อจากคุณบุญเสริมมาเพิ่มเติมอีกด้วย นอกจากนั้นยังได้มาจากการถ่ายภาพของคุณคง เข็มเพ็ชร์ (ตาคง) บ้านทำขนมตาล อีกจำนวนหนึ่งด้วย เอื้อเฟื้อภาพโดย อาจารย์ดำรงค์ เข็มเพ็ชร (สามีคุณศิธร เข็มเพ็ชร ทายาทผู้สืบทอดการทำขนมตาล เป็นชั่วคนที่ 3 ของตระกูลนี้)
..........2. เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องมือช่าง ถ้วยโถโออ่าง ของใช้ในบ้านเรือนของคนเมืองในอดีต เป็นการบอกเล่าวิถีชีวิตคนเมืองในอดีต
..........3. ผ้าทอ ผ้าปักดิ้นเงิน ทั้งของเก่าของใหม่จากการเก็บรักษาของอาจารย์เสถียร ณ วงศ์รักษ์ รวมถึง "ผ้าห่อคัมภีร์ใบลาน" ที่มีตัวอักษร "อด" ปักไขว้กัน อ คือ อินทวิชยานนท์ ด คือ ดารารัศมี พร้อมมีโคลงสี่ปักด้วยดิ้นเงินถึง 2 ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาล้านนาว่าดังนี้
                              พัตราภาพผ่องแผ้ว       พรรณราย
                    งามสอาดลวดลาย                 ปักล้วน
                    เตือนจิตร์พินิศชาย                 เนตร์เพ่ง ชมเอย
                    ต้องจิตร์ติดใจถ้วน                ทุกผู้พิศเพลิน
..........นอกจากนี้ยังมี ธงมังกรพื้นแดง 2 คู่ ทั้งคู่ใหญ่และเล็ก นำเข้ามาจากเมืองจีน โดยนายจีนอู๊ นางแก้วมาลูน ตันไท่สุ่นหลี และนายแดง นางคำอุ้ม ชัยรัต เพื่อถวายไว้ที่วัดเกต ธงนี้ใช้ในงานพิธีอันเป็นมงคล เช่น งานกฐิน ผ้าป่า ที่น่าภาคภูมิใจ คือ เคยใช้นำหน้าขบวนเสด็จของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2449 ครั้งที่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร ดังปรากฏในรูปเก่า ขณะที่กำลังข้ามสะพานหมอชีค หรือ ขัวกุลวา บริเวณท่าวัดเกตนั่นเอง และยังมีธงช้างเผือก ธงนาค หน้าหมอนอิง (หมอนขวาน)
..........4. หนังสือเก่า คัมภีร์ใบลาน พับสา ตำราพรหมชาติ
..........5. ฆ้องกลองชุดเล็กชุดใหญ่

หอไตรวัดพระสิงห์ เชียงใหม่

หอไตรวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
ประวัติความเป็นมาของหอไตรและลักษณะองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม


..........หอไตรหรือหอธรรม เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ที่จัดเก็บรักษาพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา 
ในหลักฐานทางเอกสารของทางล้านนาเท่าที่มีการค้นพบได้มีการกล่าวถึงคัมภีร์ทางพุทธศาสนามาแล้วตั้งแต่การเริ่มนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยโดยพระนางจามเทวี ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13 
(พระรัตนเถระปัญญา, ชินกาลมาลีปกรณ์, ร.ต.ท. แสง มนวิทูร แปล, พิมพ์ครั้งที่ 5 [กรุงเทพ : กรมศิลปากร, 2518] หน้า 87)

และพบว่ามีการกล่าวถึงพระไตรปิฎกที่ต่อเนื่องกันมาโดยตลอด แต่กลับไม่ระบุถึงการสร้างสถานที่เก็บรักษาเลย จนกระทั่งในรัชกาลของพระเจ้ายอดเชียงรายราว พ.ศ.2031 จึงพบหลักฐานที่กล่าวถึงการสร้างหอไตรเป็นครั้งแรก 
(คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารประวัติศาสตร์, ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3, [กรุงเทพฯ : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2508] หน้า 110)

แต่เข้าใจว่าหอไตรนั้นควรสร้างขึ้นมาก่อนหน้าพระเจ้ายอดเชียงรายแล้ว เพราะมีเอกสารที่กล่าวถึงในรัชกาลของพระเมืองแก้วได้โปรดให้นำปราสาทยอดเมืองมาสร้างแทนหอไตรหลังเก่าที่วัดมหาโพธาราม (เจ็ดยอด) ซึ่งหลังเดิมใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ซึ่งชำระแล้วครั้งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ในสมัยพระเจ้าติโลกราช 
(พระรัตนเถระปัญญา, ชินกาลมาลีปกรณ์, หน้า 144)

อาจกล่าวได้ว่าสืบเนื่องจากการสังคายนาครั้งนี้เป็นเหตุให้มีคัมภีร์ทางพุทธศาสนามากขึ้นจึงเกิดความนิยมสร้างหอไตรเพื่อใช้เก็บรักษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น โดยจะใช้คำเรียกว่า หอไตร หอธรรม พระธรรมมนเทียร พระมนเทียร หรือ ปิฎกฆระ ซึ่งหมายความถึงสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์ทางพุทธศาสนาทั้งสิ้น

..........สำหรับประวัติความเป็นมาของหอไตรวัดพระสิงห์นี้เดิมได้มีนักวิชาการทำการศึกษาถึงรูปแบบศิลปะแล้วเข้าใจว่าเป็นหอไตรที่สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21 โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายเก่าภาพหนึ่ง
(บุญเสริม ศาสตราภัย, เสด็จลานนา 1 พิมพ์ครั้งที่ 2 [เชียงใหม่ : อักษราภิพัฒน์, 2532] หน้า 37)

(รูปที่ 1 ภาพถ่ายเก่าที่เชื่อว่าเป็นหอไตรวัดพระสิงห์) และเป็นความเชื่อที่สืบเนื่องกันมาโดยตลอด
(พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, การขึ้นเป็นโบราณสถานภาคเหนือ, [ม.ปท : กรมศิลปากร, 2525] หน้า50) 

แต่จากการศึกษาในครั้งนี้ได้พบหลักฐานเกี่ยวกับระยะเวลาการสร้างหอไตรจากศิลาจารึกหินทรายแดงที่แต่เดิมตั้งอยู่ใกล้ฐานพระอุโบสถวัดพระสิงห์ เนื้อความในศิลาจารึกกล่าวถึงสมเด็จเชษฐาบรมพิตราธรรมิกราชาธิราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ (พระยากาวิละ) ได้นิมนต์พระสังฆราชาวัดพระสิงห์สร้างพระอุโบสถ มณฑปปราสาทภายในอุโบสถและหอธรรมปิฎกขึ้นเมื่อวันพุธ เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ พ.ศ.2354 การสร้างหอธรรมในครั้งนี้ไม่อาจทราบรายละเอียดของลักษณะหอไตรและการตกแต่ง แต่คงมีการประดับตกแต่งเช่นเดียวกับพระอุโบสถที่ระบุว่า "กระทำเลขประติมากรรม ด้วยสุวรรณกาญจนคำแดง แสงงามตามแต่โบราณพระราชกษัตรา" วัสดุที่ใช้ทราบรายละเอียดจากรายการที่ระบุไว้ตอนท้ายว่า "ค่ารัก หาง คำปิว (ทองคำเปลว) แก้วกระจก หรดาน น้ำอ้อย ปูน เหล็ก ดินจี่ (อิฐ) เดง (กระดิ่ง)
(ศิลาจารึกหินทรายแดง วัดพระสิงห์, คลังข้อมูลจารึกล้านนา ฝ่ายวิจัยล้านนา สถาบันวิจัยสังคม, เอกสารไม่ได้ตีพิมพ์)

..........ต่อมาราว พ.ศ.2377 หอไตรองค์นี้อาจถูกบูรณะขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยครูบากัญจนมหาเถร วัดสูงเม่น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าในปี พ.ศ.2376 คราวที่ครูบากัญจนพำนักในเมืองเชียงใหม่ได้ชักชวนสังฆราชวัดสวนดอกร่วมกันสังคายนาพระไตรปิฎกและตั้งฉลองไว้ที่วัดพระสิงห์ 
(ประวัติครูบากัญจน วัดสูงเม่น, เอกสารโรเนียว)

หอไตรวัดพระสิงห์อาจถูกบูรณะเพื่อการสังคายนาพระไตรปิฎกคราวนั้นก็ได้ การซ่อมแซมหอไตรอีกครั้งหนึ่งและเป็นครั้งสุดท้ายน่าจะได้แก่การซ่อมเมื่อ พ.ศ.2469 คราวที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมายังมณฑลพายัพ ทรงทอดพระเนตรเห็นหอไตรวัดพระสิงห์ชำรุดทรุดโทรมมาก


(รูปที่ 2 หอไตรวัดพระสิงห์ก่อนบูรณะ, เสด็จลานนา 1)

จึงทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งให้บูรณะตามลักษณะเดิม และฉลองสมโภชในปี พ.ศ.2472
(บุญเสริม ศาสตราภัย, เสด็จลานนา 2, พิมพ์ครั้งที่ 2 [เชียงใหม่ : อักษราภิพัฒน์, 2532} หน้า 51)

นอกจากนี้ยังได้พบหลักฐานสนับสนุนในใบฎีกาแผ่กุศลปฏิสังขรณ์พระธาตุวัดเจดีย์หลวงและอุโบสถพระธาตุน้อยวัดพระสิงห์นครเชียงใหม่ ในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ ระบุว่าราชบัณฑิตยสภาได้ส่งนายช่างขึ้นมาบูรณะหอไตร
(จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ.2469, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ 2474, [กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2474] หน้า 118)

..........จากหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่าหอไตรวัดพระสิงห์สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ากาวิละ แต่ความรู้นี้ได้ถูกหลงลืมไปจนเกิดความเข้าใจที่สับสนเกี่ยวกับอายุเวลาในการสร้างดังที่ผ่านมา ส่วนการบูรณะที่ช่างของราชบัณฑิตยสภาขึ้นมาบูรณะนั้นเป็นการซ่อมทับตัวอาคารเดิม โดยเมื่อสังเกตจากภาพถ่ายที่ถ่ายก่อนการบูรณะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบางส่วน ที่เห็นเด่นชัดได้แก่การเปลี่ยนรูปแบบของป้านลมให้เป็นป้านลมที่มีงวงนาคเกี่ยวหัวแป๋ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ลักษณะของลวดลายที่ประดับได้แสดงถึงการซ่อมขึ้นใหม่ทั้งหมด และคงจะมีการซ่อมทับบนลายนี้อีกครั้งหนึ่งหลังจากนั้น เพราะมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของเนื้อปูนปั้น

..........เกี่ยวกับคติความเชื่อของหอไตร นอกจากเชื่อกันว่าใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎก รวมทั้งคัมภีร์ทางพุทธศาสนาหลายประเภทแล้ว เนื้อความในจารึกยังระบุถึงความเชื่อที่ว่าเป็นอนิสงส์ที่ช่วยรักษาให้พุทธศาสนายืนยาวถึง 5000 ปี ตามพุทธทำนาย ตลอดจนเป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษ และเทวดาตามความเชื่อของชาวล้านนาอีกด้วย
(คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารประวัติศาสตร์, ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3, หน้า 112)

ลักษณะองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
..........หอไตรวัดพระสิงห์มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางตัวอยู่ในแนวทิศตะวันตก - ตะวันออก ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณสูง โดยรอบลานประทักษิณก่อเป็นกำแพงแก้วเตี้ย ๆ กึ่งกลางด้านหน้าและด้านหลังของลานประทักษิณมีบันไดทางขึ้น โดยราวบันไดด้านหน้าเป็นรูปมกรคายนาค ส่วนราวบันไดด้านหลังเป็นลำตัวและหางม้วนรูปตัวเหงา


(แผนผังที่ 1)

..........หอไตรเป็นหอสูงสองชั้น ชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูน ฐานหอไตรชั้นล่างประกอบด้วยหน้ากระดานรับฐานปัทม ท้องไม้ของฐานปัทมประดับด้วยลายปูนปั้นรูปสัตว์ในกรอบคดโค้ง ผนังด้านข้างเจาะช่องหน้าต่างด้านละ 4 บาน ที่ว่างระหว่างหน้าต่างประดับประติมากรรมรูปเทวดาปูนปั้น เหนือแถวเทวดามีชั้นบัวคว่ำบัวหงาย ระหว่างชั้นประดับด้วยแถวรูปสัตว์ในกรอบคดโค้งเช่นเดียวกับแถวสัตว์ด้านล่าง แถวสัตว์ในกรอบคดโค้งเฉพาะส่วนมุขด้านหน้าทำลดระดับลงตามการลดระดับของมุขผนังหอไตร ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นหอไตรชั้นบนมีมกรคายสิงห์เป็นราวบันได ผนังด้านหลังเจาะเป็นช่องประตูทางเข้าหอไตรชั้นล่าง

..........หอไตรชั้นบนสร้างด้วยไม้มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเช่นเดียวกับผังชั้นล่าง แต่มุขโถงด้านหน้าลดระดับลงเล็กน้อย ผนังด้านข้างเป็นฝาไม้เข้าลิ้นปิดทึบจนถึงแป๋ป๋าง ประดับลวดลายปูนปั้นลงรักปิดทอง ผนังด้านหน้าเจาะเป็นช่องประตูจนเต็มพื้นที่ระหว่างเสาคู่กลาง พื้นที่นอกนั้นเป็นฝาไม้เข้าลิ้น ผนังด้านหลังเป็นฝาไม้เข้าลิ้นปิดทึบตลอดขื่อ รวมทั้งหน้าแหนบด้วย 


..........ระบบการรับน้ำหนักโครงสร้างหลังคาของหอไตรเป็นระบบเสากับคาน โดยมีเสาอยู่ 4 แถว ระหว่างเสาคู่กลางมีขื่อหลวง ตุ๊กตา รับม้าตั่งไหม ดั้งรับน้ำหนักจากแป๋จ๋อง แป๋ลอย กล๋อนลาด กั้นฝ้าและกระเบื้องดินขอของหลังคากลาง ขณะที่ระหว่างเสาแถวข้างและเสาแถวกลางมีเสาสะโก่น ขื่อป๋อก ตุ๊กตา กล๋อนลาด กั้นฝ้า และกระเบื้องดินขอของหลังคาปีกนก


..........หลังคาหอไตรทำชั้นลดลงทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้านละ 1 ชั้น และลดระดับปีกนกด้านข้างด้านละ 1 ตับ บริเวณคอสองมีแผงไม้เข้าลิ้นปิดทึบทั้งหมด หน้าจั่วประดับด้วยป้านลมที่ปิดครอบทับหัวแป๋


ตลอดแนวสันหลังคาประดับด้วยรูปหงษ์ดินเผาเคลือบสีเขียวมะกอก


..........ระบบโครงสร้างการรับน้ำหนักของหลังคาอาคารไม้ของล้านนา  ที่ประกอบด้วย ขื่อ ตุ๊กตา ดั้ง ของหลังคากลางและหลังคาส่วนปีกนก คงเป็นระบบการสร้างโครงรับน้ำหนัก ที่ทางล้านนาเรียกว่า "ขื่อม้าต่างไหม" เป็นระบบที่มีตัวขื่อหลวงวางพาดระหว่างหัวเสารับน้ำหนักจาก ขื่อยี่ ขื่อสาม ซึ่งมีลักษณะคล้ายม้านั่งวางซ้อนขึ้นไป รับน้ำหนักของ แป๋ กล๋อนลาด กั้นฝ้า และกระเบื้องหลังคา 


การสร้างโครงสร้างขื่อม้าตั่งไหมได้มีประมวลไว้ในตำราโบราณว่า "...ตัดไม้วิหาร หื้อเอาขื่อหลวงเป็นนาย หื้อเอามาแทก หัวหื้อเป็นหัวของมันแล้วเหลี่ยมแป๋มาตั้งแล้ว หักกลางใจ๋ไว้แล้วแทกขื่อหลวงมาหัก 6 เสีย 2 ส่วน ยัง 4 ส่วน เป็นขื่อยี่ ตั่งไหมท่าวลุกหัวขึ้นแกมนอกนั้นแล หัวขี้แทกนั้นเหลี่ยมเดี่ยวเป็นนาย อย่าหื้อมันขวากยากเพื่อขื่อม้านั้นหื้อเอาเก่งขื่อหลวงแถม นอกนั้นม้ายี่นั้น หื้อเอาหัวขื่อหลวงมาแปหลังม้า แต่หัวเข้ามาปูนไหนหมายหั้นเป็นขื่อม้ายี่แล ม้า 3 นั้นก็เอาขื่อยี่มาตั้งปูนไหนหมายหั้นเป็นม้า 3 แล ในไม้อันหัก 6 เสีย 2 ส่วน เป็นสะโก่นแกนนอกนั้น เป็นคอกีบเสีย 1 ย่ำแป๋ขึ้นบน ในที่อันหัก 2 อัน ลุ่มนั้นม้า 3 แป๋หลังทังมาเข้าตีนตั่งไหมชุอันแล ในแปอ้ายหลัง ซดนั้นมาเข้าสะโก่นนั้น หื้อหักคอกีบหลังเป็น 8 ส่วนไว้บน 2 ส่วน แป๋อ้ายเข้าหั้น แลแทกคอกีบลงมาปลงคอคีบหลังซด ในยางนาคชายคาบนนั้นหื้อเอา 8 หัก แป๋แต่กี้นั้นไว้ลุ่ม 2 บน 8 ย่ำแกนขี้ยางเท่าหัว แต่ตีนตั่งไหมออกเแปนในนั้นแล ในยางชายลุ่มนั้นเป็นดั้ง ยางบนดังเก่า ในยางซ้อนแป๋ซดมาจับนั้น หื้อแทกแต่ปล๋ายสะโก่นนั้นลงมาถึงตีนยางลงรอดที่ใด บางเข้าหั้นชุหลังแลเท่าว่าแป๋อ้ายหื้อเข้าเสาหลวง แป๋ยี่นั้นหื้อปลงตุ้มขื่อหลวงล้ำนั้น ก็หื่อลำดับกันลงมาชุที่ ในขื่อมานั้นบ่เป็นขื่อนัก เอา 3 จักใค่จืดหื้อห้อยก็ปลงตามนั้น จักจิ่มพอหื้อเป็นประตู ก็ปลงตามนั้นเทอะฯ..." ระบบขื่อม้าตั้งไหมเป็นระบบโครงสร้างที่มีมานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากหลักฐานในรัชกาลพญามังรายว่า มีช่างการโถมได้ปรุงเครื่องไม้วิหารที่เชียงแสน แล้วนำลงมาประกอบที่เวียงกุมกาม การสร้างครั้งนั้นก็มีการกล่าวถึง แปอ้ายแปยี่ ขื่อม้าตั่งไหมแล้ว
(บาลี พุทธรักษา [บรรณาธิการ], ตำนานสิบห้าราชวงศ์เล่มที่ 1 ผูกที่ 1-2, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2524 หน้า 81)

ระบบโครงสร้างขื่อม้าตั่งไหมยังคงใช้สืบต่อมาในอาคารสร้างไม้ของศิลปล้านนาเป็นระยะเวลานานโครงสร้างหลังคาวิหารน้ำแต้ม วัดพระธาตุลำปางหลวงที่เข้าใจว่าเป็นระบบโครงสร้างตั้งแต่ราว พ.ศ.2044
(สามารถ สิริเวชพันธุ์, วิหารโถง ซุ้มโขง สกุลช่างลำปาง, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2524 หน้า 3)

ก็เป็นระบบขื่อม้าตั่งไหม รวมทั้งวิหารวัดปงยางคกที่พระมหาป่าเกสระเจ้าอาวาสวัดไหล่หินเป็นผู้ซ่อมราว พ.ศ.2317-2329 ด้วย
((สามารถ สิริเวชพันธุ์, วิหารโถง ซุ้มโขง สกุลช่างลำปาง, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2524 หน้า 7)

ระบบขื่อม้าตั่งไหมคงนิยมสร้างกันเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นหลังคาของวิหารหรืออุโบสถ แม้แต่วิหารวัดเชียงมั่นที่เจ้าราชวงศ์ได้สร้างเมื่อวันเสาร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 8 พ.ศ.2469
(คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชำระตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี, [เชียงใหม่ : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่, 2538] หน้า 164)

ก็คงยังใช้ระบบม้าตั่งไหมเช่นกันระบบโครงสร้างม้าตั่งไหม คงจะมีการพัฒนาการรูปแบบของตัวเอง ดังจะเห็นได้ว่าบางครั้งได้มีขื่อหลวงซ้อนกันสองชั้น แต่ขื่อตัวล่างไม่ได้รับน้ำหนักของโครงหลังคาแต่อย่างใดคงเป็นเพียงโครงหน้าจั่วธรรมดาที่ประกอบด้วยดั้งและขื่อหลวง แต่ยังคงมีหน้าแหนบที่ประกอบโครงไม้เลียนแบบม้าตั่งไหม ซึ่งไม่ได้รับน้ำหนักโครงหลังคาแต่อย่างใด เช่น วิหารวัดบวกครกหลวง เชียงใหม่
(วรลัญจก์ บุณยสุวัตน์, หน้าแหนบแบบล้านนาของวิหารในจังหวัดเชียงใหม่, เมืองโบราณ, ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2537, หน้า 50)

เทคนิคการเข้าไม้
..........การประกอบโครงไม้ของหอไตรวัดพระสิงห์ ใช้การทดลองประกอบก่อนจากด้านล่างแล้วยกขึ้นไปติดตั้งข้างบนเพราะโครงม้าตั่งไหมไม่มีการตอกยึดด้วยตะปูเป็นการประกอบด้วยลิ่มไม้ทั้งหมด ยกเว้นการประกอบผนังไม้กรอบ ที่ทำแผงไม้เข้าลิ้นเป็นแผ่น แล้วนำขึ้นไปประกอบติดกับเสาด้วยตะปูเหล็ก รวมทั้งการยึดกล๋อนลาด กั้นฝ้าที่ใช้ตะปูตอกยึดเช่นกัน เทคนิคการเข้าไม้ของช่างที่สร้างหอไตรองค์นี้อาจจะแยกได้ 2 แบบคือ
..........1. การใช้เดือย (เดี่ยว) มีการใช้เดือยทั้งเดือยเดี่ยวและเดือยคู่ เดือยเดี่ยวมักเป็นเดือยที่ใช้ประกอบโครงสร้างม้าตั่งไหมทั้งหลังคากลางและหลังคาปีกนก 


ในขณะที่เดือยคู่ใช้กับแผ่นไม้ที่มีขนาดกว้างกว่าได้แก่ ฝาย้อย
..........2. การทำไม้เข้าลิ้น พบในส่วนของการประกอบผนัง ซึ่งกรอบของผนังจะเป็นการเข้าเดือยเป็นมุม 45 องศา แต่แผ่นไม้ที่ประกอบด้านในของลายตาผ้าใช้วิธีใสออกด้านละครึ่งแล้วประกบเข้าด้วยกัน